ในวันที่ประเทศกำลังพูดถึงการลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นจากภายในกรงขัง ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่สอง ที่ชายหนุ่มคนนี้ต้องเฝ้ามองประวัติศาสตร์การเมืองผ่านห้องขัง
นี่คือเรื่องราวของ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่” นักกิจกรรมที่เกิดมาท่ามกลางการชุมนุมตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา เติบโตไปกับธงเขียวรณรงค์รัฐธรรมนูญ 2540 และกลายเป็นนักต่อสู้ที่ยินดีเสียสละเสรีภาพเพื่อสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง
“ประชามติสองครั้ง ไม่ได้ไปลงคะแนนเสียงเลย” เสียงของไผ่ดังผ่านทนายความมายังโลกภายนอก เป็นประโยคที่ฟังแล้วเจ็บปวด แต่ก็ไม่ได้ท้อแท้

สองครั้งของการลงประชามติรัฐธรรมนูญในรอบหนึ่งทศวรรษ สองครั้งที่เขาไม่ได้ใช้สิทธิ ไม่ใช่เพราะไม่อยากออกเสียง แต่เพราะถูกคุมขังจากการทำกิจกรรมเสียก่อน ครั้งแรกในปี 2559 เพราะแจกใบปลิวรณรงค์โหวตโนที่ภูเขียว ครั้งที่สองในปี 2569 เพราะติดคดีมาตรา 112
จากเด็กชายที่โพกหัวถือไมค์รณรงค์ธงเขียวตามพ่อแม่ เติบโตเป็นนักกิจกรรมที่ไม่ยอมประกันตัวเพื่อแสดงจุดยืน จนกระทั่งวันหนึ่งกลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังคงเชื่อมั่นว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
“ผมฝากให้กำลังใจกับคนที่รณรงค์การเห็นชอบในประชามติครั้งนี้” ไผ่ฝากข้อความจากภายในเรือนจำ “ฝากกาให้เราด้วย เราแพ้รอบนึงเมื่อปี 2559 รอบนี้คงได้ติดตามอยู่ด้านในเหมือนเดิม ใครมีกำลังเหลือ ช่วยรณรงค์หน่อย”
บทสัมภาษณ์นี้รวบรวมจากเสียงของไผ่ที่ส่งผ่านทนายความ ควบคู่ไปกับการพูดคุยกับ วิบูลย์และพริ้ม บุญภัทรรักษา พ่อแม่ที่เฝ้ามองลูกชายเติบโตท่ามกลางกระแสการเมือง และต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่เห็นลูกถูกคุมขังในวันที่การหยั่งเสียงกำหนดชะตาของคนทั้งประเทศกำลังจะมาถึง
.
เกิดมาท่ามกลางม็อบ โตมากับธงเขียว และรัฐธรรมนูญ 2540
“ตั้งแต่เด็กเป็นห่วงแค่เรื่องที่โรงเรียนและการดูแลของครู แต่โตมาหน่อยเป็นห่วงเรื่องติดเพื่อนและการออกจากบ้านตอนกลางคืน” พริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของไผ่ย้อนเล่า
แต่สำหรับครอบครัวบุญภัทรรักษา เส้นทางชีวิตของลูกชายคนนี้ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิด ปี 2534 ม็อบนาข้าวนาเกลือที่จังหวัดมหาสารคามปะทุขึ้น วิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายความและนักสิทธิมนุษยชน กำลังช่วยเหลือชาวบ้านที่ทำนาไม่ได้เพราะดินเค็ม จากการเร่งผลิตเกลือให้บริษัททำกระจกขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
พริ้มซึ่งขณะนั้นตั้งครรภ์ลูกชายคนแรกก็คอยส่งเสบียงให้ที่ชุมนุมหน้าที่ว่าการอำเภอวาปีปทุม “เรียกได้ว่าไผ่ได้อยู่ในการชุมนุมตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ไผ่ชินม็อบตั้งแต่ยังไม่เกิด” วิบูลย์เล่าด้วยรอยยิ้ม
จากการใช้ชีวิตในหลายจังหวัดของภาคอีสาน ครอบครัวนี้ย้ายมาอยู่ที่อำเภอภูเขียวปี 2538 ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น แต่เพราะมีภูเขา มีศาลจังหวัด และบรรยากาศดี ทั้งยังมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นอกจากทำธุรกิจส่วนตัวแล้ว ทุกวันเสาร์อาทิตย์ วิบูลย์จะไปลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่พิพาท โดยเฉพาะจังหวัดชัยภูมิ และบางทีไผ่ก็จะติดตามไปด้วย
“ไปเห็นปัญหา พูดคุยกับชาวบ้าน ร้องรำทำเพลงสนุกสนานไป เสาร์อาทิตย์ก็โดดขึ้นรถไปด้วย” ไผ่บอกถึงความทรงจำในวัยเด็ก

ในตอนเย็น วิบูลย์จะบรรยายกฎหมายเบื้องต้นให้ชาวบ้าน และประชุมหารือถึงปัญหาที่ชุมชนพบเจอ เด็กชายไผ่เลยชอบวิธีคิดและการแสดงออกในลักษณะการปราศรัยของบิดา “เวลาไปเจอพ่อปราศรัยก็ซึมซับอะไรมา มันเป็นผู้ใหญ่กว่าเราอีก” วิบูลย์กล่าวถึงลูกชาย
จนถึงปี 2540 ช่วงเวลาแห่งการรณรงค์ธงเขียว “ตอนนั้นเด็กมาก อายุประมาณ 6 ปี สำหรับเราตอนนั้นเหมือนกับไปเที่ยวตามพ่อที่ไปทำงานมากกว่า” ไผ่เล่าถึงช่วงเวลาแห่งการรณรงค์รัฐธรรมนูญที่ถูกเรียกว่า ‘ฉบับประชาชน’
หากจะกล่าวถึงเรื่องนี้คงต้องย้อนไปหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สังคมไทยเต็มไปด้วยกระแสเรียกร้องการปฏิรูปการเมือง ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันรณรงค์เรียกร้องให้รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยใช้สัญลักษณ์ธงสีเขียว “ที่ภูเขียวและอำเภออื่น ๆ ผมก็ไปหมดเลย ไผ่ก็โพกหัวถือไมค์ ตอนนั้นคนที่ออกมามีทั้งข้าราชการ โดยเฉพาะครู นักกฎหมาย นักต่อสู้ทุกสายร่วมมือกัน” วิบูลย์เล่า
พริ้มย้อนถึงบรรยากาศในยุคนั้นว่า “มีรถปิ๊กอัพมาปราศรัย ไผ่กับเพื่อนวัยเด็กของเขาก็จะถือไมค์ มีการตั้งโต๊ะ หาป้ายผ้ายาวมาให้ผู้คนร่วมเขียนรณรงค์ว่าเขาต้องการอะไรจากรัฐธรรมนุญ สมัยก่อนรัฐไม่ได้ทำให้ประชาชนแตกแยกแบบนี้ นักวิชาการและประชาชนรวมตัวกันได้มากกว่า”
“สมัยนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐมาก่อกวนด้วย ช่วงเวลานั้นประชาชนที่เดือดร้อนจากโครงการรัฐก็เยอะแยะ ปัญหาป่าไม้และที่ดินไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล และปัญหาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่หยุด” วิบูลย์เล่าไว้อีกตอน
ทนายความอาวุโสให้ภาพในยุคนั้นว่า การรณรงค์ทั่วประเทศเป็นไปอย่างอิสระ โดยที่รัฐไม่ยุ่ง สุดท้ายกระเพื่อมไปถึงรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งแม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมสละเรือ เพราะถูกบีบจากประชาชนผ่านการรณรงค์ จึงเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ขึ้น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ของประเทศไทย และเป็นรัฐธรรมนูญที่ว่ากันว่ามีการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้อมจากประชาชนแต่ละจังหวัด จำนวน 76 คน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอีก 23 คน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและประชาพิจารณ์มากกว่า 800,000 คน ยังไม่รวมการจัดเวทีที่ภาคประชาชนและองค์กรต่าง ๆ จัดขึ้นเอง
เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจประชาชนมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านั้น ทำให้นโยบายของพรรคการเมืองมีความสำคัญมากขึ้น มีการบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระได้ 50,000 รายชื่อ รัฐต้องจัดการศึกษาฟรี 12 ปี รัฐต้องจัดบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งนำไปสู่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
“พอโตขึ้นมาก็เห็นชัดว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ระบบรัฐสภาเข้มแข็งกว่า ประชาชนได้ประโยชน์จากนโยบายทางการเมืองโดยตรง เช่น นโยบาย 30 บาท เพราะพรรคที่ประชาชนเลือกได้เป็นรัฐบาล” ไผ่อธิบาย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับจนถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนจะถูกฉีกทิ้งด้วยการรัฐประหาร รวมระยะเวลาที่ถูกใช้ 8 ปี 11 เดือน 9 วัน
.
6 สิงหาคม 2559 วันที่ถูกจับก่อนประชามติ และรัฐธรรมนูญที่เกิดจากความไม่เป็นธรรม
หลังรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้น ที่ต่อมาได้ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยมี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และกำหนดให้มีการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559
บรรยากาศในครั้งนี้แตกต่างจากปี 2540 อย่างสิ้นเชิง “ปี 2540 เดินรณรงค์ แจกใบปลิว ติดธงติดอะไรไม่มีปัญหา แต่ปี 2559 ปัญหาเยอะมาก แจกสติกเกอร์ติดใบปลิว ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยไม่ได้ โคตรต่างกันเลย” พริ้มเล่าถึงเหตุการณ์ในวันวาน
คณะรัฐประหารใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป, ข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2559 รวมทั้งข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เข้าห้ามการรณรงค์ Vote No มีการจับกุมดำเนินคดีผู้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญกว่า 212 ราย ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลสามารถรณรงค์ Vote Yes ได้อย่างเต็มที่

ไผ่ซึ่งขณะนั้นอายุ 25 ปี กำลังศึกษานิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นความไม่เป็นธรรมของกระบวนการนี้ เขาจึงตัดสินใจทำกิจกรรมแจกเอกสาร 7 เหตุผลที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่บริเวณตลาดสดอำเภอภูเขียว ในวันที่ 6 สิงหาคม 2559 หลังเดินแจกเอกสารได้ไม่กี่ก้าว ไผ่ และ “ปาล์ม วศิน” นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี รุ่นน้องโรงเรียนภูเขียว ก็ถูกจับกุมไปด้วย
“เมื่อย้อนมองกลับไปเกือบ 10 ปี วันนั้นผมคิดว่าคุ้มค่า ได้ทำทุกอย่างที่คิดว่าทำได้ ถึงแม้จะถูกจับ” ไผ่กล่าว
“การที่ไผ่เลือก ทำก่อน คิดทีหลัง และยอมรับว่า ถ้าสุดท้ายการติดคุกไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงก็ไม่เสียใจ เพราะเราแค่ทำในสิ่งที่ใจเราต้องการ ความเชื่อแบบนี้มันฝังอยู่ในตัวตั้งแต่เด็ก” พริ้มอธิบายถึงลูกชาย
การจับกุมในครั้งนั้น ไผ่และปาล์มถูกตั้งข้อหาเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ฯลฯ ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ตาม พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ในขณะนั้นนำมาใช้ตีความอย่างกว้างขวาง
วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ขณะที่ไผ่และปาล์มถูกคุมขังอยู่ใน สภ.ภูเขียว การออกเสียงประชามติก็เกิดขึ้น โดยเขาไม่สามารถไปใช้เสียงของตนเองลงคะแนนโหวตโนได้
ไผ่ยังปฏิเสธการยื่นประกันตัว เพื่อประท้วงกระบวนการของเจ้าหน้าที่ ทำให้ถูกนำตัวไปคุมขังในเรือนจำอำเภอภูเขียว เขายังได้เริ่มอดอาหารประท้วงในเรือนจำในวันถัดมา โดยรับประทานเพียงน้ำเปล่า และกาแฟ รวมเป็นเวลา 12 วัน ก่อนได้รับการประกันตัว หลังต่อสู้คดี สุดท้ายศาลจังหวัดภูเขียวมีคำพิพากษายกฟ้อง หลังคดีผ่านไปกว่า 1 ปีครึ่ง
ไผ่ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ตอนนั้นว่า “กฎหมายแก้ไขได้ ความยุติธรรมแก้ไขไม่ได้ ตอนนั้นที่แจกใบปลิวโหวตโน ถ้าความยุติธรรมมีอยู่จริงเราก็ไม่ควรโดนจับ เพราะเป็นเสรีภาพที่สามารถรณรงค์ได้ แต่ คสช. ดันรณรงค์โหวตเห็นชอบเองได้ และใช้กฎหมายมาจำกัดสิทธิเรา เอาเรามาขังเพื่อไม่ให้เรารณรงค์”
“การปิดกั้นมันทำให้ประชามติไม่แฟร์แล้ว ในสังคมประชาธิปไตยต้องเปิดให้ทั้งสองฝั่งสามารถแสดงความเห็นได้โดยเสรีภาพ แต่ตอนนั้นฝ่ายทหารสามารถทำได้หมด แต่ฝ่ายโหวตโนห้ามทำทุกอย่างเลย ผลลัพธ์คือรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่าน เพราะคนอาจไม่เข้าใจ หรือไม่ได้ข้อมูลมากพอ เพราะตอนนั้นบอกให้รับ ๆ ไปก่อนเดี๋ยวค่อยแก้ เพื่อให้มีเลือกตั้งก่อน” ไผ่กล่าวไว้อีก
รัฐธรรมนูญปี 2560 พรากสิทธิหลายอย่างที่เคยมีในฉบับก่อน ไม่มีสิทธิการศึกษาเท่าเดิม ไม่มีสิทธิได้รับทนายความที่รัฐจัดให้ ไม่มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่มีสิทธิชุมชนที่ชัดเจน สว. ที่มาจากการแต่งตั้งมีอำนาจร่วมเลือกนายกฯ ในช่วงแรก ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีอำนาจมากเกินไป สามารถลิดรอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารได้มาก แต่กลับไม่มีกลไกลตรวจสอบองค์กรเหล่านั้นอย่างเพียงพอ
“รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบบรัฐสภาอ่อนแอลง เพราะพรรคที่ชนะการเลือกตั้งอันดับหนึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาล ทั้งในปี 2562 และในปี 2566 เพราะ สว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีอำนาจในการเลือกนายกฯ” ไผ่ให้ทัศนะ
.
ประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อีกครั้งที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์
หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้ ไผ่ยังคงต่อสู้อยู่ เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม IPam ซึ่งทำงานเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน
“ผมจบกฎหมาย รู้เรื่องราวรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ และต้องการเผยแพร่ โดยเฉพาะการตั้งกลุ่ม IPam ขึ้นมา ทุกวันนี้ประชาชนทำอะไรไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญของ คสช. ถ้าไม่พูดเรื่องนี้จะไปพูดเรื่องอะไร” ไผ่กล่าว
แต่แล้วชีวิตของเขาก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในปี 2563 และถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จากการปราศรัยบริเวณหน้า สภ.ภูเขียว ที่ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 12 เดือน
ตอนนี้ไผ่ติดคุกมาแล้ว 5 เดือน แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ศาลยังคงก็ไม่อนุญาต “ครั้งนั้นสมัครใจไม่ประกันตัวเอง ทีนี้พอมาอันนี้มันไม่ใช่ความสมัครใจ เรามีสิทธิที่จะประกันตัว แต่ก็ไม่ได้รับการประกันตัว เพราะศาลไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง” แม่ของไผ่กล่าว

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยจะมีการลงประชามติอีกครั้ง ด้วยคำถาม ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากผลออกมาว่าเห็นชอบ จะต้องมีการลงประชามติอีก 2 ครั้ง รอบ 2 และ 3 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ก่อนจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ไผ่เห็นว่า “ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ต้องจัดการเพราะเป็นจุดรวมที่ทำลายอำนาจประชาชนโดยการขัดขวางผลการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นต้องแก้รัฐธรรมนูญปี 2560”
สำหรับไผ่ นี่คือประชามติครั้งที่สองที่เขาไม่ได้ใช้สิทธิ์ ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากออกเสียง แต่เพราะถูกคุมขังอยู่ “ได้ติดตามเรื่องราวจากทนายความบ้าง เพราะเราไม่รู้สถานการณ์เท่าไร รู้แค่ที่บ้าน พ่อแม่ เพื่อน แต่ใจกาเห็นชอบให้แล้ว ถ้าได้ออกเสียงก็กาเห็นชอบ” ไผ่บอกถึงความรู้สึก
เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างประชามติปี 2559 กับปี 2569 ไผ่ตอบว่า “ตอนปี 2559 รณรงค์ก่อนค่อยติดคุก ตอนนี้ปี 2569 ติดคุกโดยไม่ได้รณรงค์ ฝากคนข้างนอกกาให้ด้วยครับ อยากแก้มือกับรอบนี้ ทุกครั้งที่มีโอกาสสู้ผมก็อยากสู้ทุกครั้ง เพราะชอบสู้ ถึงแม้จะแพ้”
ไผ่มีความเห็นชัดเจนว่า หากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องจำกัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ “ต้องจำกัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเพราะมีอำนาจเกิน สร้างปัญหาให้การเลือกตั้ง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินหลายเรื่องไม่ให้ชาติพัฒนา เช่น เรื่องรถไฟ ยุบพรรคการเมือง ทำให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะนำไปสู่การรัฐประหาร เมื่อมีส่วนร่วมในทุกเรื่องทำให้เป็นปัญหา”
นอกจากนี้ ต้องมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง “มันก็ควรมีสสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในส่วนของประชาชนก็ควรสร้างการมีส่วนร่วมเหมือนปี 2540 มาตรฐานไม่ควรต่ำกว่าปี 2540 ซึ่งตอนนั้นมีตัวแทนจังหวัดละ 1 คน รวมผู้เชี่ยวชาญอีกมากมาย ควรเป็นขั้นต่ำในการให้ประชาชนมีส่วนร่วม”
ไผ่ย้ำยืนยันว่ามาตรฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน “ไม่ควรต่ำกว่าปี 2540 สูงกว่าได้เท่านั้น ทำไมตอนนั้นทำได้ ตอนนี้ประชาชนจะทำไม่ได้”
.
อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยอมรับความเป็นจริง
เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นหากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไผ่ตอบว่า “เปลี่ยนสำหรับชีวิตของคนธรรมดา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน แต่สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองไม่น่าเปลี่ยน เพราะรัฐธรรมนูญไม่น่าช่วยเราได้ หวังแค่รัฐสภาที่มีคนโหวตกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผ่าน”
“ถ้าประชามติครั้งนี้ผ่านและมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราก็น่าจะสามารถได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นปกติได้ พรรคที่ได้เป็นรัฐบาลก็ได้ทำตามนโยบายที่ตรงตามประชาชนเลือกมา เพราะในรัฐธรรมนูญปี 2560 ประชาธิปไตยถูกขัดขวางโดย สว. และเพราะรัฐธรรมนูญคือกติกาใหญ่ ดังนั้นต้องทำให้มันแฟร์”
แม้ว่าไผ่จะไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ แต่เขาก็ติดตามข่าวสารอยู่เสมอ “การอยู่ในเรือนจำทำให้เห็นระบบยุติธรรมและสังคมไทยลึกซึ้งขึ้น ไม่เปลี่ยน อดทนอยู่ ไม่คิดหนีและไม่เคยคิดหนี การเปลี่ยนแปลงต้องรอเวลา ต้องอดทน”

ท้าย ๆ บทสนทนาวิบูลย์กล่าวถึงลูกชายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและยอมรับ “ไม่ว่าจะทำอะไรเราก็ไม่เคยห้าม ไผ่เขาก็ประเมินของเขาได้เอง สิ่งที่มันเป็นไม่เคยหายตั้งแต่เด็ก มันชอบวิธีคิดหรือการแสดงออกผ่านการปราศรัย”
ส่วนพริ้มในฐานะแม่ เล่าถึงลักษณะของไผ่ที่ทำให้เธอทั้งภูมิใจและห่วงใย “การทำกิจกรรมของไผ่ทุกคนจะรู้ทีหลังว่าเขาทำ เพราะก่อนทำจะไม่บอกใคร แต่ก็ยืนยันกับไผ่ว่าถ้าเกิดอะไรตามมา ก็ต้องรับผิดชอบและผลที่จะเกิด เขาก็รู้ แต่เราในฐานะพ่อแม่ก็ห่วงใยเสมอ”
แล้วเธอก็พูดต่อด้วยความเสียใจที่ซ่อนไว้ไม่อยู่ “เสียดายที่เขาไม่ได้มองเห็นด้วยตาของเขาเอง เขาไม่ได้สัมผัสมัน เสียดายในความตั้งใจของเขาในการรณรงค์เรื่องประชามติรัฐธรรมนูญ พอเขารู้ว่ามีโอกาสจะติดคุกเขาก็เร่งทำ และจะไปให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เขาน่าจะได้เห็นและมีส่วนร่วมในช่วงเวลานี้ เพราะว่าการรณรงค์ครั้งนี้มันน่าจะได้ผล หลายคนเริ่มเห็นว่ามันสำคัญ ทุกวิชาชีพต่างมาร่วมกัน”
หลังจากผ่านการต่อสู้มาตั้งแต่ยุคกลุ่มดาวดิน การต้านรัฐประหาร ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ การอดอาหารประท้วง กลุ่มทะลุฟ้า กลุ่ม IPam จนถึงการติดคุกในคดีมาตรา 112 อีกครั้ง ไผ่มีบทเรียนชีวิตที่สำคัญครั้งนี้คือ “อำนาจสูงสุดของประชาชน ถึงแม้จะไม่จริง แต่มีหวังเพราะเราเชื่อแบบนั้นบทเรียนที่อยากจะบอกคือ อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน จงเชื่อมั่นและมีความหวังกับประชาชน”
ก่อนจะจบการพูดคุย ไผ่มีข้อความสั้น ๆ ฝากถึงคนที่กำลังจะไปลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 “เราแพ้รอบนึงเมื่อปี 2559 รอบนี้คงได้ติดตามอยู่ด้านในเหมือนเดิม ใครมีกำลังเหลือ ช่วยรณรงค์หน่อย ฝากกาให้เราด้วย”
_________________________________________________________________
.
ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ไผ่หลังออกจากเรือนจำเมื่อปี 2562
“ยังฝันอยู่”: 2 ปี 4 เดือนของการจองจำ กับรอยยิ้ม น้ำตา และการเติบโตของ “ไผ่ ดาวดิน”
.
