ในวันที่ 25 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาในคดีของ 3 นักกิจกรรม ได้แก่ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ หรือ “รามิล”, คุณภัทร คะชะนา และ พึ่งบุญ ใจเย็น ในคดีที่ถูกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาในข้อหา “ร่วมกันดูหมิ่นศาล” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 จากเหตุการณ์ร่วมทำกิจกรรมแสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565
คดีนี้มี ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี เป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไปกล่าวหาไว้ ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ นักกิจกรรมทั้งสามคนเพิ่งได้รับหมายเรียกเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 หลังเหตุการณ์ผ่านไป 2 ปีเศษ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2567
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งฟ้องทั้งสามต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ และมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยไประหว่างวันที่ 28 – 30 เม.ย. 2569
.
เหตุแห่งคดี: กิจกรรมคัดค้านศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย “ประยุทธ์อยู่ต่อ”
เหตุแห่งคดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลง โดยศาลนับวาระการดำรงตำแหน่งเริ่มตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ (6 เมษายน 2560) โดยไม่นับรวมระยะเวลาการเป็นนายกรัฐมนตรีจากคณะรัฐประหารตั้งแต่ปี 2557 ส่งผลให้อายุการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ครบวาระ 8 ปี
คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งประเด็นบรรทัดฐานทางกฎหมายและทางการเมือง นำมาสู่การทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมในหลายพื้นที่ รวมถึงที่อ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย
ในวันดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญเริ่มอ่านคำวินิจฉัยโดยถ่ายทอดสดทั่วประเทศเวลา 15.00 น. เมื่ออ่านเสร็จเพจเฟซบุ๊ก “ประชาคมมอชอ” ประกาศนัดชุมนุมเวลา 17.00 น. ที่อ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจเข้ามาร่วมกิจกรรมแสดงออกเชิญสัญลักษณ์ด้วย
ภายในกิจกรรมดังกล่าวมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในหลายรูปแบบ อาทิ การขึงป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “รามาตุลาการ” รวมถึงการเปิดเวทีปราศรัยบริเวณสันอ่างแก้ว เป็นต้น
.
ภาพรวมสืบพยาน: โจทก์อ้างจำเลยร่วมกันดูหมิ่นศาล ส่วนจำเลยสู้ไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งไม่ได้โปรยภาพศาลรัฐธรรมนูญตามฟ้อง
คดีนี้โจทก์นำพยานเข้าสืบพยาน 5 ปาก ได้แก่ ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี เป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ส.ต.อ.ชัยวิวัฒน์ นวลศรี และ ส.ต.อ.พงษ์ชัยวัฒน์ เรือนแก้ว ตำรวจชุดสืบสวน ผู้อยู่ในเหตุการณ์, พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร ตำรวจชุดสืบสวนทำหน้าที่ถอดเทปคำปราศรัย
ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบจำนวน 6 ปาก ได้แก่ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2, ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ อาจารย์ด้านสื่อศิลปะ, กฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจารย์ด้านนิติศาสตร์, ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ และผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับจำเลยที่ 2
ฝ่ายโจทก์พยายามนำสืบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันจัดกิจกรรมแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุจำเลยทั้งสามร่วมกันดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านการกระทำ 3 อย่างคือ 1. กล่าวคำปราศรัย 2. ขึงผ้าเป็นถ้อยคำว่า “รามาตุลาการ” ซึ่งฝ่ายโจทก์ตีความว่าหมายความว่า ตุลาการข่มเหงรังแกประชาชน และ 3. โปรยรูปภาพศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมถ้อยคำด่าทอ
ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ไม่มีการกระทำร่วมกัน ด้วยลักษณะการชุมนุมแบบแฟลชม็อบต่างคนต่างมาชุมนุมเอง การกล่าวคำปราศรัยซึ่งเป็นบทกวีของศิวัญชลี เป็นการแสดงความคิดเห็น เกิดจากความอัดอั้น ความโกรธต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว
ส่วนการจัดผ้าสีขาวเป็นคำว่า “รามาตุลาการ” ในบริเวณสันอ่างแก้ว ไม่ได้มีความหมายว่าตุลาการข่มเหงรังแกประชาชนตามที่โจทก์อ้าง โดยจำเลยที่ 3 (พึ่งบุญ) ช่วยบุคคลอื่นจัดผ้าเป็นคำว่า “รามาตุลาการ” ส่วนจำเลยที่ 2 (คุณภัทร) ไม่ได้ช่วยจัดผ้า เพียงแต่ช่วยบุคคลอื่นยกผ้าสีขาวมาวางไว้บริเวณสันอ่างแก้วเท่านั้น และจำเลยทั้งสามไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทำการโปรยภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและข้อความในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังนำเสนอประเด็นทางกฎหมาย ว่ามีข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ข้อที่ 10 และข้อที่ 11 ให้ถือการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่สุจริต หรือใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรือาฆาตมาดร้าย ให้ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การดูหมิ่นศาล ตาม ป.อ.มาตรา 198 แต่อย่างใด
.
.
สืบพยานโจทก์
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ก่อนเริ่มสืบพยานศิวัญชลีแถลงรับว่าเป็นผู้อ่านบทกวีปราศรัยตามฟ้องจริง ศาลจึงสอบถามคำให้การจำเลยทั้งสามอีกครั้ง โดยเฉพาะของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเห็นว่าข้อความในบทกวีที่ปราศรัยมีถ้อยคำที่เป็นการดูหมิ่น จำเลยทั้งสามยืนยันให้การปฏิเสธ ทนายจำเลยแถลงว่าจำเลยมีประเด็นข้อเท็จจริงและกฎหมายต้องให้ศาลวินิจฉัยต่อไป
ก่อนศาลเริ่มการสืบพยาน พนักงานอัยการโจทก์แถลงว่าพยานปากผู้กล่าวหา (ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี ผู้รับมอบอำนาจจากศาลรัฐธรรมนูญ) ไม่ได้รับหมายเรียก จึงไม่สามารถมาเบิกความในวันสืบพยานวันแรกได้ แต่เป็นพยานที่สำคัญไม่สามารถตัดออกได้ ส่วนจำเลยขอให้นำพยานปากนี้มาเบิกความเช่นกัน จึงเลื่อนการสืบพยานโจทก์ปากนี้ไปวันที่ 30 พ.ค. 2569 โดยให้เบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนส์จากศาลแขวงดอนเมือง
.
ตำรวจสืบสวน สภ.ภูพิงค์ฯ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่เห็นจำเลยโปรยรูปภาพศาลรัฐธรรมนูญและข้อความบนสันอ่างแก้ว มช.
ส.ต.อ.ชัยวิวัฒน์ นวลศรี ตำรวจสืบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบิกความโดยสรุปว่า ทางชุดสืบสวนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเห็นผ่านเฟซบุ๊กชื่อ “ประชาคม มช.” และ “LANNER” ว่าจะมีการจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ณ บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เมื่อไปที่เกิดเหตุประมาณ 17.00 น. พบว่ามีกลุ่มที่แสดงออกบริเวณสันอ่างแก้ว พยานพบศิวัญชลี จำเลยที่ 1 กำลังพูดเหมือนกับดำเนินกิจกรรมผ่านเครื่องขยายเสียง โดยพูดประมาณว่าเห็นต่างกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าไม่เป็นธรรม ในลักษณะด่าทอ
ส่วนบริเวณลานหญ้าด้านล่าง มีการนำผ้าขาวมาแปรเป็นตัวอักษร พยานเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ยังไม่เป็นตัวอักษรจนเป็นคำว่า “รามาตุลาการ” พยานเห็นว่ามีคนทำหลายคน แต่ที่จำได้คือมีจำเลยที่ 2-3 ช่วยกันทำเกี่ยวกับผ้า โดยใช้เวลาทำประมาณ 15-20 นาที
นอกจากนั้นในขณะเกิดเหตุ พยานได้เดินขึ้นไปดูบนสันอ่าง แล้วเห็นภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกระดาษข้อความ จึงได้ตรวจยึดไว้
โจทก์เปิดคลิปวิดีโอเหตุการณ์ให้พยานดู เห็นภาพคุณภัทร จำเลยที่ 2 จับผ้าอยู่บริเวณสันอ่างแก้ว ต่อมาเกิดภาพจำเลยที่ 2 เดินขึ้นไปบนสันอ่างแก้วโดยสวมรองเท้าสีแดง และภาพสุดท้ายไม่ปรากฏใบหน้า แต่เห็นบุคคลสวมรองเท้าสีแดง ซึ่งพยานอ้างว่าคล้ายกับของจำเลยที่ 2 ถือภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้โปรยภาพดังกล่าว
ทนายความจำเลยถามค้าน พยานรับว่ารู้ว่ามีการจัดกิจกรรมดังกล่าวจาก รปภ. ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ทางตำรวจก็ติดตามมอนิเตอร์จากเพจเฟซบุ๊ก ประชาคม มช. และ Lanner แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊ก ที่มีการนัดรวมตัวชุมนุมนี้
ส.ต.อ.ชัยวิวัฒน์ ไม่เห็นจำเลยที่ 1 นำภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและข้อความไปโปรยบนสันอ่างแก้ว ส่วนที่อ้างว่าเห็นบุคคลใส่รองเท้าสีแดงคล้ายของจำเลยที่ 2 ถือภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการดูจากการแต่งกาย ไม่ได้เห็นใบหน้า
ทนายความถามว่าในคลิปวิดีโอที่เกิดเหตุ เห็นผู้เข้ามาร่วมจัดผ้าสีขาวเป็นข้อความ “รามาตุลาการ” และร่วมกิจกรรมอื่น ๆ จำนวนมาก เหตุใดจึงเลือกมาดำเนินคดีเพียง 3 คนนี้ ส.ต.อ.ชัยวิวัฒน์ ตอบว่าเป็นเพราะจำได้ว่าทั้ง 3 คนนี้ชื่ออะไร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทำกิจกรรมทางการเมืองมาก่อนแล้ว ทำให้ทางตำรวจมีข้อมูล นอกจากนั้นจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ทำกิจกรรมด้วยบ้าง โดยไม่ได้มีการตรวจสอบผู้เข้าร่วมกิจกรรมคนอื่น ๆ อีกทั้งจากรายงานข้อเท็จจริงก็ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้ง 3 แบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดอย่างไร
.
ส.ต.อ.พงษ์ชัยวัฒน์ เรือนแก้ว ตำรวจสืบสวน สภ.ภูพิงค์ฯ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบิกความโดยสรุปว่า พยานเป็นชุดสืบร่วมกับ ส.ต.อ.ชัยวิวัฒน์ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุ เห็นจำเลยที่ 1 ยืนพูดบริเวณสันอ่างแก้ว มีการใช้เครื่องขยายเสียง พูดเป็นบทกลอน พูดสบถ พยานยืนห่างจากที่ปราศรัยไม่เกิน 30 เมตร จึงได้ยินเสียงชัดเจน
ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งที่บริเวณด้านล่าง มีกลุ่มคนนำผ้าสีขาว พยายามทำให้ตึง และพยานเห็นพึ่งบุญ จำเลยที่ 3 บอกคนอื่นให้จัดผ้าตรงนั้นตรงนี้ จนกลายเป็นตัวอักษร ซึ่งตอนที่เห็นคำว่า “รามาตุลาการ” พยานก็ยังไม่ทราบความหมาย
ส่วนคุณภัทร จำเลยที่ 2 พยานจำได้ว่าอยู่ตรงนั้นที ตรงนี้ที สักพักก็เดินขึ้นไปที่สันอ่างแก้ว ไป ๆ มาๆ แต่หลังจากคุณภัทรขึ้นไปด้านบนสันอ่างแก้วแล้ว พยานก็ไม่เห็นว่าไปทำอะไร
ทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าขณะจัดกิจกรรม ตนเองไม่ได้เข้าไปห้ามผู้เข้าร่วม เพียงสังเกตการณ์เท่านั้น แต่ไม่ได้สังเกตบุคคลที่นำผ้ามาเรียงเป็นข้อความตลอดเวลา และไม่รู้ว่าใครเป็นผู้นำผ้าสีขาว และรูปภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและแผ่นกระดาษข้อความมาในที่เกิดเหตุ
ทั้งพยานไม่แน่ใจว่าเห็นจำเลยทั้งสามเข้ามาพูดคุยปรึกษานัดแนะกันหรือไม่ ส่วนรูปภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและข้อความ พยานไม่เห็นคนโปรย พอขึ้นไปเอกสารก็วางไว้ตรงที่มีคนเดินอยู่แล้ว
.
พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร ตำรวจสืบสวน ผู้ถอดเทปคำปราศรัย เบิกความโดยสรุปว่า ตนเองมีหน้าที่ทำการถอดเทปคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 โดยได้ดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมด เห็นว่าเป็นการรวมกลุ่มทำกิจกรรม 10 กว่าคน มีหลายกิจกรรม ทั้งการกล่าวปราศรัย นำผ้ามาแสดงเป็นอักษร เป็นถ้อยคำ แต่พยานจำคำนั้นไม่ได้ และมีการนำรูปภาพที่มีใบหน้าและชื่อของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและข้อความมาโปรยในที่เกิดเหตุ
จากคลิปวิดีโอที่ได้ดู พยานเห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนจับผ้าและใช้กรรไกรตัดผ้า เพราะผ้ามีความยาว โดยมีจำเลยที่ 2 ช่วยจัดผ้า แต่จริง ๆ แล้วผู้เข้าช่วยจัดผ้าก็มีหลายคน
ทนายความจำเลยถามค้าน พยานรับว่าคลิปวิดีโอพยานหลักฐานดังกล่าว เป็นการไลฟ์สดจากเพจเฟซบุ๊ก Lanner ไม่ใช่ของทางตำรวจเอง หลังจากพยานดูเสร็จก็มีการบันทึกไว้แล้วนำมาถอดเทปภายหลัง โดยได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ถอดเทปคำปราศรัยเท่านั้น ไม่ได้รับมอบหมายให้ถอดพฤติกรรมของจำเลย
.
พ.ต.ท.ณัฐวัฒน์ เขื่อนแก้ว พนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เบิกความโดยสรุปว่า พยานได้รับมอบหมายสำนวนจากพนักงานสอบสวน กรณีที่มีผู้กล่าวหา คือ ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี ให้ดำเนินคดีผู้ต้องหา
การกระทำที่แจ้งว่าเป็นการร่วมกันดูหมิ่น คือ จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยกับเครื่องขยายเสียง ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ร่วมนำผ้าสีขาวมาแปรตัวอักษร “รามาตุลาการ” โดย “รามา” แปลว่าข่มเหงรังแก โดยพยานค้นผ่านอินเตอร์เน็ต เมื่อรวมกันจึงแปลว่าตุลาการข่มเหงรังแกประชาชน และจำเลยทั้งสามมีการนำภาพของศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกับข้อความ ไปโปรยหรือวางที่บริเวณสันอ่างแก้ว
ทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าไม่ได้มีการดำเนินการสอบสวนว่า ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี เป็นผู้มีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ เนื่องจากรับสำนวนต่อมาจากพนักงานสอบสวนคนอื่น
ในขณะมาแจ้งความดำเนินคดีนั้น ส.ต.ท. มนตรี แดงศรี ยังไม่ได้ระบุตัวผู้กระทำความผิด เป็นเพียงการแจ้งความเพื่อให้มีการสืบสวน ในวันนั้น ส.ต.ท.มนตรี มีเอกสาร 2 ฉบับ คือ หนังสือมอบอำนาจ คำสั่งแต่งตั้งและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงตรวจสอบเพียงแต่หนังสือมอบอำนาจ
ทนายถามว่า ผู้มอบอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินคดี คือเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตุลาการ พยานได้ตรวจสอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ พยานเบิกความว่าไม่ได้ตรวจสอบ
ตามเอกสารปรากฏว่ามีเอกสารออกโดยผู้กำกับ สภ.ภูพิงค์ฯ ส่งเอกสารถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ต.ท.ณัฐวัฒน์ ไม่ทราบว่ามีเอกสารนี้อยู่มาก่อน และไม่ทราบว่ามีหนังสือตอบกลับจากประธานศาลรัฐธรรมนูญกลับมาหรือไม่
ทนายความถามว่า ในข้อหาดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา ตาม ป.อ. มาตรา 198 แต่วันเกิดเหตุเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ทนายถามว่าพยานได้วินิจฉัยหรือไม่ว่าการกระทำนี้เป็นการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 พยานเบิกความว่าไม่ได้พิจารณา ดูเพียงแต่เพียงมาตรา 198
ในส่วนก่อนแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับข้อความ “รามาตุลาการ” พยานไม่ได้สอบถามพยานผู้เชี่ยวชาญ แต่ดูความหมายจากอินเตอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว และการค้นหาความหมายในอินเตอร์เน็ต เป็นการค้นหาคำแยกกัน คือคำว่า “รามา” และ “ตุลาการ” โดยรับว่าหากค้นหาคำว่า “รามาตุลาการ” รวมกัน จะไม่พบความหมาย
นอกจากนี้ พยานรับว่าจากคำให้การและบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาก็ไม่สามารถระบุว่าจำเลยทั้งสามมีพฤติการณ์ในการร่วมกันทำกิจกรรมทั้ง 3 อย่างข้างต้นอย่างไร เพียงแต่แบ่งรูปแบบการกระทำไว้ 3 รูปแบบ
ตามบันทึกตรวจยึดของกลาง พยานรับว่ารูปภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและข้อความที่โปรยอยู่บนสันอ่างแก้ว ไม่ระบุว่าผู้ใดเป็นผู้นำภาพดังกล่าวมาโปรยไว้ แต่ต่อมาชุดสืบสวนระบุตัวผู้กระทำได้ชี้ว่าเป็นจำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมกันกระทำ ทั้งนี้ชุดสืบสวนมิได้มีพยานหลักฐานอื่น ๆ อีกในการบ่งบอกว่าใครเป็นผู้โปรยภาพดังกล่าว
พนักงานอัยการโจทก์ถามติง ว่าไม่ได้ตรวจสอบเอกสารหนังสือมอบอำนาจ ไม่เป็นการกระทบอำนาจการร้องทุกข์ในคดีนี้ใช่หรือไม่ พยานเบิกความว่าใช่
.
ภาพประชาสัมพันธ์กิจกรรมจากเพจ “ประชาคมมอชอ”
.
ผู้กล่าวหาเป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุมติศาลให้ดำเนินคดีต่อผู้โปรยภาพตุลาการ แต่ไม่มีเอกสารมติที่ประชุมมาแสดง
ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี เบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ว่า ปัจจุบันรับราชการอยู่ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเกิดเหตุพยานรับตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานนิติการ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่รับผิดชอบงานนิติการของศาลรัฐธรรมนูญ ในการดำเนินคดีอาญา แพ่ง ปกครองและคดีละเมิดอำนาจศาล
ในช่วงเดือน ก.ย. 2565 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย วรวิทย์ กังศศิเทียม, ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, นภดล เทพพิทักษ์, ปัญญา อุดชาชน , จิรนิติ หะวานนท์, อุดม สิทธิวิรัชธรรม, วิรุฬห์ แสงเทียน, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ได้อ่านคำวินิจฉัยที่ 14/2565 ในเวลาประมาณ 15.00 น. ในคดีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์
ในส่วนที่มาในการแจ้งความร้องทุกข์ คือมีหนังสือจาก สภ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2565 พร้อมเอกสารภาพถ่าย แจ้งเรื่องว่าหลังจากศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย มีเหตุการณ์ชุมนุมในวันที่ 30 ก.ย. โดยมีการติดป้ายและปราศรัยที่อ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฝ่ายสืบสวนของตำรวจภูธรภาค 5 ได้พิจารณาว่าเข้าข่ายการดูหมิ่นศาล และละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
ในฐานะผู้อำนวยการกลุ่มงานนิติการ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและมีความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา และในที่ประชุม คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งความร้องทุกข์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
ในการดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจพิจารณาอย่างระมัดระวัง ยังไม่เคยมีการใช้คดีละเมิดอำนาจศาลในการกระทำนอกห้องพิจารณามาก่อน จึงใช้การดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา โดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ร้องทุกข์ข้อหาดูหมิ่นศาล ตาม ป.อ. มาตรา 198 โดยที่ประชุมได้พิจารณาในภาพรวม คือ เอาภาพตุลาการไปเหยียบย่ำและมีส่วนของถ้อยคำหยาบคาย
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติมอบหมายให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ซึ่งมอบอำนาจให้ ส.ต.ท.มนตรี ไปร้องทุกข์
ในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการทำคำสั่งหรือคำวินิจฉัย กรณีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องหรือคำร้องทั่วไป ส่วนกรณีมีคำวินิจฉัย เป็นกรณีเหมือนกับที่ศาลยุติธรรมใช้เป็นคำพิพากษา และเหตุที่ใช้คำวินิจฉัย เนื่องจากกระบวนการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวน
ทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าในวันที่ไปแจ้งความดำเนินคดี ไม่ได้นำเอกสารมติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการดำเนินคดี เรื่องจากมติและรายงานการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเอกสารลับ
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ซึ่งเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในฐานะหัวหน้าส่วนราชการของสำนักงานศาล มีอำนาจดำเนินการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจตามพระราชบัญญัติสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2542 จึงไม่ต้องมอบอำนาจอีก แต่เป็นไปตามมติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ในส่วนการแจ้งความร้องทุกข์ ได้พิจารณาผ่านเอกสารของตำรวจเรื่องภาพกับข้อความ ส่วนเมื่อถามว่าเอกสารถ้อยคำปราศรัย คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นความผิดใช่ไหม พยานเบิกความว่าเป็นการดูในภาพรวม
.
สืบพยานจำเลย
จำเลยที่ 1 เบิกความว่าไปร่วมปราศรัยเพราะเปิดฟรีไมค์ กล่าวถ้อยคำด้วยความโกรธและอัดอั้นเนื่องจากความไม่ชอบธรรมของ พล.อ.ประยุทธ์
ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุศึกษาอยู่คณะมนุษยศาสตร์ สาขาปรัชญาและสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในวันเกิดเหตุพยานทราบข่าวจากเฟซบุ๊กว่ามีการนัดรวมตัวกันที่อ่างแก้วเพื่อติดตามผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเดินทางไปเพียงคนเดียวในช่วงเย็นเพื่อดูแลความเรียบร้อยและสังเกตการณ์ในฐานะประธานสภานักศึกษา โดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าว่าจะมีกิจกรรมใดจัดขึ้นบ้าง
เมื่อไปถึงพื้นที่พบว่าเป็นกิจกรรมลักษณะแฟลชม็อบ และมีการเปิดฟรีไมค์ให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปขึ้นพูดแสดงความคิดเห็น โดยนักศึกษาในงานได้ชวนให้พยานขึ้นพูด เนื่องจากเคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาก่อน พยานจึงขึ้นปราศรัย ซึ่งถ้อยคำในบทกวีนั้นพยานหยิบยกมาจากกระแสในหน้าฟีดเฟซบุ๊กที่ตนเห็นด้วย และได้มีการเพิ่มคำสบถเข้าไป
เนื่องจากเกิดความโกรธและอัดอั้นสะสมต่อความไม่ชอบธรรมของพลเอกประยุทธ์ ตั้งแต่การทำรัฐประหาร การบริหารประเทศ และเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยพยานยืนยันว่าการกระทำของตนเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
พยานยืนยันว่าไม่ได้มีการพูดคุย นัดแนะ หรือเดินทางมาพร้อมกับจำเลยอีกสองคน ไม่ได้ร่วมวางแผนหรือกระทำการร่วมกันในวันเกิดเหตุแต่อย่างใด ในระหว่างกิจกรรม พยานเดินไปเดินมาและขึ้นปราศรัยบนสันอ่างแก้วเท่านั้น
ในขณะที่พูดปราศรัยอยู่นั้น พยานจำได้ว่ายังไม่มีภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาวางอยู่ แต่ภาพดังกล่าวถูกนำมาวางหลังจากที่ปราศรัยเสร็จแล้ว ส่วนกิจกรรมแปรอักษรผ้าขาวที่ลานด้านล่าง พยานเดินลงไปเห็นตอนที่ยังต่อผ้าไม่เสร็จ จึงไม่ทราบในขณะนั้นว่าเป็นคำว่าอะไร
พนักงานอัยการโจทก์ถามค้าน พยานเบิกความรับว่าเคยเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2559 และเริ่มเจอจำเลยที่ 2-3 ช่วงปี 2564-2565 ก่อนมาที่เกิดเหตุได้เห็นโพสต์จากเพจ “ประชาคม มช.”
ในช่วงเริ่มกิจกรรมมีผู้เข้าร่วมประมาณ 30 คน พยานยอมรับว่าใช้ถ้อยคำปราศรัยด้วยความรู้สึกใส่อารมณ์เพิ่มเข้าไป และหลังจากพูดเสร็จก็เดาได้ว่ากลุ่มคนที่แปรอักษรผ้าขาวด้านล่างเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
พยานจำไม่ได้ว่าเห็นจำเลยที่ 2 และ 3 อยู่ในบริเวณนั้นไหม โดยตลอดงานไม่ได้เข้าไปทักท้วงหรือห้ามปรามการกระทำของผู้อื่น เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
.
จำเลยที่ 2 เบิกความว่าเดินทางกลับจากค่าย และเพื่อนชวนให้ไปร่วมจัดผ้า ยืนยันไม่ใช่ผู้ถือภาพตุลาการ
คุณภัทร คะชะนา จำเลยที่ 2 เบิกความว่า พยานเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และย้ายมาอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2564 สำหรับวันเกิดเหตุ พยานเพิ่งเสร็จสิ้นจากการเข้าร่วมอบรมเวิร์กชอปเกี่ยวกับจิตใจของมูลนิธิเสมสิกขาลัย ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วันที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยการอบรมเสร็จสิ้นในเวลา 16.00 น.
จากนั้นพยานจึงได้นั่งรถแดงร่วมกับเพื่อนที่เข้าอบรมเข้ามายังตัวเมืองเชียงใหม่ และมาลงรถที่อ่างแก้ว มหาลัยวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเวลาประมาณ 17.00 น. เนื่องจากเป็นสถานที่ที่นัดหมายให้รถมาส่งและเจอกันได้ง่าย โดยพยานไม่ได้ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการจัดกิจกรรมทางการเมือง แต่เมื่อมาถึง กลุ่มเพื่อนได้ชวนพยานเดินเล่นเข้าไปบริเวณลานควายยิ้ม
เมื่อพยานเดินไปถึงลานหญ้า ได้เห็นกลุ่มคนกำลังถือม้วนผ้าสีขาวผืนยาวและมีคนตะโกนเรียกให้เข้าไปช่วยถือผ้าเนื่องจากผ้ามีขนาดใหญ่ จึงเข้าไปช่วยยกผ้าผืนดังกล่าวไปวางบริเวณตรงกลางเนิน
พยานรับว่ารับรู้ว่าเป็นกิจกรรมทางการเมืองจากที่เพื่อนบอก แต่ไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการแปรตัวอักษรเป็นคำว่าอะไร หลังจากวางผ้าเสร็จ พยานได้เดินไปดูบรรยากาศรอบ ๆ และเดินขึ้นไปบนสันอ่างแก้ว ซึ่งในขณะนั้นพบว่ามีรูปภาพและข้อความของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวางอยู่แล้ว
คุณภัทรยืนยันว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้นำภาพดังกล่าวมาติดหรือโปรย และไม่เห็นว่าใครเป็นคนทำ จากนั้นประมาณ 10 นาทีจึงเดินกลับลงมาด้านล่าง เพราะอยากรู้ว่าแปรอักษรเป็นคำว่าอะไร โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการนัดแนะหรือวางแผนร่วมกับจำเลยอีกสองมาก่อน รวมถึงไม่ทราบว่าใครจะทำอะไรบ้าง
พนักงานอัยการโจทก์ถามค้าน จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่ารู้จักจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มาประมาณ 1 ปี จากการร่วมกิจกรรมชุมนุมและงานศิลปะ Performance Art ทั้งที่เกี่ยวกับและการเมืองและไม่เกี่ยวกับการเมือง
ส่วนเรื่องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องพลเอกประยุทธ์นั้น พยานเพิ่งมาทราบตอนที่เดินทางมาถึงอ่างแก้วแล้วเห็นคนทำกิจกรรม จึงได้พูดคุยกับเพื่อน สำหรับประเด็นเครื่องแต่งกาย พยานยอมรับว่าสวมเสื้อยืดสีดำลายส้มเหลืองจริง แต่ไม่แน่ใจว่าสวมรองเท้าแตะสีแดงหรือไม่
เมื่ออัยการเปิดคลิปวิดีโอที่ปรากฏภาพชายสวมกางเกงสีดำ รองเท้าสีแดง ถือภาพตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พยานเบิกความว่าจำไม่ได้เนื่องจากในคลิปไม่เห็นใบหน้า และจำไม่ได้ว่าเห็นจำเลยที่ 1 ในงานหรือไม่
ทนายจำเลยถามติง จำเลยที่ 2 ย้ำว่าการเดินทางมาอ่างแก้วเป็นเพียงจุดลงรถกลับจากค่ายอบรม ไม่ได้มีการนัดแนะกันเพื่อมาร่วมทำกิจกรรม และยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ผู้นำภาพถ่ายตุลาการและข้อความไปโปรยในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
.
ผู้ประสานงานค่ายยืนยันจำเลยที่ 2 ไปร่วมกิจกรรมที่อำเภอแม่ริม ก่อนรถมาส่งกลับที่อ่างแก้วพอดี
พยานปากผู้ประสานงานองค์กรเสมสิกขาลัย เป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้เข้าร่วมโครงการอบรมที่อำเภอแม่ริม มาตั้งแต่วันที่ 28 – 30 ก.ย. 2565 โดยอยู่ในสถานที่อบรมตลอดจนกระทั่งเสร็จสิ้นกิจกรรมในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 30 ก.ย.
จากนั้นทางโครงการได้จัดรถสี่ล้อแดงนำผู้เข้าอบรมเดินทางกลับเข้าเมือง โดยทางโครงการกำหนดจุดส่งตัวไว้ที่ศาลาธรรม บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งพยานได้นั่งรถคันเดียวกับจำเลยที่ 2 มาถึงอ่างแก้วในเวลาประมาณ 17.00 น. ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ
พนักงานอัยการโจทก์ถามค้าน พยานรับว่าการอบรมไม่ได้ห้ามใช้โทรศัพท์ 100% แต่เป็นการขอความร่วมมือเพื่อความสงบ และจุดที่รถแดงจอดส่งอยู่ห่างจากอ่างแก้วประมาณ 300 เมตร ซึ่งพยานไม่แน่ใจว่ามองเห็นกิจกรรมป้ายผ้าในลานหญ้าหรือไม่
.
.
พยานผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ ตีความคำว่า “รามาตุลาการ“
พยานผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ และอาจารย์พิเศษคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าเบิกความว่า พยานสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาภาษาไทย และปริญญาเอกสาขาวิชาภาษาศาสตร์ เคยดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์เป็นเวลา 7 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทยเป็นหลัก
ในทางวิชาการพยานมีความเห็นว่าคำว่า “รามา” แม้จะมีความหมายปรากฏอยู่ในพจนานุกรม แต่ก็เป็นคำที่ค่อนข้างเก่าและโบราณ จนไม่แน่ใจว่าในบริบทสังคมปัจจุบันจะมีคนนำความหมายนี้มาใช้สื่อสารทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือไม่
สำหรับคำว่า “รามาตุลาการ” นั้น เป็นคำที่เกิดจากการผสมคำสองคำ คือคำว่า “รามา” ซึ่งทำหน้าที่เป็นคำกริยา และคำว่า “ตุลาการ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นคำนาม โดยตามหลักโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาไทยเมื่อคำกริยามาวางไว้ข้างหน้าคำนาม คำนามที่อยู่ด้านหลังจะทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยคหรือเป็นผู้ถูกกระทำทันที
ดังนั้นเมื่อนำสองคำนี้มารวมกันจึงต้องแปลความหมายว่า “ตุลาการเป็นผู้ถูกข่มเหง” มากกว่าจะแปลว่า “ตุลาการเป็นผู้ไปข่มเหงประชาชน”
นอกจากนี้คำว่า “รามา” ยังสามารถตีความในแง่อื่น ๆ ได้หลากหลาย เช่น การตีความสั้น ๆ ว่า เห็ดรา, เป็นชื่อเฉพาะอย่างโรงพยาบาลรามาธิบดี หรือชื่อโรงภาพยนตร์เก่า ๆ ตลอดจนเป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ อย่างคำว่า Rama ในคำว่า panorama
พนักงานอัยการโจทก์ถามค้าน พยานเบิกความรับว่าหากเปิดพจนานุกรมหรือสืบค้นในอินเทอร์เน็ต คำว่า “รามา” ก็ยังคงขึ้นความหมายว่า “ข่มเหง รบกวน” จริง และพยานทราบในภายหลังว่าคำนี้ได้ไปปรากฏอยู่ในกิจกรรมของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยอมรับว่าไม่เคยเข้าให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในชั้นสอบสวนมาก่อน
ทนายจำเลยถามติง พยานเบิกความอธิบายว่า โดยปกติทั่วไปในพจนานุกรมภาษาไทยก็มักจะมีคำประเภทที่เคยใช้ในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีการใช้งานแล้ว หรือเป็นคำที่ถูกลืม ไม่ได้นำมาใช้สื่อสารทั่วไป ปรากฏอยู่ด้วยจริง ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บรักษาคำเหล่านั้นไว้เป็นฐานข้อมูลทางภาษาเท่านั้น ไม่ใช่คำที่นำมาใช้เป็นปกติทั่วไปในชีวิตประจำวัน
.
พยานผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับการเมือง
ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านทัศนศิลป์ (Visual Art) และศิลปะวิจารณ์
ศรยุทธ ให้ความเห็นว่าในทางวิชาการนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและสังคมปรากฏอยู่หลากหลายรูปแบบ เช่น ในประเทศเยอรมนี ศิลปินอย่าง Peter Weiss ที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีข้อท้าทายทางสังคมก็ได้รับการยอมรับและได้รับรางวัลทรงคุณค่า หรือแม้แต่ในสังคมไทยเอง ผู้คนก็ใช้ถ้อยคำเชิงเสียดสีและท้าทายอำนาจรัฐอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกวีในยุคหลังปี 2516 หลายคนในปัจจุบันก็ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติหรือได้รับรางวัลซีไรต์
ศรยุทธเห็นว่างานศิลปะทำหน้าที่ส่งคำถามให้แก่สังคมในสิ่งที่คนกล้าคิด แต่ไม่กล้าพูด และงานศิลปะจะมีพลังขับเคลื่อนได้ก็ต่อเมื่อมันคือความรู้สึกร่วมของคนในสังคม ซึ่งในฐานะนักวิชาการ พยานได้ติดตามความเคลื่อนไหวในงานของศิลปินที่เป็นจำเลยทั้ง 3 คนมาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าทุกคนเป็นผู้มีศักยภาพสูงในการทำงานศิลปะเพื่อส่งคำถามต่อสังคม
ตอบคำถามทนายจำเลย พยานเบิกความอธิบายบริบทระหว่างศิลปะกับการเมืองว่า แม้ในสังคมไทยมักมองว่าศิลปะคือความสวยงาม แต่ในความเป็นจริงงานศิลปะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเมือง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีข้อห้ามและข้อจำกัดในการวิจารณ์มากมาย การแสดงออกทางการเมืองผ่านงานศิลปะจึงทำหน้าที่เสมือนวาล์วระบายความร้อนของสังคม
สำหรับกิจกรรมที่มีการนำผ้าขาวมาเรียงเป็นข้อความในคดีนี้ พยานมองว่าเป็นงานศิลปะบนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาเรียน โดยผู้คนจะมีความรู้สึกอย่างไรต่องานนี้ก็ขึ้นอยู่กับสำนึกร่วมและการตีความของแต่ละบุคคล จุดเด่นของงานศิลปะแขนงนี้คือใครชอบก็เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนกัน ส่วนใครไม่ชอบก็เพียงเดินหนีไป ซึ่งพยานเห็นว่าศิลปะลักษณะนี้มีความสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย
พนักงานอัยการโจทก์ถามค้าน พยานยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริงในวันเกิดเหตุ แต่อย่างไรก็ตาม พยานได้ติดตามความเคลื่อนไหวของงานศิลปะที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่เป็นประจำ
.
อาจารย์นิติศาสตร์ เบิกความถึงการบันดาลโทสะทางการเมือง และการเคลื่อนไหวแบบแฟลชม็อบ
กฤษพชร โสมณวัตร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบิกความโดยสรุปว่า พยานทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคดีนี้ผ่านทางสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีเดียในช่วงวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันถัดจากวันเกิดเหตุ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวสังคมไทยมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนไม่พอใจเนื่องจากมองว่าพลเอกประยุทธ์มาจากการรัฐประหารและสืบทอดอำนาจ
โดยผลคำวินิจฉัยในครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่มติศาลไม่เป็นเอกฉันท์ และมีเสียงข้างน้อยเห็นควรให้หลุดออกจากตำแหน่ง
สำหรับเหตุการณ์ที่อ่างแก้ว มช. พยานไม่ได้อยู่ในพื้นที่เชียงใหม่ในขณะนั้น แต่เห็นภาพกิจกรรมการถือป้ายและการเรียงผ้าข้อความคำว่า “รามาตุลาการ” ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งพยานมองว่าเป็นปฏิกิริยาของสังคมที่ตอบโต้ต่อความไม่ชอบธรรม
ทางกฎหมายอาญา พยานให้ความเห็นว่าอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งพื้นฐานของมนุษย์ การพรากความรู้สึกออกไปจึงเท่ากับการพรากความเป็นมนุษย์ หลักกฎหมายเรื่อง “บันดาลโทสะ” จึงถูกนำมาปรับใช้กับการแสดงออกทางการเมืองในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เพื่อรองรับสิทธิที่มนุษย์จะโกรธได้เมื่อถูกข่มเหง ยิ่งในฐานะพลเมือง ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะโกรธแค้นพฤติกรรมของนักการเมืองได้ ตราบใดที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ดังนั้น เหตุการณ์ในคดีนี้จึงอยู่ในขอบเขตของ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 การบันดาลโทสะ ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้กับคดีประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น
แม้การดูหมิ่นศาลจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่เมื่อเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่มีเหตุอันชอบธรรมจากการถูกข่มเหงครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการสืบทอดอำนาจ และไม่มีการใช้ความรุนแรง ย่อมเข้าข่ายเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อลดโทษได้
พยานเบิกความอธิบายความแตกต่างระหว่างแฟลชม็อบ กับการชุมนุมในที่สาธารณะแบบดั้งเดิม (เช่น กลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง) ว่าแฟลชม็อบคือรูปแบบการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ก่อตัวขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นการนัดหมายทำกิจกรรมเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ทำให้การชุมนุมมีเสรีภาพสูง
จุดเด่นคือ “ไม่มีแกนนำ” ทุกคนมารวมตัวกันเองโดยสมัครใจ ต่างคนต่างมา และผู้ชุมนุมแต่ละคนต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนเองทั้งหมด ไม่มีแกนนำที่จะต้องมารับผิดชอบแทนคนทุกคน ซึ่งต่างจากการชุมนุมสาธารณะทั่วไปที่มีแกนนำชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ มีแผนความปลอดภัย และมีผู้มีอำนาจสั่งการควบคุมหรือยุติการชุมนุมได้
พนักงานอัยการโจทก์ถามค้าน พยานเบิกความยอมรับว่าคำว่า “ดูหมิ่น” หมายถึงการใช้คำหยาบคายที่ทำให้รู้สึกถูกดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งคำว่า “เหี้ย” หรือ “สัส” ถือเป็นคำหยาบคาย และยอมรับว่าหลักกฎหมายเรื่องบันดาลโทสะตาม มาตรา 72 นั้น เป็นบทลดโทษทางกฎหมาย ไม่ใช่บทยกเว้นความผิด
นอกจากนี้พยานรับว่ากิจกรรมแฟลชม็อบจำเป็นต้องใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการนัดหมายเวลาและสถานที่ มิเช่นนั้นผู้เข้าร่วมจะไม่ทราบจุดรวมพล และแม้ตามรัฐธรรมนูญบุคคลจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 ประชาชนก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย
.
ทั้งนี้จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการชุมนุมของเยาวชนปลดแอกเมื่อปี 2563 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
ในจำนวนนี้มี 3 คดี ที่มีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มอบอำนาจให้ มนตรี แดงศรี เป็นผู้ไปกล่าวหา โดยยังมีเพียงคดี “รามาตุลาการ” นี้ที่ถูกสั่งฟ้องต่อศาล ทำให้คดีนี้จะเป็นคดีแรกที่ศาลจะมีคำพิพากษา
.



