หนึ่งปีในคุก 112: เสียงภายในจิตใจ “แอมป์” ณวรรษ ระหว่างความเหนื่อยล้า ผ่านปีที่สูญเปล่า ในคราวที่การต่อสู้ยังไม่จบสิ้น

วันที่ 9 ธ.ค. 2568 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม  “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 

ในโอกาสครบรอบ 1 ปีที่ถูกคุมขัง แอมป์เล่าว่าความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาคือความเหนื่อยล้า ชีวิตในเรือนจำเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งที่นี่คือชีวิตของเขาเอง แต่กลับควบคุมอะไรไม่ได้เลย หนึ่งปีที่ผ่านไปเหมือนว่างเปล่าไปโดยสิ้นเชิง   ไม่รู้ว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนไปเท่าไหร่ ทั้งแผนชีวิตยังคงต้องพับไว้  

แอมป์พูดถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ในเรือนจำ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากวันปกติ  เขาเหมือนอยู่ในดินแดนสนธยาที่เงียบ ไม่มีอะไรหวือหวา และเล่าถึงช่วงเดือนที่ผ่านมาได้ออกศาลเกือบทุกสัปดาห์ ถึงแม้ร่างกายจะเหนื่อยจากการถูกใส่กุญแจมัดข้อเท้า แต่ในแง่จิตใจกลับดีมากเพราะได้เจอครอบครัว คนรัก และเพื่อน ๆ  

บัณฑิตศิลปากรย้ำว่าตราบใดที่คนข้างนอกยังฝันใฝ่ในเสรีภาพ คนข้างในก็จะยืนหยัดเคียงข้างร่วมกัน และถึงแม้การปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองจะสำคัญ แต่ประเด็นหลักที่ควรไปต่อยังคงเป็นการยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงออกต้องสามารถกระทำได้ สำหรับในปีถัด ๆ ไป ในฐานะนักกิจกรรมแอมป์ฝันอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบยุติธรรม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ใกล้เคียงกับความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

________________________________

เป็นเวลาเกือบบ่ายของวัน แอมป์นั่งรออยู่บนม้านั่งที่ชิดผนังอีกฝั่งของกระจกห้องเยี่ยม เมื่อเห็นทนายความเดินเข้าไป เขาจึงเดินมายังบริเวณโทรศัพท์และเริ่มต้นบทสนทนา ขณะพูดคุย สังเกตได้ว่าแอมป์มีอาการไอเป็นระยะ เมื่อถามถึงอาการ เขาบอกว่าเป็นหวัดมา 2-3 วันแล้ว แต่ไม่มีไข้หรืออาการหนัก ยังไม่ได้ลงชื่อหาหมอเพราะข้างในวุ่นมาก ไม่มียาให้กิน ก็ได้แต่อดทนไปก่อน หวังว่าอาการจะดีขึ้น

วันนี้ (9 ธ.ค.) เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่แอมป์อยู่ในเรือนจำ ช่วงเทศกาลปีใหม่ครั้งที่ผ่านมา บรรยากาศภายในเรือนจำไม่ได้แตกต่างจากวันปกติ แอมป์บอกว่าในนี้เป็นเหมือนดินแดนสนธยาที่เงียบเนิบ ไม่หวือหวาแม้จะเป็นเทศกาลใดก็ตาม มีเพียงพิธีสวดมนต์ข้ามปีและมื้ออาหารพิเศษที่นัดกินร่วมกัน 

ปีก่อนเมื่ออยู่ในแดน 6 ผู้ต้องขังได้รับอนุญาตให้เอาอาหารไปกินบนเรือนนอน แต่ปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป คงไม่มีอีกแล้ว เพลงที่ได้ยินก็มาจากทีวีเท่านั้น ทางเรือนจำไม่ได้เปิดเพลงให้ฟัง ช่วงปีใหม่จะมีเสียงพลุดังมาจากหน้าเรือนจำ ทำให้รู้สึกดีใจที่คนข้างนอกยังไม่ลืม แต่ก็เป็นการเตือนใจว่าเวลาผ่านไปแล้วหนึ่งปีเต็ม

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘อิสรภาพ’ ซึ่งเป็นพรปีใหม่ที่ผู้ต้องขังทางการเมืองส่วนใหญ่ปรารถนา แอมป์มองว่าอิสรภาพคือการที่ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยบริเวณ ไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือตีตราว่าเป็นคนผิด อิสรภาพอยู่ข้างนอกกับอยู่ข้างในโดยรูปธรรมมันแตกต่างกันอยู่แล้ว อยู่ข้างในนี้อิสรภาพถูกลิดรอนไปเยอะมาก ถูกเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ต้องขัง 

อย่างไรก็ตาม แอมป์เล่าว่าตอนอยู่ข้างนอกก็มีสิ่งที่ถูกลิดรอนอยู่เช่นกัน นั่นคือเสรีภาพในการแสดงออก เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีอิสรภาพแบบ 100% ขนาดนั้น แต่เมื่ออยู่ข้างในชีวิตถูกกดทับให้ต่ำลงไปอีก เหมือนหัวหอมที่แม้จะอยู่ข้างนอกก็มีการครอบอยู่แล้ว แล้วพอเข้ามาอยู่ข้างในก็ถูกครอบซ้อนเป็นชั้น ๆ ไปอีก

แอมป์ยังคงยืนยันว่าทุกคนก็ต้องการอิสรภาพ ต้องการการถูกปล่อยตัว เขาผ่านการคุมขังมาแล้วหนึ่งปีเต็ม และมีโทษจำคุกรวม 3 ปี 8 เดือน จากโทษรวมกับคดีอื่น ๆ 

เมื่อถามถึงอนาคตข้างหน้า เขาตอบว่าเอาจริง ๆ แล้วไม่คิดว่าจะอยู่ยาว แต่ถ้าหากคดีอื่น ที่มีคำพิพากษาของศาลสูงออกมาเรื่อย ๆ ก็ต้องตั้งคำถามว่าจะรับมือยังไงต่อ 

สำหรับการออกศาลเกือบทุกสัปดาห์ในช่วงที่ผ่านมา แอมป์บอกว่าในแง่จิตใจไม่มีปัญหาเลย ออกจะดีด้วยซ้ำที่ได้เจอครอบครัว คนรัก และเพื่อน ๆ รู้สึกสดชื่นและได้รับกำลังใจมาก กลายเป็นการฮีลใจรูปแบบหนึ่ง

แต่ร่างกายมันก็เหนื่อยจริง ๆ จากการถูกใส่กุญแจรัดข้อเท้าซึ่งทำให้เดินหรือขยับตัวลำบาก ครั้งแรก ๆ ที่ใส่ออกไปศาลเกิดเป็นแผลที่เท้าเจ็บมาก แต่ต่อมาผิวหนังตรงนั้นก็ด้านไปแล้ว  

ส่วนการนั่งฟังในห้องพิจารณาคดีก็เหนื่อยเพราะแทบจะขยับหรือผ่อนคลายไม่ได้ แม้จะเข้าใจว่าการพิจารณาคดีต้องเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่ร่างกายก็ต้องการการเคลื่อนไหวเพื่อคลายเครียด โดยเฉพาะเวลาไปศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ต้องนั่งรถนานและระยะทางไกล บางครั้งเจอรถติดก็ยิ่งหนักหนา

เมื่อถามความเห็นแอมป์เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยคที่ว่า  “ตราบใดที่คนข้างนอกยังฝันใฝ่ในเสรีภาพ คนข้างในก็จะยืนหยัดเคียงข้างร่วมกัน” เขามีความคิดเห็นอย่างไร 

แอมป์ให้คำอธิบายว่าประโยคดังกล่าว เขาคิดว่ามีความหมายถึงการต่อสู้ในยุคสมัยนี้ ที่มีความหมายเพียงแค่คนที่ออกมาสู้แล้วติดคุก แล้วทุกอย่างจะจบลง แต่เป็นการแสดงพลังให้เห็นว่ามีคนที่ยืนยันแนวคิดนี้ ยืนยันว่าสิ่งที่ต่อสู้นั้นถูกต้อง และยืนยันว่าจะต่อสู้ไปด้วยกันกับคนที่อยู่ข้างใน

เขาเห็นว่าประเด็นหลักที่ขบวนควรไปต่อ ยังคงเป็นการยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงออกต้องสามารถกระทำได้ สำหรับตัวเขาเอง ถ้าต้องอยู่จนครบโทษ และพบว่าประเด็นที่ร่วมกันผลักดัน ที่ต่อสู้กันมายังมีคนพูดถึง ยังมีคนทำต่อไปอยู่ เขาก็คิดว่าตัวเองและคนที่อยู่ข้างในคงรู้สึกโอเค เพราะการต่อสู้และการติดคุกของพวกเขามันไม่เสียเปล่า

สำหรับปี 2569 แอมป์ฝันอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบยุติธรรม อยากให้มองว่าการใช้สิทธิเสรีภาพไม่ใช่ความผิด อยากให้กระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมมากขึ้น เขาฝันถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ใกล้เคียงกับความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ในหลายมิติ เพราะกฎหมายถูกนำมาใช้เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ จึงควรมองเห็นความเป็นมนุษย์ของทุกคน รวมถึงการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้

เขาอยากฝากถึงนักการเมืองให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้มากที่สุด และทำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเกิดขึ้นจริง ไม่อยากให้วลีที่ว่า นักการเมืองมีดีแค่พูด กลายเป็นความจริง อยากเห็นนักการเมืองพูดแล้วทำได้จริง ๆ และเขาอยากย้ำเตือนสังคมให้คำนึงถึงความสำคัญของประชาธิปไตย เพราะถ้าเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เสียงของประชาชนจะมีความหมายและได้รับการตอบสนองอย่างเท่าเทียมกัน

ท้ายที่สุด แอมป์คงไม่ได้เฝ้ารอปีใหม่ในมิติของการเริ่มต้นใหม่เหมือนตอนอยู่ข้างนอก การอยู่ข้างในช่วงปีใหม่ สิ่งที่คิดถึงคือการครบอีกหนึ่งปีตามกำหนดโทษ และการเฝ้าหวังว่าเมื่อไหร่จะได้ออกไป เขาต้องการการเริ่มต้นใหม่ที่อยู่ข้างนอก ไม่ใช่จากข้างในนี้

.

เมื่อปลายเดือน พ.ย. 2568 แอมป์เผชิญเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ใช้ปัตตาเลี่ยนไถผม เป็นครั้งที่ 2 หลังเคยถูกกระทำเช่นนี้ไปเมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2568 เขาตั้งข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่คนที่โดนจะเป็นกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งอาจจะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้น หลังเขาต้องเดินทางไปเข้าร่วมพิจารณาคดีที่ศาลต่อเนื่องหลายวัน 

ขณะที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังไม่ให้สิทธิผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเลือกทรงผมได้ ต่างจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางหรือเรือนจำกลางคลองเปรมที่อนุญาตให้ตัดทรงคล้ายผู้หญิงหรือตัดผมบ็อบธรรมดาได้

ปัจจุบัน (12 ธ.ค. 2568) แอมป์ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 มาแล้ว 369 วัน จากคดีปราศรัยในการชุมนุม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 โดยถูกศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน นอกจากคดีนี้ แอมป์มีโทษจำคุกรวมกับคดีอื่น ๆ ทั้งสิ้น 3 ปี 8 เดือน

สามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงแอมป์ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง 

“แอมป์ ณวรรษ” ถูกไถผมในเรือนจำครั้งที่ 2 แม้แจ้งเหตุต้องขึ้นศาลต่อเนื่อง เห็นว่า “เป็นการกลั่นแกล้งและประจานไปในตัว”

X