1 ปีในเรือนจำ: “ตรัณ” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ยังรอคอยชีวิตเรียบง่ายกลับคืนมา

“ตรัณ” (นามสมมติ) ชายวัย 26 ปี เป็นอดีตไรเดอร์รับส่งอาหาร ผู้ต้องเดินเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในคดีมาตรา 112 ที่เขาถูกกล่าวหาจากกรณีคอมเมนต์ใต้ไลฟ์สดในเพจศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2564  โดยมีคำพิพากษายืนจำคุก 1 ปี 6 เดือน 

เวลา 1 ปีผ่านไป ตรัณกลายเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด และเขายังรอเวลาอีกราว 6 เดือน เพื่อให้สามารถเดินออกสู่โลกภายนอก

“ผมไม่เข้าใจ ผมไม่ได้ฆ่าคนตาย” คือประโยคและความรู้สึกที่เขาพูดกับทนายความในวันแรกผ่านจอภาพในห้องเยี่ยมเรือนจำ

“ผมเคยไปยืนมองหน้าต่างอยู่ครั้งหนึ่ง ในมุมที่ผมเห็นนั้น เห็นว่าผู้คนใช้ชีวิตกันตามปกติ รถขับไปมาบนท้องถนน ณ ขณะที่ได้มองไปก็ทำให้ผมคิดว่า ก็ดูดิเขาอิสระขนาดนั้น” 

ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอยู่ในห้องขังที่ไฟไม่เคยดับแม้แต่คืนเดียว เขาเรียนรู้ว่าต้องใช้ผ้าปิดตาเพื่อให้หลับได้ เรียนรู้ว่าต้องเข้ากลุ่มกับเพื่อนผู้ต้องขัง เพื่อในช่วงระหว่างวันและเวลากินข้าวจะไม่ต้องโดดเดี่ยวเกินไปนัก 

เขาไม่ใช่คนที่มีบทบาททางการเมือง หรือเป็นนักกิจกรรมใด ๆ เป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำคนหนึ่ง ที่เคยใช้ชีวิตเรียบง่าย พาแฟนสาวที่นครปฐมไปตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบ ช่วยยกของหนักหลายกิโลกรัมแทนแฟนที่ตัวเล็กกว่า และขับมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารในช่วงบ่าย เพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวและชีวิตของตนเอง เขายังคงนับวันรอที่จะเรียกคืนชีวิตที่เรียบง่ายของตัวเองกลับมา

.

คดีนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับทราบข้อมูลภายหลังศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว โดยคดีมีกลุ่ม ศปปส. เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ บก.ปอท. เขาไปรับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2565 และให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา โดยไม่ได้มีทนายความร่วมในการสอบสวนด้วย

ก่อนเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2566 พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญา กล่าวหาจากการแสดงความคิดเห็นใต้ไลฟ์สดของเพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า “ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ”

ในวันฟ้องคดี ตรัณได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยไม่ได้แต่งตั้งและปรึกษากับทนายความก่อน และศาลอาญาได้มีคำพิพากษาทันทีในวันนั้น (23 พ.ค. 2566) โดยพิพากษาจำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา 

ต่อมาเขาได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ และติดต่อทนายความขอความช่วยเหลือ จนเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีของเขา โดยพิพากษายืนโทษ 1 ปี 6 เดือน และเขาไม่ได้ประกันตัวในระหว่างฎีกา ทำให้ตรัณถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที ในวันนั้น

.

การสนทนาในช่วงวันแรก ๆ ของชีวิตในเรือนจำ (4, 18 เม.ย. 2568) ตรัณใช้เวลาปรับตัวพอสมควร และยังคงเป็นห่วงกังวลครอบครัวและแฟนที่ต้องหาเลี้ยงชีพเพียงลำพัง “ผมไม่อยากอยู่ที่นี้ครับ เป็นห่วงครอบครัว และแฟนผม พวกเขาจะอยู่กันอย่างไรต่อไป”

“ผมหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน พวกเขาเปิดไฟทิ้งไว้ตลอด ผมนอนไม่หลับ ผมต้องใช้ผ้าปิดตาเพื่อช่วยให้สามารถนอนหลับได้” 

ตรัณเป็นเสาหลักของครอบครัวแฟนที่กินอยู่ด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ในบ้านมีแต่คนสูงอายุ เขามีคำถามอยู่ในหัวตลอดว่า เขาเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีอำนาจหรือสามารถไปทำอะไรใครได้เลย การกระทำของเขาเป็นเพียงแค่คอมเมนต์เดียวเท่านั้น 

“ผมไม่หนีไปที่ไหนหรอกครับ ผมไม่เคยทำพาสปอร์ตเลยด้วยซ้ำ” ตรัณบอก พร้อมแสดงความเห็นถึงมาตรา 112 ว่ามันมีปัญหาที่ควรแก้ให้ชัดเจนว่า “ใคร” บ้างที่มีอำนาจกล่าวหาตามกฎหมายข้อนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะกลั่นแกล้งกัน โดยคดีของเขาเข้าใจว่าถูกกล่าวหาโดยกลุ่ม ศปปส. ซึ่งเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

แฟนของเขา “เมษา” ประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายยำ ในทุก ๆ วัน ตรัณจะช่วยพาเธอไปซื้อของ และเตรียมวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารเพื่อไปขายยังตลาดที่องค์พระปฐมเจดีย์

เมษาเล่าว่า พอขาดตรัณไป รายได้ต่อเดือนคงลดลง เพราะบางครั้งก็ต้องหยุดขายอาหาร เนื่องจากไม่มีคนช่วยลากรถเข็นไปขาย หรือพอต้องว่าจ้างเอา ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่เธอก็พยายามอดทน และหวังว่าเขาจะได้ออกมาโดยเร็ว

.

ในช่วงเดือน พ.ค. 2568 ทนายเข้าเยี่ยมตรัณอีกครั้ง เขาถูกจำแนกไปใช้ชีวิตในแดน 8  และพบว่าเขาได้รับหน้าที่ให้ช่วยงานเป็น “ช่างตัดผม” ให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ 

“ตอนนี้ผมได้รับหน้าที่ให้ช่วยงานด้วยการได้ทำงานอยู่ในร้านตัดผม ก่อนหน้านี้ผมชอบไปที่ร้านตัดผมครับ คือเป็นความสนใจของผมอยู่แล้ว ผมอยากตัดผมเป็น แต่แค่ยังไม่มีโอกาสได้ลองทำ ผมเลยไปนั่งดูตลอดทุกครั้ง”

ตรัณเล่าว่า ร้านตัดผมจะเปิดทุกวันทำการ (จันทร์ – ศุกร์)  ตั้งแต่เวลา 08.30 น. จนถึง 11.30 น. แต่หลาย ๆ ครั้งก็เปิดไปจนถึง 14.00 น. เนื่องจากมีคนเข้าร้านตลอด  และเหตุผลที่ทำให้ได้รับหน้าที่นี้ก็เพราะว่าได้ช่วยเหลือผู้ต้องขังชาวอินเดีย โดยเขารับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษให้กับผู้ต้องขังคนดังกล่าว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ให้เขาช่วยเป็นล่ามให้กับผู้ต้องขังคนนี้ต่อไป 

หลังจากนั้นไม่นาน ตรัณที่รับหน้าที่ล่ามในแดน ก็ผันตัวมารับงานช่างตัดผม เพราะเหตุที่ชอบแวะเวียนไปอยู่ในร้านตัดผมสม่ำเสมอ

“ทั้ง 2 หน้าที่นี้เกินความคาดหมายของผมมากครับ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก็ค่อนข้างเร็วด้วย ผมตั้งตัวไม่ทันเลย แต่ผมก็ดีใจที่ได้ทำอะไรบ้าง ทำให้ผมคิดต่อว่าผมอาจจะได้อยู่ที่เรือนจำนี้ต่อไป คงไม่ถูกย้ายไปเรือนจำอื่น ผมคาดหวังไว้อย่างนั้นครับ”

ตรัณบอกว่าการที่เขาได้ปฏิบัติหน้าที่นี้ทำให้รู้สึกสนุกมากขึ้น เพราะได้ลงมือทำอะไรหลาย ๆ อย่าง มีหลายสิ่งให้โฟกัส อย่างน้อยมันก็ลดความน่าเบื่อภายในเรือนจำได้

“วันเกิดพี่เขาคือในเดือนตุลา  เราจะไปร้านนั่งชิลกันค่ะ คือเป็นร้านดื่มกลางคืนอะนะ” นั่นคือสิ่งที่เมษา คนที่รออยู่นึกถึงหากเขาได้ออกมา 

ตุลาคมปีที่ผ่านมา ล่วงผ่านไปแล้ว โดยวันเวลาแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้น แต่ตุลาปีนี้ ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งหวังว่าจะได้ออกไปนั่งใช้ชีวิตปกติด้วยกัน

.

สามารถเขียนจดหมายออนไลน์ถึงตรัณผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง 

เหมือน “เมษา” ที่ขาดตุลา: คุยกับคนข้าง ๆ “ตรัณ” ผู้ต้องขังคดี ม.112 

X