วันที่ 27 เม.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “เดฟ” ชยพล ดโนทัย อดีตสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีถูกขอออกหมายจับคดีมาตรา 112 ผิดพลาด จากเหตุการณ์พ่นสีพระบรมฉายาลักษณ์ในสถานที่ต่าง ๆ บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในช่วงคืนวันที่ 10 ม.ค. 2564 โดยที่ชยพลไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์แต่อย่างใด
.
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 607 ชยพลเดินทางมาศาลพร้อมกับทนายโจทก์ ส่วนฝ่ายจำเลยมีผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลย ต่อมาศาลออกนั่งพิจารณาคดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีของชยพลในเวลา 10.20 น. โดยอ่านคำพิพากษาว่า “ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องโจทก์” สำหรับรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ระบุดังนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยกระทำละเมิกต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลย ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ตรวจสอบพบป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ถูกพ่นสเปรย์เป็นข้อความต่าง ๆ นั้น และเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ก่อนมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง จากการสืบสวนติดตามจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ได้ความว่าบุคคลดังกล่าวชื่อสิริชัย นาถึง และชายอีก 1 คน
อีกทั้งมีตรวจสอบทะเบียนรถจักรยานยนต์พบว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาของโจทก์ และสืบทราบว่าโจทก์เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นเพื่อนกับสิริชัย คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นเชื่อว่าชายซึ่งยังไม่ทราบชื่อว่าเป็นใครนั้นคือโจทก์ในคดีนี้ จึงรวบรวบพยานหลักฐานและยื่นคำร้องขอออกหมายจับสิริชัยและโจทก์ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้เข้าไต่สวนและนำพยานหลักฐานมาประกอบ จึงเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2548 ข้อ 14, 16, 17
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าก่อนยื่นคำร้องขอออกหมายจับ ไม่ได้มีการตรวจสอบถิ่นที่อยู่ของโจทก์ในวันเกิดเหตุให้แน่ชัดก่อน เห็นว่าแม้พนักงานสอบสวนไม่ได้รอผลตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์มือถือของโจทก์ก็ตาม แต่การตรวจสอบตำแหน่งผู้ใช้งานอาจไม่ใช่เจ้าของหมายเลขที่แจ้งไว้แก่ผู้ให้บริการ
ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้ประมาทเลินเล่อ และมิได้มีเจตนาใส่ร้ายโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย อีกทั้งเป็นฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดร้ายแรงอันกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กระทบจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง กลุ่มผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินราชการเป็นวงกว้าง เจ้าพนักงานตำรวจจึงต้องเร่งสืบสวน ปราบปราม นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ซึ่งทำการสืบสวนมารอบคอบแล้ว มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำผิด จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องออกหมายเรียกโจทก์
ต่อมาเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ายังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการกระทำความผิดของโจทก์ได้ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะถูกจับกุมและถูกแจ้งข้อกล่าวหา
การกระทำของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและมิได้มีเหตุจูงใจที่จะตั้งข้อหาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
.
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจออกหมายจับ ทำให้โจทก์มีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากร เห็นว่า พนักงานสอบสวนยังมิได้นำข้อมูลหมายจับโจทก์ลงในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบกับการที่บุคคลจะมีประวัติอาชญากรจะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ และส่งไปตรวจสอบที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งโจทก์ยังมิเคยถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยจับกุมและพิมพ์ลายนิ้วมือแต่อย่างใด จึงไม่มีประวัติโจทก์อยู่ในกองทะเบียนประวัติอาชญากรของจำเลยแต่อย่างใด
ส่วนอุทธรณ์โจทก์ในประเด็นอื่น ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ณเรศ ทรงประกอบ, ทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร และวิรัตน์ กาญจนเลขา
.
ทบทวนเหตุการณ์จับกุม ‘นิว’ สิริชัย ระบุ ‘เดฟ’ ชยพล ถูกออกหมายจับคดี ม.112 อีกคน ต่อมา ตร.ไม่แจ้งข้อหาและยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ
มูลเหตุของคดีนี้ เกิดจากเหตุการณ์ของคืนวันที่ 13 ม.ค. 2564 “นิว” สิริชัย นาถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจับกุมตามหมายจับมาตรา 112 ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 14/2564 และถูกค้นห้องตามหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี โดยพบว่าในหมายค้นดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ให้ตรวจค้นบุคคลที่ออกหมายจับซึ่งปรากฏชื่อของ “ชยพล” ว่าเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับ ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 15/2564
ภาพจากเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
ประกอบกับที่ “นิว” สิริชัย ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 08.00 น. ทางพนักงานสอบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและระบุว่าสิริชัย นาถึง กับชยพล ดโนทัย เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกตระเวนไปกระทำความผิด และได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันกระทำความผิด”
จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 11.30 น. ชยพลเดินทางมาถึง สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยทนายความ เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนแสดงความบริสุทธิ์ใจ ตามที่พบว่าตนถูกออกหมายจับดังกล่าว พร้อมกับหลักฐานว่าตนเองไม่ได้อยู่ในวันและเวลาที่เกิดเหตุ เนื่องจากขณะนั้นตนพักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมที่ จ.สงขลา และเพิ่งเดินทางกลับมายังกรุงเทพมหาคร เมื่อค่ำของวันที่ 14 ม.ค. 2564 โดยผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีเกี่ยวกับคดีนี้ ก็ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเกิดขึ้น ชยพลจึงลงบันทึกประจำวันไว้และเดินทางกลับ
ในเวลา 15.54 น. ของวันเดียวกัน สำนักข่าวมติชน รายงานว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ 16/2564 ยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ เนื่องจากตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมพบว่า ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับชยพล โดยศาลมีคำสั่งรับคำร้อง เรียกสอบแล้ว ผู้ร้องแถลงยืนยันตามคำร้อง อนุญาตให้ถอนคำร้อง ยกเลิกหมายจับ
ภาพจากเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
‘เดฟ’ ชยพล ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกค่าเสียหาย 2 ล้านบาท เหตุตร.ขอศาลออกหมายจับ 112 โดยมิชอบ
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 ชยพลเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สืบเนื่องจากกรณีที่ตนถูกออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และต่อมาศาลจังหวัดธัญบุรียกเลิกหมายจับดังกล่าว
คำฟ้องระบุโดยสรุปว่า การกระทำของตำรวจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในเวลาดังกล่าวมีประชาชนและนักศึกษาถูกดำเนินคดีจำนวนมากจากการเรียกร้องทางการเมืองและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีบทบาทสำคัญ ความพยายามในการดำเนินคดีนักศึกษาเช่นกรณีของสิริชัย และการออกหมายจับโจทก์เป็นการกระทำด้วยเหตุจูงใจให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอื่น ๆ ยุติการเคลื่อนไหวและกระทำโดยขาดความระมัดระวัง เป็นการจงใจใช้กฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่กฎหมายรับรองไว้
การร้องขอต่อศาลเพื่อออกหมายจับดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะก่อนหรือขณะที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับนั้น เจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่กลับกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจ
เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและถูกละเมิดชื่อเสียงอันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย จะถูกลิดรอนเสรีภาพ จับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ จึงขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ดังนี้
1. ขอโทษโจทก์และครอบครัว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักการสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี ตร.จึงต้องประกาศขอโทษ ในกรณีการออกหมายจับผิดพลาดในครั้งนี้ ต่อไปจะกำชับให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในสังกัดของจำเลย มิให้กระทำการในลักษณะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์สาธารณะ และผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ทุกประเภทเป็นเวลา 7 วัน
2. ให้ลบประวัติอาชญากร เนื่องจากแม้จะมีการถอนหมายจับแล้ว แต่โจทก์จะมีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของตร. ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากรดังกล่าว จึงขอให้ลบข้อมูลประวัติอาชญากรที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
3. ให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2 ล้านบาท เนื่องจากการออกหมายจับเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจาก จ.สงขลา มาแสดงตัวที่ จ.ปทุมธานี ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐพึงตระหนักถึงการละเมิดดังกล่าวและชดใช้เยียวยาเป็นเงินจำนวนที่พอจะถือได้ว่า เป็นมาตรการเชิงลงโทษอันเกิดจากการละเมิดต่อบุคคล เพื่อให้รัฐได้ปรับปรุง แก้ไข กำกับดูแล วางมาตรการป้องกันและพัฒนาเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ

ภาพจากเพจสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
.
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการขอออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับตามขั้นตอนกฎหมาย ยังไม่พอฟังว่าตำรวจจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ในการละเมิดโจทก์
ภายหลังคดีมีการสืบพยานไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2565 โดยสืบพยานโจทก์ 2 ปาก คือชยพล ดโนทัย และมารดา ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 2 ปาก ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน และเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสอบสวนผู้ร้องขอศาลออกหมายจับ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทั้ง 2 ปาก รับว่าร้องขอออกหมายจับโดยไม่เห็นหน้าผู้กระทำผิด
ต่อมาวันที่ 31 ม.ค. 2566 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้ยกฟ้องของชยพล เนื่องจากเห็นว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลยบังคับให้พิมพ์ลายนิ้วมือหรือกระทำการอื่นใดที่อาจทำให้โจทก์เสียหายตามฟ้อง ซึ่งเป็นเพียงการร้องขอต่อศาลให้มีการออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมาย และศาลได้ใช้อำนาจพิจารณาตามกฏหมายให้ออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับเพียงเท่านั้น ยังไม่พอฟังว่าจำเลยโดยเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลย จงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำการอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์
ต่อมา โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระบุว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เนื่องจากเห็นว่าการกระทำละเมิดของตำรวจเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงที่รัฐและเจ้าพน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นกรณีนี้อีก จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรับผิดตามฟ้องโจทก์
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้ (27 เม.ย. 2569) โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อ่านสัมภาษณ์ชยพล ถึงเหตุผลในการฟ้องคดีและผลกระทบที่ได้รับจากการถูกออกหมายจับผิดพลาด


