หาก 6,000 คน ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 เท่าไร ถูกยกเว้นการนิรโทษกรรม?

ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…. ที่ผ่านทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว มีเงื่อนไขปิดล็อกไว้ชัดเจนแล้วว่าจะไม่นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 แม้แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นเด็กและเยาวชน 

ในการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านกฎหมาย เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 มีการระบุตัวเลขว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ประมาณอย่างน้อย 6,000 คน โดยไม่ทราบแน่ชัดถึงฐานการนับสถิติข้อมูลดังกล่าว 

หากลองพิจารณาในด้านกลับบ้าง ว่ามีจำนวนประชาชนที่ถูก “ยกเว้น” ไม่นับรวมในการนิรโทษกรรม เพราะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวนเท่าไร? 

ข้ออภิปรายหนึ่งที่พบเรื่อยมาตลอดการอภิปรายในสภาในวาระกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น พบว่ามีการพยายามระบุว่าคดีมาตรา 112 มีจำนวนไม่มากนัก คิดเป็นอัตราส่วนน้อยเมื่อเทียบกับข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง หรือระบุผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้เป็นเพียงส่วนน้อยของประชากร เป็นผู้กระทำซ้ำ ๆ 

จากข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้ความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์การดำเนินคดีมาตรา 112 มาตั้งแต่หลังการรัฐประหารของ คสช. พบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก ไม่รวมกรณีที่เป็นการแอบอ้างเพื่อเรียกผลประโยชน์ ในช่วงตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 (วันสุดท้ายตามที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขกำหนด) จำนวนอย่างน้อย 392 คน ใน 408 คดี

ตัวเลขดังกล่าว เป็นเพียงจำนวนที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเพียงแต่ทราบข้อมูลและบันทึกข้อมูลได้เท่านั้น ทั้ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กำหนดช่วงเวลาคดีที่ได้นิรโทษกรรมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 จนถึง 16 ก.ค. 2568 รวมเวลากว่า 20 ปี ทำให้ตัวเลขสถิติคดีมาตรา 112 จากการแสดงออกจะมีจำนวนมากกว่านี้มาก

หากพิจารณาข้อมูลของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง ได้พยายามรวบรวมข้อมูลทางสถิติของคดีข้อหาต่าง ๆ จากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เมื่อปี 2567 

จะพบว่าจากสถิติของส่วนระบบข้อมูลและสถิติ สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ตั้งแต่ปี 2548 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 รวมมีตัวเลขในหมวดความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ ขึ้นสู่ศาลจำนวน 1,493 คดี แต่ไม่ได้มีการระบุจำนวนคนที่แน่ชัดไว้ และตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงจำนวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลแล้ว

ขณะที่ข้อมูลสำนักงานเลขาธิการอัยการสูงสุด จะพบว่ามีคดีที่เข้ามาใหม่ในชั้นอัยการ มีสถิติคดีในหมวดความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 107-112) ในช่วงปี 2553-2566 ยอดรวมอยู่ที่จำนวน 3,792 เรื่อง ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 1,838 คน (ในส่วนจำนวนคน ไม่ทราบว่าข้อมูลของอัยการได้มีการหักลบผู้ถูกดำเนินคดีซ้ำหลายคดีในวิธีการนับจำนวนหรือไม่)

โดยที่จำนวนคดีดังกล่าวของทั้งศาลยุติธรรมและอัยการ ก็ไม่ได้รวมคดีในช่วงหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ซึ่ง คสช. ได้ออกประกาศให้คดีข้อหานี้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาในศาลทหารอีกด้วย

หากคิดเป็นอัตราส่วนเทียบกับการประมาณผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จำนวนประมาณ 6,000 คน จะพบว่า จากสถิติคดีมาตรา 112 ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรวบรวมข้อมูลข้างต้น (ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2557 ไม่ได้ย้อนไปก้อนหน้านั้น) จะคิดเป็นประมาณร้อยละ 6.5 ของจำนวนดังกล่าว  แต่หากใช้สถิติของสำนักงานอัยการสูงสุด จะพบว่าคิดเป็นประมาณกว่าร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ได้ประโยชน์ดังกล่าวเลยทีเดียว 

แม้จำนวนดังกล่าวจะเป็นเพียงการประเมินจากตัวเลขเท่าที่มีอยู่ แต่ก็คิดเป็นจำนวน “ไม่น้อย” เลยทีเดียว หากเทียบสัดส่วนกันกับผู้ได้รับประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น

.

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาในส่วนของผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบัน ในวันที่ 8 ก.ค. 2569 จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 54 ราย ในจำนวนนี้มีผู้คาดว่าได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมจำนวน 10 ราย คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้ถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนผู้ไม่ถูกนับรวม เนื่องจากถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มีจำนวน 30 ราย และยังมีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 110 อีก 5 ราย ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะนับรวมด้วยหรือไม่ 

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาตดี และยังไม่ได้ถูกคุมขัง ก็อาจความเสี่ยงถูกคุมขังเพิ่มเติมในระยะต่อไปอีกด้วย

ขณะที่ในกลุ่มผู้ต้องขังที่ยังต่อสู้ในระหว่างพิจารณาคดี มีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังมานานเกิน 1,000 วัน รวม 3 ราย ได้แก่ เก็ท โสภณ, อานนท์ นำภา, อารีฟ วีรภาพ 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ต้องขังคดี ม.112 – 110 ที่อยู่ในระหว่างต่อสู้คดี และเผชิญหน้ากับโทษจำคุกสูงหลายราย ได้แก่ บัสบาส มงคล พ่อค้าขายเสื้อผ้าที่จังหวัดเชียงราย วัย 32 ปี ที่กำลังเผชิญหน้ากับโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 50 ปี 6 เดือน 

อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 จำนวน 11 คดี และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกัน 31 ปี 9 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ  

X