“ศาลยุติธรรมอำนวยความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว เข้าถึงได้ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อความเชื่อมั่นและความเท่าเทียมในสังคม” — วิสัยทัศน์ศาลยุติธรรม
21 เมษายน 2569 ในโอกาสวันสถาปนาศาลยุติธรรม เพื่อรำลึกถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างอารยะประเทศ ซึ่งเคารพในหลักการนิติธรรม (Rule of Law) ย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่มีภารกิจหลักในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเสมอภาค สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของศาลยุติธรรมข้างต้น
แม้ว่าศาลจะพยายามเป็นภาพลักษณ์ของความยุติธรรมในอุดมคติมาอย่างยาวนาน แต่คำถามสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ “ความโปร่งใส” ของกระบวนการพิจารณาคดีในทางปฏิบัติ
หลักการสำคัญหนึ่งในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมคือ “การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย” (Public Trial) มิได้เป็นเพียงหลักการเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจตุลาการ และเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Right to Fair Trial)
อย่างไรก็ดี ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง เช่น คดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ และต่อเนื่องมาถึงช่วงเดือนมีนาคม 2568 เฉพาะที่ศาลอาญาได้เริ่มมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาคดี ‘ห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ภายในห้องพิจารณาคดี’ อย่างน้อย 12 คดี โดยใช้ถ้อยคำในลักษณะเดียวกัน แม้จะไม่ใช่องค์คณะผู้พิพากษาเดียวกัน ซึ่งระบุถ้อยคำว่า
“ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป”
แม้ว่าศาลจะมีอำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าว ในด้านหนึ่งเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี แต่ในอีกด้านอำนาจนี้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้หลักความได้สัดส่วน (Proportionality) และต้องไม่จำกัดสิทธิของประชาชนเกินความจำเป็น
คำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลัก “การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย” และสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งจะนำไปสู่สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะรับรองว่าหากมีการใช้กฎหมาย หรือกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม จะต้องปรากฏต่อสาธารณะ นำไปสู่การถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้
ประเด็นที่น่ากังวล คือ ความไม่ชัดเจนของขอบเขตคำสั่ง “ห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี” ซึ่งอาจถูกตีความอย่างกว้าง ครอบคลุมตั้งแต่การรายงานข้อเท็จจริง ไปจนถึงการอธิบายบรรยากาศในศาล หรือแม้แต่การอธิบายปฏิกิริยาของผู้พิพากษาหรือคู่ความในห้องพิจารณา อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรับรู้ของสาธารณชน
ยิ่งไปกว่านั้น การฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งเป็นข้อหาที่มีโทษจำคุก และที่สำคัญคือ เป็นคดีที่ศาลสามารถดำเนินการเองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกล่าวหาแบบปกติ กล่าวคือ ศาลเป็นทั้ง “ผู้กล่าวหา ผู้ไต่สวน และผู้พิพากษา” ในคดีเดียวกัน
ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการจำกัดการเผยแพร่ข้อมูล แต่รวมถึงการสร้าง “บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว” ในห้องพิจารณาคดี ที่ทำให้ผู้สื่อข่าว นักวิชาการ และประชาชน ไม่กล้าใช้สิทธิในการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม
เมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปภายใต้ข้อจำกัดในการเปิดเผย หลุดพ้นจากการตรวจสอบโดยสาธารณะ ย่อมเสี่ยงต่อการกลายเป็น “ความยุติธรรมในที่มืด” ซึ่งขัดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการพิจารณาคดีอาญา และพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
ดังนั้น ในโอกาสวันศาลยุติธรรม คำถามสำคัญจึงมิใช่เพียงว่าศาลมีอำนาจเพียงใด แต่คือการใช้อำนาจนั้นสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ความสงบเรียบร้อยของศาล” กับ “สิทธิของประชาชนในการรับรู้และตรวจสอบ” ได้อย่างเหมาะสมเพียงใด
.
ทั้งนี้ คำสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี ถูกเริ่มใช้ในบางคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2568 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีคดีที่ศาลอาญามีคำสั่งแล้วอย่างน้อย 12 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 10 คดี, คดีละเมิดอำนาจศาล 1 คดี และคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (หมิ่นประมาท กกต.) จำนวน 1 คดี ซึ่งบางคดีศาลมีคำสั่งตั้งแต่ในช่วงสืบพยานไปจนถึงนัดฟังคำพิพากษา ส่วนบางคดีนั้นมีคำสั่งเพียงบางนัด ขณะที่ก็มีอีกหลายคดีของศาลอาญาที่ไม่ได้มีคำสั่งในลักษณะดังกล่าว
สำหรับกรณีดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญาเพื่อเสนอความเห็นทางกฎหมายต่อการพิจารณาคดีของศาล เพื่อยืนยันว่าสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบการสั่งคดีของผู้พิพากษา เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวไม่มีฐานทางกฎหมายมารองรับและขัดต่อหลักการพิจารณาโดยเปิดเผย อีกทั้งลดทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดการสั่งในคดีลักษณะดังกล่าว และให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย โดยมีการยื่นหนังสือไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนปัจจุบันพบว่ายังไม่มีการตอบกลับใด ๆ
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สถิติคดีที่ศาลมีคำสั่ง ‘ห้ามเผยแพร่’ เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี
