ในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ป๊อกกี้” ภวัต หิรัณย์ภณ พนักงานบริษัทเอกชนวัย 41 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา จากกรณีถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ไปเดินห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563
.
เหตุที่ถูกกล่าวหากิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ไปเดินสยามพารากอน
คดีนี้สืบเนื่องมาจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้จัดกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป หรือ #แต่งครอปท็อปเดินห้างสยามพารากอน เพื่อรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 โดยนักกิจกรรมได้ร่วมกันใส่เสื้อครอปท็อปเดินบริเวณห้างสยามพารากอน เพื่อยืนยันว่า การสวมชุดครอปท็อปไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย หลังเกิดกรณีของ “สายน้ำ” เยาวชนอายุ 16 ปี (ขณะนั้น) ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เพราะใส่ชุดครอปท็อปและเขียนข้อความบนร่างกาย
ต่อมา ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล จากกลุ่มไทยภักดี และ นวพร พึ่งใหญ่ จากกลุ่ม ศปปส. ได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ปทุมวัน ให้ดำเนินคดีนักกิจกรรม 7 คน ในข้อหาตามมาตรา 112 ได้แก่ พริษฐ์ ชิวารักษ์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, ภาณุพงศ์ จาดนอก, เบนจา อะปัญ, ภวัต หิรัณย์ภณ และเยาวชนอีก 2 คน ได้แก่ ธนกร และณัฐกรณ์
สำหรับ “ป๊อกกี้” ภวัต หิรัณย์ภณ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในภายหลัง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2564 ต่อมาอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2564 ในคำฟ้องได้สรุปพฤติการณ์ของจำเลยทั้งหมด ระบุว่าจำเลยร่วมกันแต่งกายใส่ชุดครอปท็อปพร้อมเขียนถ้อยคํา หรือข้อความตามเนื้อตัวร่างกาย กล่าวคําพูด หรือถ้อยคํา แสดงบทบาทและท่าทางแล้วเดินไปมาบริเวณห้างสยามพารากอน โดยมีเจตนาล้อเลียนดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 พระราชินี และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธา
ดูข้อมูลเพิ่มเติมในฐานข้อมูลคดี: คดี 112 กิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป เดินพารากอน 20 ธันวา
.
จำเลยปฏิเสธ กิจกรรมและการใส่ชุดครอปท็อปไม่เป็นความผิด – ป๊อกกี้ปฏิเสธไม่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมในวันเกิดเหตุ
คดีนี้จำเลยได้ต่อสู้คดี เดิมกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในช่วงต้นปี 2566 และสืบพยานจำเลยในช่วงปลายปี แต่การสืบพยานยังไม่เสร็จสิ้นจึงได้เพิ่มนัดสืบพยานในปี 2567-2568 รวมทั้งสิ้นกว่า 21 นัด
ในปี 2566 ระหว่างวันที่ 25-28 เม.ย., 2-3 พ.ค., 9 พ.ค., 30 พ.ค.-2 มิ.ย., 6 มิ.ย., 24 ก.ค., 9 ต.ค., 1 ธ.ค. ในปี 2567 ระหว่างวันที่ 23 ก.พ., 6-7 มี.ค., 23 เม.ย., 2 ส.ค., 29 พ.ย. 2567 และสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายในวันที่ 6 มี.ค. 2568
ฝั่งโจทก์นำพยานเข้าสืบทั้งหมด มีพยานทั้งหมด 23 ปาก ประกอบด้วย ผู้กล่าวหา 2 ปาก, สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) 2 ปาก, ผู้จัดการและพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างสยามพารากอน 6 ปาก, พนักงานสืบสวน 2 ปาก, ตำรวจผู้ถอดเทป 2 ปาก, พนักงานสอบสวน, ตำรวจผู้ตรวจสอบบัญชีโซเชียล, ตำรวจผู้แจ้งข้อหา, พยานประชาชน, ผู้สื่อข่าวช่อง Voice TV, พยานนักวิชาการที่มาให้ความเห็นอีก 3 ปาก และนิติกรกระทรวงวัฒนธรรม
ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบทั้งหมด 1 ปาก ในวันที่ 26 ส.ค.2568 ได้แก่ ภวัต หิรัณย์ภณ ขึ้นเบิกความด้วยตนเอง
การนำสืบของโจทก์ พยายามกล่าวหาว่า การกระทําของจําเลยมีเจตนาแสดงออกและสื่อความหมายล้อเลียนดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 และพระราชินี เพื่อให้ประชาชนเสื่อมความเคารพ ความศรัทธาต่อกษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา
ด้านฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง การแต่งกายโดยสวมชุดครอปท็อปเป็นชุดแฟชั่นทั่วไป ไม่ได้เป็นการล้อเลียนหรือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ด้านภวัตยืนยันว่าไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด
ก่อนศาลฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 นี้ ชวนอ่านใจความสำคัญของคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยในคดีนี้
.
บันทึกการสืบพยานฝ่ายโจทก์
สมาชิกกลุ่มไทยภักดี อ้างว่าเห็นกิจกรรมผ่านสื่อแล้วเข้าแจ้งความก่อนจะมาเป็นผู้กล่าวหา ด้าน‘นวพร’ สมาชิกกลุ่ม ศปปส. เฝ้าดูกิจกรรมก่อนเข้าแจ้งความ
ว่าที่ ร.ต. นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล ทนายความและสมาชิกกลุ่มไทยภักดี และ นวพร พึ่งใหญ่ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี
ในปาก ว่าที่ ร.ต. นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล เบิกความโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 จำเลยทั้งห้าได้รวมตัวกันที่ห้างฯ สยามพารากอน ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านช่อง Voice TV จากนั้นพยานได้ชี้ตัวจำเลยทั้งห้า
พยานจำได้ว่า มีพริษฐ์, ปนัสยา และเบนจา สวมชุดครอปท็อปและเขียนข้อความสีดำบนร่างกาย โดยแต่งกายคล้ายรัชกาลที่ 10 และคล้ายสมเด็จพระราชินี ทั้งคู่ได้อุ้มสุนัข และเรียกชื่อสุนัขว่า “ฟูฟ่อง” และ “ฟ่องฟู” ซึ่งพยานมองว่าเป็นการล้อเลียนสุนัขทรงเลี้ยงชื่อ “ฟูฟู” จำเลยทั้งห้าเดินเข้าไปในห้างและพูดชวนกันไปชมร้าน SIRIVANNAVARI นอกจากนี้ จำเลยทั้งห้ายังแสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้วและเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112
อัยการโจทก์ให้พยานดูภาพพยานภาพรัชกาลที่ 10 และเจ้าคุณพระฯ สวมใส่ชุดครอปท็อป พยานดูและเบิกความว่าภาพนี้จำเลยที่ 1 (พริษฐ์) ได้โพสต์ก่อนเกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีโพสต์เชิญชวนให้ใส่ครอปท็อปมาพารากอนด้วย
ช่วงที่ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานเบิกความว่า ตนเป็นผู้ตั้งกลุ่มไลน์ “ไทยภักดี” และสร้างเฟซบุ๊ก “ไทยภักดี” และ “ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน” (ศปปส.)” รวมถึงยังเป็นสมาชิกพรรคไทยภักดี ที่มีนโยบายต่อต้านการยกเลิกมาตรา 112 และประสงค์ให้เพิ่มโทษ ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปสถาบัน
พยานเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1พราะเห็นว่าเป็นกลุ่มต่อต้านสถาบันฯ และเคยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีมาตรา 112 คดีอื่น รวมถึงคดีเยาวชนที่ถูกกล่าวหาเรื่องการใส่เสื้อครอปท็อป
ทั้งนี้พยานไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เห็นจากสื่อออนไลน์ ไม่ทราบรายละเอียดภายในห้างสยามพารากอน รวมถึงตำแหน่งร้าน SIRIVANNAVARI รวมถึงพยานไม่เห็นด้วยว่าเสื้อครอปท็อปที่จำเลยสวมใส่เป็นแฟชั่นปกติ เพราะเห็นว่าจำเลยเป็นกลุ่มต่อต้านสถาบันฯ พยานเคยเห็นเสื้อคล้ายกันที่ดาราต่างชาติใส่ แต่ไม่เคยเห็นวัยรุ่นไทยใส่ก่อนเหตุการณ์นี้
พยานไม่เคยทราบว่ารัชกาลที่ 10 และพระราชินีเคยสวมใส่เสื้อครอปท็อปมาก่อน หากพระองค์ทรงสวมใส่ก็ไม่ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นสิทธิส่วนพระองค์ และหากบุคคลทั่วไปสวมใส่ก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาท
ข้อความบนตัวจำเลยพยานเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าหมายถึงรัชกาลที่ 10 เนื่องจากจำเลยที่ 1 และพวกต่อต้านสถาบันฯ และการกระทำที่ผ่านมาของจำเลยก็พาดพิงถึงพระองค์
ช่วงที่ตอบอัยการโจทก์ถามติง พยานเบิกความตอบโดยสรุปใจความได้ว่า จำเลยทั้งห้าดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ทำท่าทางล้อเลียน ทั้งนี้มีพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ มาตลอด
.
ส่วน นวพร พึ่งใหญ่ เบิกความสรุปใจความได้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2563 จำวันที่ไม่ได้ ที่ห้างสยามพารากอน ก่อนเกิดเหตุ ตนทราบจากสื่อโซเชียลว่าจะมีการแต่งตัวล้อเลียนพระมหากษัตริย์ที่สยามพารากอน
เมื่อทราบข่าวจึงได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ที่ห้างสยามพารากอน บริเวณลานกิจกรรมชั้น 1 พบจำเลยที่ 1 แต่งกายด้วยเสื้อกล้ามสีดำเอวลอย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 (ปนัสนาและเบนจา) ก็แต่งกายลักษณะคล้ายกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือตุ๊กตา รูปสุนัข ส่วนจำเลยที่ 3 ถือพาน มีกระเป๋าวางอยู่บนพาน
ตนเห็นว่าจำเลยทั้งสามมีการแสดงลักษณะล้อเลียนพระมหากษัตริย์ เพราะเคยเห็นจากข่าวทางสื่อว่ารัชกาลที่ 10 และพระราชินีสุทิดา ถือกระเป๋าลักษณะวางอยู่บนพาน เคยเห็นตามสื่อว่า ขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 อยู่ที่ประเทศเยอรมัน เคยแต่งกายลักษณะชุดเสื้อกล้ามเอวลอยสีดำและกางเกงยีนส์ ตนเห็นว่าภาพของในหลวงรัชกาลที่ 10 ดังกล่าว น่าจะเป็นภาพจริง เพราะท่านอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ขณะนั้นท่านไม่ได้อยู่ในสถานะพระมหากษัตริย์ จึงสามารถทำได้
ตนเดินเข้าไปหาจำเลยทั้งสาม สอบถามว่าทำไมถึงทำพฤติกรรมอย่างนี้ หลังจากนั้นก็มีการโต้เถียงกัน ซึ่งกลุ่มจำเลยมีคำพูดที่พาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 ต่อมาจำเลยทั้งสามได้เดินเข้าไปในห้างฯ ขณะนั้นมีคนมาที่ห้างจำนวนมาก ตนจึงแยกย้ายออกไป
ตนไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งห้ามาก่อน แต่เคยพบเห็นทางสื่อ
ในช่วงทนายจำเลยถามค้านพยานเบิกความตอบว่า ตนประกอบอาชีพรับจ้าง ขายของตามห้างฯ ประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค ช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงที่ว่างงาน อยู่ระหว่างการหาพื้นที่ขายของ
พยานทำงานร่วมกับกลุ่ม ศปปส. มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการกับบุคคลที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้ติดตามการทำกิจกรรมของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง ได้ไปเป็นพยานดำเนินคดี กรณีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องต่อศาลหลายคดี
พยานรู้จักนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ในฐานะประธาน ศปปส. ในวันที่ไปแจ้งความดำเนินคดีนั้นไปกันเอง แต่ไปพบพวกอานนท์ที่สถานีตำรวจ โดยตนไปให้การต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน เพียงครั้งเดียว
ทนายจำเลยถามว่า ในความเห็นของพยาน การที่ในหลวงทรงแต่งตัวลักษณะฉลองพระองค์ชุดครอปท็อปแบบที่จำเลยที่ 1 สวมใส่ ในความเห็นของพยานก็ไม่มีความเสียหายใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ เพราะท่านไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยในฐานะพระมหากษัตริย์
ทนายจำเลยถามพยานต่อว่า หากพระองค์ทรงแต่งกายลักษณะดังกล่าวในประเทศไทย พยานคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่เหมาะสม แต่คิดว่าพระองค์ท่านไม่ทำ พยานเบิกความเพิ่มเติมว่า การที่ประชาชนจะแต่งกายคล้ายกับพระมหากษัตริย์จะเป็นการล้อเลียนหรือไม่อยู่ที่เจตนาและการกระทำ
ทนายจำเลยถามพยานว่า ในสื่อออนไลน์ที่ชวนกันไปแต่งกายชุดครอปท็อปที่ห้างสยามพารากอน เพราะก่อนเกิดเหตุคดีนี้มีเด็กอายุ 16 ปี ถูกจับกรณีแต่งกายชุดครอปท็อปที่ห้างสยามพารากอนใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ตนไม่ได้อ่านข้อความดังกล่าว เห็นแค่ว่ากลุ่มของจำเลยที่ 1 กับพวก มักจัดกิจกรรมต่อต้านสถาบันฯ จึงไปร่วมสังเกตการณ์
พยานเบิกความเกี่ยวกับภาพที่พยานเห็นในหลวงแต่งกายชุดครอปท็อปมีบุคคลที่ยืนข้างในหลวงคือ เจ้าคุณพระสินีนาถ ส่วนในวันเกิดเหตุพยานจำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 จะแต่งกายล้อเลียนพระมหากษัตริย์หรือไม่
ทนายจำเลยถามพยานว่า การที่จำเลยที่ 3 ถือพานโดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นการล้อเลียนพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ใช่ เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาเป็นการล้อเลียนเพราะจำเลยที่ 3 ยืน พยานเคยร่วมกิจกรรมรับเสด็จ การยืนขณะที่พระมหากษัตริย์หรือราชวงศ์อยู่ด้วย ไม่สามารถกระทำได้
พยานเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่าปัจจุบันพยานไม่ได้ติดต่อกลุ่ม ศปปส. แล้ว เหตุที่ได้พบปะกัน เนื่องจากไปรับเสด็จ ปัจจุบันต่างคนต่างทำงานของตน
.
สมาชิกกลุ่มไลน์ ศปปส. ยอมรับว่ามีการนัดรวมตัวประมาณ 20 คน ไปเฝ้าดูนักกิจกรรม ยอมรับว่าไม่ชอบกลุ่มจำเลย
ยุทธนา เลิศพร้อม ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง เบิกความโดยสรุปว่า ตนได้รับแจ้งจากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ทางไลน์ ให้ไปสังเกตการณ์การแต่งกายล้อเลียนสถาบันฯ ที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลาประมาณ 15.00-16.00 น.
เมื่อไปถึง พบจำเลยที่ 1-3 ยืนอยู่ที่ลานน้ำพุหน้าห้างฯ โดยสองรายแรกสวมเสื้อยืดแบบเอวลอย มีรอยสักและข้อความตามตัว จำเลยที่ 1 กำลังถือรูปภาพไม่ทราบคือรูปอะไร ส่วนจำเลยที่ 2 ถือลูกโป่งรูปสุนัข จำเลยที่ 3 กำลังถือพานซึ่งมีกระเป๋าวางอยู่ แต่จำไม่ได้ว่าแต่งกายอย่างไร
ทนายจำเลยขอให้ศาลเรียกคำให้การพยานในชั้นสอบสวนมาประกอบการถามค้าน เนื่องจากพยานเบิกความไม่ตรงกัน พยานเบิกความตอบทนายจำเลยโดยสรุปใจความได้ว่า ตนจำนักกิจกรม 3 คน ได้เพราะปรากฏตัวในสื่อบ่อยครั้ง แต่จำผู้ต้องหาที่ 4-5 ไม่ได้ รวมถึงจำเลขบัตรประชาชนของผู้ต้องหาที่ 4 ไม่ได้ ทนายจำเลยจึงถามถึงคำให้การเดิมที่ระบุว่าจำผู้ต้องหาที่ 4 ได้ พยานตอบว่าจำไม่ได้เนื่องจากเวลาผ่านไปนานแล้ว
ระหว่างการเบิกความ พยานได้ชี้หน้าจำเลย และใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ ทำให้ศาลต้องตักเตือน นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์จากทั้งสองฝ่ายเกิดการโต้เถียงกัน ศาลจึงต้องเตือนให้สงบเพื่อดำเนินการพิจารณาต่อไป
พยานให้การว่าเห็นจำเลยทั้งสามคนพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ห้างสยามพารากอน โต้เถียงกับจำเลยเกี่ยวกับประเด็นพระมหากษัตริย์ มีคนตะโกนด่าทอ แต่พยานไม่แน่ใจว่าเป็นใคร พยานยืนยันว่าเหตุการณ์ในคลิปและภาพถ่ายที่อัยการโจทก์เปิดให้ดูนั้นเป็นเหตุการณ์ที่พยานเห็นจริง
พยานไม่ทราบว่าข้อความบนแขนของจำเลยที่ 1 เป็นรอยสักถาวรหรือไม่ แต่ตนรู้สึกว่าข้อความ “ยกเลิก 112” เป็นการดูหมิ่นและจาบจ้วงพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคำว่า “112” เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ และจำเลยกับพวกชอบชูสามนิ้วและจาบจ้วงในหลวง พยานเคยเห็นจำเลยทั้งสามในสื่อ แต่ไม่รู้จักส่วนตัวและไม่มีเหตุโกรธเคืองกัน
พยานเคยให้การว่าผู้ต้องหาที่ 5 เป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 17 ปี และให้การถึงข้อความต่าง ๆ บนร่างกายของจำเลย ซึ่งพยานไม่เข้าใจความหมาย แต่เข้าใจว่า “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” เป็นการล้มล้างสถาบันฯ
พยานยอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. ซึ่งนัดรวมตัวกันที่ห้างฯ สยามพารากอนประมาณ 20 กว่าคน เพื่อสังเกตการณ์กิจกรรม และหากพบการจาบจ้วงก็จะแจ้งความดำเนินคดี วัตถุประสงค์ของกลุ่มคือต่อต้านการจาบจ้วงสถาบันฯ อีกทั้งยอมรับว่ากลุ่มของพยานไม่ชอบกลุ่มจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันฯ
พยานไม่ได้ร่วมตะโกนด่าตามในคลิป ไม่แน่ใจว่าผู้หญิงที่โต้เถียงกับจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิก ศปปส. หรือไม่ พยานเคยไปสังเกตการณ์กิจกรรมของกลุ่มจำเลยที่ 1 และเคยไปเป็นพยานในคดี ม.112 มาแล้วหลายคดี
พยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ภายในห้างฯ สยามพารากอน จึงไม่ทราบเหตุการณ์ภายในห้าง
พยานรู้จักกัญจ์บงกช ซึ่งอยู่ในกลุ่ม ศปปส. และเคยไปทำกิจกรรมต่อต้านกลุ่มจำเลยที่ 1 ด้วยกัน แต่ไม่รู้จักบุคคลชื่อชาญชัย จันทร์ขาว
พยานให้การเพิ่มเติมว่าในวันที่ 21 ธ.ค. 2563 ตนได้ไปให้การพร้อมกับกัญจ์บงกชที่ สน.ปทุมวัน โดยมีนายอานนท์ กลิ่นแก้ว และนายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว ร่วมไปด้วย
พยานเห็นจากสื่อว่าจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นกลุ่มที่เรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 ปฏิรูปสถาบันฯ และจาบจ้วงสถาบันฯ พยานไม่ได้เป็นคนถ่ายคลิปเหตุการณ์และไม่ได้มอบคลิปให้พนักงานสอบสวน แต่ได้ให้การรับรองยืนยันการกระทำและพฤติกรรมของจำเลย ทั้งนี้ในวันเกิดเหตุยืนห่างจากจำเลยประมาณ 10 เมตร
พยานไม่มีความเห็นว่าการไม่เชื่อถือและไม่ศรัทธาเป็นความผิดกฎหมายหรือไม่ พยานไปให้การต่อพนักงานสอบสวนเพราะเห็นว่าจำเลยกระทำผิดกฎหมาย
ช่วงที่ตอบอัยการโจทก์ถามติง พยานเบิกความตอบโดยสรุปว่าในวันไปให้การ พยานจำจำเลยที่ 4 และ ที่ 5 (ภวัตและภาณุพงศ์) ได้ แต่ปัจจุบันจำไม่ได้แล้ว ตนเข้าใจว่า “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นการล้มล้างสถาบันฯ เพราะทำให้คนเข้าใจว่าสามารถทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ได้ การที่คนพูดว่า “พ่อหนูมีคนเดียว” เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะไม่เคารพสถาบันฯ
พยานลงชื่อในเอกสารภาพถ่ายวันเกิดเหตุเพื่อยืนยันพฤติกรรมของจำเลยทั้งห้า แต่จำไม่ได้ว่าตรวจสอบภาพถ่ายก่อนลงชื่อหรือไม่ รูปที่จำเลยทั้งสามอยู่ในห้างฯ น่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่พยานเห็นนอกห้าง เพราะสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกัน
พยานยืนยันว่าไม่ได้ถ่ายภาพและไม่ได้มอบคลิปวิดีโอให้พนักงานสอบสวน ซึ่งไม่ตรงกับคำให้การ พยานเห็นว่าจำเลยทั้งสามมีพฤติกรรมจาบจ้วง เพราะได้ยินคำว่า “ขี้ข้า ขี้ข้า” และมีการยื่นโทรศัพท์ออกมา ณ วันเกิดเหตุ พยานยังไม่รู้จักกัญจ์บงกชหรือน้ำหวาน มารู้จักภายหลังให้การกับพนักงานสอบสวน
.
‘กัญจ์บงกช’ แอดมินเพจ ศปปส. เข้าสังเกตการณ์กิจกรรมพร้อมถ่ายภาพและวิดิโอ แต่ภาพที่อ้างว่าเป็นป๊อกกี้ เป็นภาพที่พนักงานสอบสวนนำมาให้โดยตนยืนยัน
กัญจ์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล แอดมินเพจกลุ่มปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (ศปปส.) ตอบอัยการโจทก์ถามโดยสรุปว่า วันที่ 19 ธ.ค. 2563 สมาชิก ศปปส. แจ้งว่า พริษฐ์จะแต่งตัวครอปท็อปเดินที่ห้างสยามพารากอน ท ำให้ อานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้ก่อตั้งเพจ แจ้งให้สมาชิกร่วมกันไปดำเนินการเฝ้าสังเกตการณ์
วันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 13.00 น. พยานกับนายอานนท์นัดรวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประมาณ 20 คน และเดินทางไปสยามพารากอนเวลา 15.00 น.
ที่ลานน้ำพุ สยามพารากอน พบจำเลยที่ 1 สวมเสื้อครอปท็อปดำถือลูกโป่งรูปสุนัข จำเลยที่ 2 แต่งกายคล้ายกันแต่สีชมพู จำเลยที่ 3 สวมเสื้อส้มถือพาน ทั้งสามมีข้อความบนตัว
ข้อความ “ยกเลิก 112” หมายถึงต้องการยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งเป็นการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ ส่วน “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” หมายถึงต้องการล้มล้างสถาบันในระบอบประชาธิปไตย
ข้อความ “แม่หนูไม่ได้มีชู้และพ่อหนูมีคนเดียว” เป็นการเสียดสีรัชกาลที่ 10 และลูกโป่งรูปสุนัขที่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการล้อเลียนสุนัขทรงเลี้ยง
พยานได้ยินจำเลยที่ 1 พูดกับสื่อมวลชนและผู้คนบริเวณลานน้ำพุว่า “แต่งตัวแบบนี้ไปเดินแล้วก็กลับ” และถือโทรศัพท์ที่มีรูปในหลวงรัชกาลที่ 10 กับคุณพระสินีนาถในชุดครอปท็อปดำ ส่วนจำเลยที่ 2 ชู 3 นิ้ว และจำเลยที่ 3 พูดถึงเยอรมัน กับมีบุคคลที่เป็นจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ถือลูกโป่งรูปสุนัขพร้อมพูดคำว่า “ทรงพระเจริญ”
หลังเกิดเหตุ อานนท์ กลิ่นแก้ว พาพยานและพวกไปแจ้งความที่ สน.ปทุมวัน โดยแจ้งความ 5 คน คือ จำเลยทั้งสาม, ณัฐกรณ์ และป๊อกกี้ พร้อมยื่นคลิปวิดีโอและภาพถ่าย 5 แผ่นให้พนักงานสอบสวน
นอกจากรูปจำเลยที่พยานยืนยันแล้ว ยังมีรูปหน้าร้าน SIRIVANNAVARI ซึ่งพยานไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เซ็นรับรองเนื่องจากนายอานนท์ให้ติดตามทางโซเชียลและเห็นภาพเหตุการณ์เดียวกัน พนักงานสอบสวนยังนำรูปผู้ร่วมกิจกรรมมาให้เซ็นรับรองด้วย
ช่วงที่ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานเบิกความตอบโดยสรุปว่า พยานมีตำแหน่งเป็นแอดมินเพจ ศปปส. เพจไม่ได้รณรงค์ต่อต้านจำเลยที่ 1 แต่จะแจ้งสมาชิกไปสังเกตการณ์หากพบการจาบจ้วง พยานทำด้วยใจ เริ่มปกป้องสถาบันฯ ตั้งแต่ 30 ก.ค. 2563 และเป็นแอดมินเมื่อ ก.ย. 2563 รู้จักจำเลยทั้งสามจากโซเชียล มีความเห็นว่าจำเลยต้องการจาบจ้วงและยกเลิก ม.112
พยานอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหน้าลานน้ำพุและตามเข้าสยามพารากอน แต่ไม่ทันเห็นกิจกรรมในห้าง กลุ่มพยานไปสังเกตการณ์ 20 คน มียุทธนา ซึ่งรู้จักกัน 1 เดือน ยุทธนาเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พยานไปสังเกตการณ์กับยุทธนาทุกครั้ง เมื่อถามว่าเคยแจ้งความกลุ่มจำเลยหลายครั้งหรือไม่ พยานไม่ขอตอบเพราะไม่เกี่ยวกับคดีนี้
พยานคิดว่าจำเลยทั้งสามจาบจ้วงสถาบันฯ ศปปส. เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 และให้การเพิ่มเติม 12 ม.ค. 2564 โดยพนักงานสอบสวนนำเทปบันทึกภาพมาให้ดู พยานทราบเลขบัตรประชาชนผู้ต้องหาจากพนักงานสอบสวน วันที่แจ้งความไม่ทราบอายุของบุคคลชื่อป๊อกกี้ แต่ประมาณ 17 ปี รูปป๊อกกี้ได้จากพนักงานสอบสวน
พยานยืนยันรูปในมือถือจำเลยที่ 1 เป็นรัชกาลที่ 10 แต่ไม่ทราบพฤติกรรมในรูป ส่วนรูปผู้หญิงคือ “คุณก้อย” ไม่ใช่สมเด็จพระราชินี ทนายถามชื่อจริงเจ้าคุณพระ พยานไม่ขอตอบเพราะเป็นสิทธิ์
พยานระบุ “แม่ผมไม่ได้มีชู้ หนูมีพ่อคนเดียว” เป็นคำล้อเลียนพระมหากษัตริย์ เสื้อครอปท็อปเป็นแฟชั่นทั่วไปไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดเพราะจงใจจาบจ้วง การใส่ครอปท็อปไม่ทำให้เสื่อมพระเกียรติ แต่การเขียนข้อความตามตัวแบบจำเลยทำให้เสื่อมเสีย
พยานไม่ทราบว่า “ปฏิรูป” จะทำให้ดีขึ้นหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับข้อเรียกร้อง พยานไม่ขอตอบเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าสถาบันฯ ดีขึ้นเป็นที่เคารพก็จะเห็นด้วย
พยานถ่ายคลิปสั้น ๆ โดยไม่ได้ถ่ายตลอดและอัปโหลดบางส่วนลงเฟซบุ๊ก ข้อความบนเสื้อผ้าจำเลย พยานคิดว่าขึ้นอยู่กับจุดประสงค์คนเขียน ไม่จำเป็นต้องถามก็รู้ได้
พยานไม่ได้ตีความเองว่าหมายถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่มีการเอ่ยพระนาม และไม่มีการเขียนชื่อหรือสัญลักษณ์พระมหากษัตริย์บนร่างกายจำเลย หลังสังเกตการณ์ อานนท์ กลิ่นแก้ว ก็ให้กลับ
พยานเคารพศรัทธาพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ และจะปกป้องผู้ที่จาบจ้วงโดยการดำเนินคดี
ในวันเกิดเหตุพยานเห็นประชาชนเดินตามและให้กำลังใจกลุ่มจำเลยในชุดครอปท็อปเข้าห้างฯ พยานแยกแยะได้เนื่องจากจำเลยใส่ชุดดังกล่าว
ช่วงที่ตอบอัยการโจทก์ถามติง พยานเบิกความว่า พยานเชื่อว่าข้อความและเสื้อครอปท็อปของจำเลยทั้งสามสื่อถึงรัชกาลที่ 10 มีการเสียดสี และเปิดรูปพระบรมฉายาลักษณ์รวมถึงข้อความต่าง ๆ คลิปของพยานไม่ได้มีการตัดต่อ
5 พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างฯ เบิกความเห็นว่าเสื้อคร็อปท็อปเป็นการแต่งกายตามปกติ ก่อนหน้านี้ก็มีคนอื่นแต่งกายลักษณะนี้มาเดินห้างฯ
พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้าได้ขึ้นมาเบิกความทั้งหมด 5 ปาก โดยมีเนื้อหาทำนองเดียวกันว่าทราบล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2563 จากไลน์กลุ่มผู้บริหารและพนักงาน หรือจากสื่อ ว่าจะมีกลุ่มนักกิจกรรมมาจัดกิจกรรมในห้างฯ ในวันที่ 20 ธ.ค. และได้มีการเตรียมกำลังรักษาความปลอดภัยไว้
วีระพงษ์ ได้เบิกความเพิ่มอีกว่าตนเป็นผู้ที่เข้าไปพูดคุยกับจำเลยขณะนั้นทั้งสามยังใส่เสื้อผ้าปกติ ได้แจ้งว่าทางศูนย์การค้าไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมภายในห้างฯ โดยพริษฐ์ตอบว่าไม่ได้มาจัดกิจกรรมมาช็อปปิ้ง จากนั้นทั้งหมดได้ไปห้องน้ำและกลับออกมาด้วยชุดครอปท็อป ตนได้แจ้งอีกครั้งว่าไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรม จำเลยที่ 1 ตอบแบบเดิมก่อนทั้งหมดจะเดินไปยังลานพาร์คพารากอน มีการชู 3 นิ้ว ให้สัมภาษณ์สื่อ และกลับเข้าไปในห้างฯ ที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 พร้อมมีการชู 3 นิ้ว
ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานส่วนใหญ่ยอมรับว่าไม่ได้ยินชัดเจนในรายละเอียดของคำพูดหรือการโต้เถียงระหว่างกลุ่มจำเลยกับกลุ่มประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลย ภาพถ่ายประกอบคดี และข้อความสำคัญที่ถอดจากเทปส่วนใหญ่ พนักงานสอบสวนเป็นผู้จัดทำ และนำมาให้พยานดู โดยให้ลงลายมือชื่อรับรองโดยมีพยานหลายปากไม่ยืนยันความถูกต้องของบันทึกการถอดเทป เนื่องจากไม่ได้ยินเหตุการณ์เอง พยานทุกปากเบิกความตรงกันว่าการแต่งกายเสื้อครอปท็อปเป็นเรื่องปกติที่กำลังได้รับความนิยม มีคนที่ใส่มาเดินห้างฯ ก่อนวันเกิดเหตุด้วย
ในช่วงอัยการโจทก์ถามติง พยานทุกปากยืนยันข้อเท็จจริงและภาพถ่ายในวันเกิดเหตุ โดยมีปากวีระพงษ์ได้เบิกความว่าตนให้การต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.สำราญราษฎร์ แม้ห้างฯจะอยู่ในพื้นที่การดูแลของ สน.ปทุมวัน และตนไม่ทราบว่าพนักงานสอบสวนมาจาก สน. ใด
พยานทุกปากยืนยันว่ากลุ่มจำเลยไม่ได้มีการขออนุญาตใช้พื้นที่ภายในห้างฯ นอกจากกลุ่มจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นอยู่บริเวณห้างฯ ด้วย และธวัชชัยยังตอบอัยการโจทก์เพิ่มเติมว่า ผู้ที่สวมเสื้อคร็อปท็อปไปเดินห้างฯ ไม่มีอะไรแตกต่างกับจำเลย แต่บุคคลอื่นไม่มีการเขียนข้อความตามร่างกาย
.
ผู้จัดการพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างฯ ไม่ได้บอกให้กลุ่มจำเลยยุติการทำกิจกรรม แต่ได้มอบหมายให้ผู้อื่นแจ้งว่า การจัดกิจกรรมทำโดยไม่ได้รับอนุญาต
ธีระยุทธ มีปลอด ผู้จัดการส่วนรักษาความปลอดภัย ตอบอัยการโจทก์ถามสรุปใจความได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลาประมาณ 21.00 น. ตนได้พบเห็นข้อความทางทวิตเตอร์ของพริษฐ์ ชิวารักษ์ โพสต์เชิญชวนให้ประชาชนร่วมใส่ชุดครอปท็อปที่ห้างสยามพารากอน ในวันที่ 20 ธ.ค. 2563
ขณะนั้นพยานดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการส่วนรักษาความปลอดภัยของห้างสยามพารากอน จึงได้แจ้งพนักงานรักษาความปลอดภัยและเจ้าพนักงานตำรวจ สน.ปทุมวัน ให้ทราบและเตรียมความพร้อม เนื่องจากเห็นว่าจะมีการมาทำกิจกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางห้างฯ
ต่อมาวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ช่วงเช้า ตนได้ระดมแถวของพนักงานรักษาความปลอดภัยตามปกติและแจ้งให้ทราบถึงการจะมีผู้ชุมนุมมาจัดกิจกรรม ต่อมาเวลาประมาณ 15.12 น. พบว่ามีนักกิจกรรมเข้ามาในพื้นที่ฝั่งเซาส์ชั้น 3 ของห้างสยามพารากอน
พยานพบพริษฐ์สวมใส่เสื้อครอปท็อปสีดำ และกางเกงสีดำ ปนัสยาสวมเสื้อครอปท็อปสีชมพู และกางเกงสีน้ำเงิน และเบนจาสวมเสื้อครอปท็อปสีส้ม และกางเกงขายาวสีดำ จำเลยทั้งสามมีการเขียนข้อความตามร่างกาย เช่น ปฏิรูปสถาบันมหากษัตริย์ ยกเลิก 112 โดยจำเลยที่ 1 มีลูกโป่งรูปสุนัขใช้จูง จำเลยที่ 2 มีลูกโป่งรูปสุนัขอุ้มอยู่ จำเลยที่ 3 ถือพาน และมีกระเป๋าวางอยู่
ต่อมาจำเลยทั้งสามได้ลงบันไดเลื่อนไปที่ชั้น M แล้วไปยืนอยู่ที่ลานด้านนอกบริเวณพาร์คพารากอน แล้วยืนชู 3 นิ้ว พูดว่า ยกเลิก 112 ระหว่างนั้นมีประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับจำเลยทั้งสาม และทำท่าจะมีเรื่องโต้เถียงกัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯ จึงได้มาแยกทั้งสองกลุ่มออกจากการกัน
จากนั้นจำเลยทั้งสามจึงได้เดินเข้าไปในห้างฯ ใช้บันไดเลื่อนจากชั้น M ไปชั้น G และไปชั้น 1 เดินบริเวณรอบ ๆ ก่อนไปหยุดอยู่ที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI จากนั้นได้ชู 3 นิ้ว และพูดว่า ยกเลิก 112
จากนั้นได้ขึ้นบันไดเลื่อนจากชั้น 1 ไปชั้น 2 และเดินรอบบริเวณพารากอนสโตร์ แล้วไปหยุดที่หน้าลิฟต์ชั้น 2 ระหว่างนั้นมี จำเลยที่ 4 มาหากลุ่มจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วนั่งพูดคุยกัน ต่อมามี “ไมค์ ระยอง” ได้เดินทางมาสมทบ โดยสวมใส่เสื้อครอปท็อปสีดำ
จำเลยทั้งห้าลงบันไดเลื่อนไปที่ลานน้ำพุ ขณะนั้นมีสื่อมวลชนเข้ามาจำนวนหนึ่ง ทั้งห้าได้พูดคุยกับสื่อมวลชน แต่พยานไม่ได้ยินข้อความ จากนั้นได้แยกย้ายกันไป ส่วนพยานได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาและเจ้าของห้างฯ ทราบ และมอบหมายให้พนักงานไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.ปทุมวัน เนื่องจากการจัดกิจกรรมดังกล่าวจัดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากห้างฯ
ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้ประสานงานมายังผู้บังคับบัญชาให้พนักงานรักษาความปลอดภัยที่พบเห็นเหตุการณ์ไปให้ถ้อยคำที่ สน.ปทุมวัน และพนักงานสอบสวนยังให้ดูภาพถ่ายของนักกิจกรรม รวมทั้งตำหนิรูปพรรณ ซึ่งพยานได้ดูแล้ว และได้ลงลายมือชื่อไว้
พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานติดตามกลุ่มจำเลยทั้งห้าตั้งแต่จุดที่หน้าลิฟต์ชั้น 3 จนกระทั่งเสร็จกิจกรรม ในขณะที่ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนไม่ได้รู้รายละเอียดชื่อและนามสกุลของจำเลยทั้งห้า เพียงแต่รู้จักชื่อเล่นเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นที่ร่วมทำกิจกรรมกับจำเลยทั้งห้านั้น เพียงแต่พบเห็นแต่ไม่รู้จักชื่อ ตอนให้การที่พนักงานสอบสวนถาม ให้พยานตอบ มีข้อความบางส่วนที่พนักงานสอบสวนได้จัดพิมพ์มาก่อนแล้ว เช่น ชื่อ-นามสกุลจำเลย
พยานรู้จักจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จากการติดตามข่าวการเมือง ตัวพยานไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมกิจกรรมทางการเมืองใด พยานเบิกความเพิ่มเติมว่าศูนย์การค้ามีประชาชนเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก มีกลุ่มกิจกรรมมาจัดกิจกรรมแจกใบปลิวตลอด ผู้ที่จะมาแจกใบปลิวต้องได้รับอนุญาตจากศูนย์การค้า
ขณะจัดกิจกรรมที่ลานพาร์คมีนักข่าว และกลุ่มบุคคลที่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย เข้าใจว่าเป็นยูทูปเบอร์ จำนวนมาก และยังมีกลุ่มลูกค้าจำนวนหนึ่ง ซึ่งบางช่วงก็เดินผ่าน บางช่วงก็มุงดู ถ้าดูจากการแต่งกายของกลุ่มดังกล่าว ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ใครเป็นนักข่าว ใครเป็นลูกค้า แต่บางส่วนพอจะแยกออก เช่น นักข่าวพร้อมกล้องขนาดใหญ่ มีบัตรนักข่าวแสดงสัญลักษณ์ไว้
พยานไม่ได้บอกให้กลุ่มจำเลยยุติการจัดทำกิจกรรม แต่ได้มอบหมายให้ผู้ที่มีหน้าที่ไปแจ้งกลุ่มจำเลยว่า การจัดกิจกรรมไม่ได้รับอนุญาต
ทนายจำเลยให้พยานดูภาพในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 5 สวมเสื้อครอปท็อปสีดำ ส่วนจำเลยที่ 4 สวมเสื้อสีกรมท่าและกางเกงยีนส์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่แน่ใจ ภาพถ่ายที่ตำรวจเป็นคนถ่ายภาพและให้ตนยืนยันเป็นภาพจำเลยที่ 5 สวมเสื้อสีขาวไม่ใช่เสื้อสีดำ ขณะที่พบเห็นจำเลยที่ 5 สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ โดยจำเลยที่ 5 เดินทางมาที่เกิดเหตุ หลังจากจำเลยอื่นทำกิจกรรมเสร็จ และมาอยู่ที่หน้าลิฟต์ชั้น 2 แล้ว และจะถอดเสื้อคลุมออกเมื่อไรไม่ทราบ
พยานไม่มีข้อมูลที่รายงานถึงจำเลยที่ 4 ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ภาพที่ตำรวจจัดพิมพ์ภาพถ่าย และเขียนว่า “ป๊อกกี้” ให้พยานชี้ภาพยืนยัน จึงทราบว่าชื่อนี้ โดยภาพดังกล่าวจำเลยที่ 4 ไม่ได้สวมเสื้อครอปท็อป
นอกจากจำเลยทั้งห้าแล้ว มีบุคคลอื่นที่สวมเสื้อลักษณะดังกล่าวมาที่ห้างฯ ประจำ
พยานเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ข้อมูลที่เจ้าตำรวจจัดเตรียมมาเป็นข้อมูลเกี่ยวกับชื่อ-นามสกุล รายละเอียดหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ภูมิลำเนา ส่วนพยานไปให้การว่า จำเลยที่ 4 ดูอ่อนไปกว่าปัจจุบัน ข้อมูลที่ว่า จำเลยที่ 4 อายุ 17 ปี 4 เดือน ตามคำให้การเป็นข้อมูลที่เจ้าพนักงานตำรวจจัดเตรียมมา
ในวันเกิดเหตุ กลุ่มของจำเลยแต่งกายแตกต่างจากบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะข้อความที่เขียนตามตัวและร่างกาย พยานยืนยันว่าในวันเกิดเหตุมีคนที่สวมเสื้อครอปท็อปสีดำ ส่วนจำเลยที่ 4 สวมเสื้อครอปท็อปสีขาว
.
ตำรวจชุดสืบสวน 2 นาย มีเพียง 1 นาย ที่ลงพื้นที่และเห็นว่าพฤติกรรมของจำเลยที่เป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ คือ คำพูดโต้ตอบกับชายหญิงคู่หนึ่งที่ไปต่อว่ากลุ่มจำเลย
ชุดสืบสวน 2 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.นพดล สินศิริ และ พ.ต.ท.คชภพ คงสมบูรณ์
ขณะเกิดเหตุ พ.ต.ท.นพดล ดำรงตำแหน่งสารวัตรสืบสวน สน.ปทุมวัน และได้ลงพื้นที่วันเกิดเหตุ ส่วน พ.ต.ท.คชภพ ไม่ได้ลงพื้นที่ แต่อยู่ในชุดคอยหาข้อมูล
พ.ต.ท.นพดล สินศิริ เบิกความโดยสรุปใจความได้ว่าเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ที่ห้างสยามพารากอน ก่อนเวลา 14.00 น. พยานพบเห็นโพสต์ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในเฟซบุ๊ก เชิญชวนแต่งกายชุดครอปท็อปมาชุมนุมที่สยามพารากอน พร้อมมีรูปในหลวงรัชกาลที่ 10 และเจ้าคุณพระสินีนาถอยู่ด้วย คาดว่าโพสต์เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2563 และยังพบเห็นโพสต์ของเฟซบุ๊กพริษฐ์ด้วย
พยานได้รายงานผู้บังคับบัญชาและลงบันทึกประจำวัน จากนั้นเรียกประชุมฝ่ายสืบสวน แบ่งกำลังเป็น 3 ชุด ประกอบด้วยชุดที่ 1 แต่งกายนอกเครื่องแบบปะปนกับประชาชน ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ชุดที่ 2 พิสูจน์ทราบตัวบุคคล ชุดที่ 3 บันทึกเทปและถอดข้อความจากเทป
พยานกับพวกเดินทางไปที่ห้างสยามพารากอน ถึงเวลา 14.00 น. ยังไม่พบกลุ่มผู้ชุมนุม จนเวลา 15.30 น. พบพริษฐ์สวมใส่เสื้อครอปท็อปสีดำ และกางเกงสีดำ ปนัสยาสวมเสื้อครอปท็อปสีชมพู และกางเกงสีน้ำเงิน และเบนจาสวมเสื้อครอปท็อปสีส้ม และกางเกงขายาวสีดำ จำเลยทั้งสามมีการเขียนข้อความตามร่างกาย โดยจำเลยที่ 1 มีลูกโป่งรูปสุนัขใช้จูง จำเลยที่ 2 มีลูกโป่งรูปสุนัขอุ้มอยู่ จำเลยที่ 3 ถือพาน และมีกระเป๋าวางอยู่
จากนั้นทั้งสามเดินลงบันไดเลื่อน ได้ไปที่ลานน้ำพุชั้น M เพื่อปราศรัยกับประชาชน จำเลยที่ 1 ปราศรัยว่าที่แต่งกายเช่นนี้เพื่อระลึกถึงเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี ม.112 จากเหตุการณ์ใส่เสื้อครอปท็อป หลังปราศรัยมีบุคคลที่มีความเห็นต่างเข้ามาพูดคุยโต้เถียงว่าการแต่งกายไม่เหมาะสมน่ารังเกียจ ทำให้เกิดการโต้เถียงกัน
หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกเดินไปที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 แล้วร่วมกันยืนชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว จากนั้นจึงออกจากหน้าร้านแล้วขึ้นไปที่ชั้น 2 บริเวณหน้าลิฟต์พบ ภวัต หรือ “เจ้ป๊อกกี้” (จำเลยที่ 4) นั่งย่อเข่า กล่าวคำว่า “ทรงพระเจริญ” ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. ภาณุพงศ์ จาดนอก (จำเลยที่ 5) เดินทางมาถึงหน้าลิฟต์ชั้น 2 โดยแต่งกายสวมเสื้อกล้ามเอวลอยสีขาว
จำเลยที่ 1 ชักชวนทั้งหมดลงไปที่ลานน้ำพุชั้น M กล่าวปราศรัยอีกครั้ง มีเนื้อหาพูดถึงเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีเพราะสวมใส่เสื้อครอปท็อปเช่นเดิม ก่อนจะแยกย้ายตอนเวลาประมาณ 18.40 น.
ในช่วงตอบทนายจำเลยถามค้านพยานเบิกความตอบโดยสรุปว่า พยานอยู่และติดตามตลอดการทำกิจกรรมของกลุ่มจำเลย ได้ยินว่าการทำกิจกรรมดังกล่าวเพราะมีกรณีเยาวชนถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหา 112 จากการสวมใส่เสื้อครอปท็อปและได้ยินข้อความว่าใคร ๆ ก็สามารถสวมใส่เสื้อครอปท็อปได้ ทั้งนี้ตนเองไม่เคยเห็นคนใส่เสื้อครอปท็อป เพิ่งมาพบเห็นจากการทำกิจกรรมนี้
ตอนให้การกับพนักงานสอบสวน พยานให้การว่าข้อความที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง คือข้อความขณะที่พริษฐ์พูดโต้ตอบกับชายหญิงคู่หนึ่งที่ไปต่อว่าที่ลานหน้าห้างสยามพารากอน ขณะนั้นตนยืนอยู่บริเวณนั้น แต่ได้ยินบางข้อความ บางข้อความได้ยินไม่ชัด
พยานยืนยันว่าเอกสารการถอดเทปมีข้อความระบุว่าชายหญิงคนดังกล่าวสอบถามนายพริษฐ์ว่า “กูถามถึงว่าแต่งกายอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร” เป็นการถอดคำที่ถูกต้อง แม้ตนจะไม่ได้ยิน แต่ได้ยินผู้หญิงที่ไปต่อว่ากลุ่มจำเลยพูดว่า “ขยะแขยงพวกมึง”
พยานไม่ทราบว่า ปัจจุบันชุดครอปท็อปจะเป็นที่นิยมของวัยรุ่นหรือไม่ ไม่ทราบว่าใครเป็นแอดมินเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในวันเกิดเหตุมีประชาชนซึ่งไม่ได้ร่วมชุมนุมหรือสวมใส่ชุดครอปท็อปได้ไปพูดคุยทักทายกับกลุ่มของจำเลยด้วย และมีประชาชนเดินตามกลุ่มของจำเลยด้วย
ขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกทำกิจกรรมที่ลานน้ำพุชั้น M จำเลยที่ 4 ยังไม่ได้มา โดยจำเลยที่ 4 มาขณะที่อยู่ที่หน้าลิฟต์ชั้น 2 แล้ว ส่วนจำเลยที่ 5 มาเวลา 18.00 น. ขณะที่ทำกิจกรรมหน้าร้าน SIRIVANNAVARI จำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็ไม่ได้ร่วมทำกิจกรรมด้วย
พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติง ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกพูดโต้ตอบกับชายหญิงที่ไปต่อว่านั้น บริเวณนั้นมีประชาชนคนอื่นอยู่ด้วย คาดว่าน่าจะได้ยินการโต้ตอบ และลักษณะการพูดโต้ตอบกันนั้นพูดเสียงดังคล้ายกับใช้อารมณ์โต้เถียงกัน
ส่วน พ.ต.ท.คชภพ คงสมบูรณ์ เบิกความตอบอัยการโจทก์ว่าขณะเกิดเหตุตนอยู่กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เหตุเกิดวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ซึ่งตนได้ย้ายมาที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2563
พยานทราบเรื่องคดีจากพนักงานสืบสวน สน.ปทุมวัน เนื่องจากสารวัตรผู้รับผิดชอบในขณะนั้นไม่ลงลายมือชื่อในรายงานการสืบสวนเนื่องจากย้ายไปแล้ว ศาลถามว่าเป็นผู้รับรองรายงานการสืบสวนและรับทราบตามนั้นใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
พ.ต.ท.คชภพ ตอบทนายจำเลยถามค้าน ว่าในวันเกิดเหตุ ตนไม่ได้มาที่เกิดเหตุ ไม่ได้รับคำสั่งให้ดูแลสถานการณ์การเมือง ข้อเท็จจริงที่ทราบได้รับการบอกเล่ามา รูปภาพต่าง ๆ ในพยานเอกสาร ก็ไม่ได้เป็นผู้ถ่ายแต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนทำงานจริง โดยผู้รับผิดชอบได้ลงไปในที่เกิดเหตุ
พยานไม่ทราบว่าใครคือผู้ถ่ายรูปในพยานเอกสาร จำชื่อสารวัตรที่ไม่ยอมลงชื่อในรายงานการสืบสวนไม่ได้ และตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า เหตุที่จำชื่อสารวัตรไม่ได้เพราะไม่เคยร่วมงานกัน
.
ตำรวจถอดเทป 2 นาย ถอดข้อความจากบทสนทนาในวันเกิดเหตุและจากสื่อ โดยเห็นการกระทำของจำเลยมีความผิด เนื่องจากการเอ่ยพระนาม
ส.ต.ต.กันตชาติ จันทนกูล เบิกความว่า ตนเป็นคนถอดเทปบทสนทนา 3 เทป เทปแรก หน้าแมคโดนัลด์สยามพารากอนเป็นเทปที่พริษฐ์คุยกับนักข่าวไม่ทราบชื่อ เกี่ยวกับการแต่งกายของพระมหากษัตริย์
เทปที่ 2 สยามพารากอน ฝั่ง South ชั้น 2 จำเลยที่ 1 พูดคุยกับธนกร พริษฐ์พูดเกี่ยวกับคนที่โดนคดีมาตรา 112 เช่น สายน้ำ, ตั้ง อาชีวะ พูดว่ากฎหมายมาตรา 112 ทำให้เสื่อมเสียไปถึงสถาบันกษัตริย์ นำมาบังคับใช้กับเด็ก
เทปที่ 3 บริเวณลานน้ำพุ หน้าห้างสยามพารากอน มีพริษฐ์, ปนัสยา, ภาณุพงศ์ พูดถึงคนที่โดนคดี 112 ว่าต้องมาโดนคดีแล้วยังเป็นเยาวชนอยู่, ปนัสยาพูดว่าเป็นการตอบรับการทำกิจกรรม หลายคนแต่งกายใส่ชุดครอปท็อปมาร่วมให้กำลังใจ, ภาณุพงศ์พูดว่าให้ยกเลิกมาตรการ 112 เอาข้อหานี้มาดำเนินคดี พวกเราก็ดำเนินกิจกรรมต่อไม่หยุด จะทำให้กฎหมายมาตราดังกล่าวเสื่อมลง
ส่วน ส.ต.ท.ธีระศักดิ์ สัตย์สารกุลธร เป็นผู้ถอดเทปเหตุการณ์ที่มีการโต้เถียงกัน โดยมีบุคคลพูดคำว่า “ขยะแขยง” ก่อนคือคู่กรณีที่มาโต้เถียงกับจำเลยที่ 1
ในปากส.ต.ต.กันตชาติ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตนทำหน้าที่ถอดเทป ไม่ได้ไปในที่เกิดเหตุ เทปที่อัดเสียงมา 3 รายการ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้อัด และไม่ทราบว่าเทปจะมีการตัดต่อหรือไม่ ที่เบิกความเกี่ยวกับไฟล์หน้าร้านแมคโดนัลด์เนื่องจากอัดมาจากกล้องโทรศัพท์มือถือ
ไฟล์ที่ 2 ที่คุยกับธนกร หน้าลิฟต์ชั้น 2 เป็นไฟล์ที่อัดมาจากยูทูป ชื่อ “ผู้คนและการเดินทางก้าวหน้า” และไฟล์ที่ 3 ที่อยู่บริเวณลานน้ำพุ มาจากเฟซบุ๊กของสำนักข่าว the reporter
จากการถอดเทป ได้ความว่า ก่อนหน้านั้นมีการจับกุมดำเนินคดีกับ “สายน้ำ” ที่ใส่ครอปท็อปมาเดิมสยามเช่นเดียวกัน ข้อความของจำเลยที่ 2 ที่ถอดเทปมาไม่ได้มีข้อความที่ผิดกฎหมาย และตอบอัยการโจทก์ถามติงว่าข้อความที่ไม่ผิดกฎหมาย เฉพาะในส่วนของปนัสยา
ส่วน ส.ต.ท.ธีระศักดิ์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำไม่ได้ว่าภาพที่จำเลยที่ 1 ให้คู่กรณี จะใช่รูปในหลวงรัชกาลที่ 10 หรือไม่ และไม่เคยเห็นในหลวงแต่งกายโดยสวมชุดครอปท็อป หากสวมก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด
ตอนไปให้การต่อพนักงานสอบสวน นอกจากการเอ่ยพระนามของในหลวงรัชกาลที่ 10 แล้ว จะมีการกระทำอื่นที่เป็นความผิดหรือไม่ ตนจำไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาได้ส่งคลิปวิดีโอการจัดกิจกรรมของกลุ่มจำเลยที่ยาวกว่าที่ถอดเทปให้ดูประกอบการถอดเทปด้วย
ส.ต.ท.ธีระศักดิ์ เบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า คลิปที่ผู้บังคับบัญชาส่งมาเคยเห็นข่าวในสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับถ้อยคำที่มีการโต้เถียงกันเนื่องจากเหตุการณ์ในคดีที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว พยานอาจจำไม่ได้ทั้งหมด
.
ตำรวจฝ่ายสืบสวนยอมรับว่าในรายงานการสอบสวน ไม่ปรากฏภาพ “ป๊อกกี้” และภาพจากสำนักข่าวมีทั้งคนที่แต่งกายด้วยชุดครอปท็อป-ชุดธรรมดา
พ.ต.ท.วิบูลย์ นนทะแสง เบิกความโดยสรุปว่า ขณะเกิดเหตุตนดำรงตำแหน่งสารวัตร ประจำกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.) ในช่วงปีที่เกิดเหตุมีการชุมนุมบ่อย วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เฟซบุ๊กเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมโพสต์เชิญชวนให้ใส่เสื้อครอปท็อปไปที่ห้างฯ สยามพารากอนในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลาประมาณ 15.00 น. จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาและทำการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน
ในวันเกิดเหตุ พยานแต่งกายนอกเครื่องแบบ เดินทางมายังห้างฯ พร้อมตำรวจท่านอื่น เวลาประมาณ 15.40 น. บริเวณลานน้ำพุ พบเจอปนัสยาและพริษฐ์ มาพร้อมกันโดยสวมชุดครอปท็อป ทั้งสองถือตุ๊กตาสุนัขและบนตัวมีข้อความเขียน แต่จำไม่ได้ว่ามีข้อความว่าอะไร
เมื่อเข้าไปในห้างฯ เห็นจำเลยที่ 4 ขณะนั้นไม่ทราบชื่อ – นามสกุลจริง สวมกางเกงขาสั้น เสื้อสีเทา ไม่ใช่เสื้อครอปท็อป นั่งอยู่ที่เก้าอี้ในห้างฯ จากนั้นผู้ชุมนุมก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20 – 30 คน เดินจากชั้น 1 ไปบริเวณหน้าร้าน SIRIVANNAVARI ซึ่งตั้งอยู่ซ้ายมือของบันไดเลื่อน ไปยืนทำกิจกรรมชู 3 นิ้ว
เวลา 16.00 น. กลุ่มจำเลยและผู้ชุมนุมเดินในห้างฯ มีภาณุพงศ์สวมชุดครอปท็อปเดินเข้ามาสมทบ ตนจึงเดินตามถ่ายรูป จากนั้นกลุ่มจำเลยเดินไปบริเวณลานน้ำพุเพื่อแถลงข่าวโดยมีป๊อกกี้มายืนเหมือนให้กำลังใจ ปรบมือ และร้องเฮ มีการชูป้ายพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9, รัชกาลที่ 10 และ พระราชินี เห็นว่าการชุมนุมมีจุดประสงค์ยกเลิกมาตรา 112 และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ จากนั้นไม่นานก็ยุติการชุมนุม
ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานเบิกความตอบโดยสรุปใจความได้ว่า ตอนจำเลยแถลงข่าว ตนได้ยินแต่จำข้อความไม่ได้ทั้งหมด จำได้เพียงว่าพูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ตามรายงานการสอบสวนที่ทำ ระบุว่ามีผู้เข้าร่วมทำกิจกรรม 7 คน ตรงกับบันทึกคำให้การ แต่ในเอกสารทั้งสองไม่มีชื่อจำเลยที่ชื่อ ป๊อกกี้
ภาพถ่ายจำเลยในรายงานการสอบสวน ไม่ปรากฏภาพจำเลยที่ 4 ในภาพมีนักข่าวและประชาชนนั่ง รวมประมาณ 10 คน และไม่ได้แต่งกายด้วยเสื้อครอปท็อป การสวมเสื้อครอปท็อปพยานเห็นว่าไม่ผิดกฎหมาย ที่ทนายจำเลยให้ดูรูปนักร้อง จัสติน บีเบอร์ ตนไม่ทราบว่าเสื้อนั้นคือเสื้อครอปท็อปหรือไม่
การชุมนุมในวันดังกล่าว ไม่มีเหตุวุ่นวาย ไม่ได้มีการพกอาวุธ เป็นการชุมนุมโดยสงบ ส่วนการที่จำเลยไปชู 3 นิ้ว หน้าร้าน SIRIVANNAVARI พยานตอบทนายจำเลยว่าไม่ผิดกฎหมาย ในรายงานการสอบสวนมีข้อเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมและปิดถนนสร้างความวุ่นวาย พยานเบิกความยืนยันว่าในวันนั้นไม่ได้มีการปิดถนน และไม่ทราบว่าห้างฯ จะดำเนินการใด ๆ กับกลุ่มจำเลยหรือไม่
ในช่วงอัยการโจทก์ถามติง พยานเบิกความว่า ที่ตอบทนายจำเลยว่า จำถ้อยคำแถลงไม่ได้ แต่จำได้ว่าเป็นการพูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เพราะตนจำได้ว่าเป็นการพูดทำนองให้คนทั่วไปไม่เคารพยำเกรง ส่วนที่บอกว่าจำไม่ได้ คือจำถ้อยคำแน่ชัดไม่ได้
ส่วนที่พยานดูรูปจัสติน บีเบอร์ แล้วตอบว่าไม่ทราบว่าจะใช่เสื้อครอปท็อปหรือไม่ เนื่องจากเสื้อครอปท็อปในความหมายของพยาน คือ เสื้อที่ในหลวงและพระราชินีใส่ ตามโพสต์วันที่ 19 ธ.ค. 2563 ซึ่งปนัสยา ภาณุพงศ์ และพริษฐ์ สวมชุดเหมือนในภาพ
ทนายจำเลยขออนุญาตถามติงเพิ่มเนื่องจากพยานเบิกความถึงรูป ตามโพสต์วันที่ 19 ธ.ค. 2563
พยานไม่ทราบว่า รูปตามโพสต์วันที่ 19 ธ.ค. 2563 ที่ถูกโพสต์โดยเฟซบุ๊กเพจธรรมศาสตร์และการชุมนุมเกี่ยวข้องอย่างไรกับกลุ่มจำเลย พยานไม่ทราบว่าผู้หญิงในรูปนั้นจะใช่พระราชินีหรือไม่ เห็นว่าคล้าย ๆ แต่ไม่ขอยืนยัน
.
ตำรวจผู้ตรวจบัญชีโซเชียลพบว่ามีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่ใช้รูปเจ๊ป๊อกกี้เป็นรูปโปรไฟล์ แต่ไม่พบหลักฐานอื่น ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ
พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล พนักงานสืบสวนประจำกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เป็นผู้ตรวจบัญชีโซเชียล เบิกความว่า เมื่อ 16 ก.พ. 2564 มีหนังสือจาก สน.ปทุมวัน มาถึงผู้บังคับบัญชาให้พิสูจน์ความเป็นเจ้าของของบัญชีสื่อออนไลน์ จึงได้ตรวจสอบบัญชีดังกล่าว (พยานขอดูหมายเพื่อดูผลการตรวจสอบแต่ศาลไม่อนุญาตให้ดู ให้พยานเบิกความตามความทรงจำ)
จากการตรวจสอบ มีบัญชีเฟซบุ๊กซึ่งเชื่อว่าเจ้าของชื่อ “ป๊อกกี้” โดยที่ส่งมาให้ตรวจสอบมีบัญชีเฟซบุ๊ก 2 บัญชี บัญชีทวิตเตอร์ 1 บัญชี เมื่อทำการตรวจสอบปรากฏว่าบัญชีเฟซบุ๊กตรวจได้เพียงบัญชีเดียว ในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ มีเพียงรูปหน้าปกโปรไฟล์และหน้าบัญชีธนาคารซึ่งเปิดรับบริจาค โดยเจ้าของบัญชีดังกล่าวเป็นชื่อของจำเลยที่ 4
จากการตรวจสอบบัญชีของพริษฐ์ พบว่ามีเพียงรูปโปรไฟล์และเอกสารบางอย่างที่เกี่ยวกับพริษฐ์ จำไม่ได้ว่าเอกสารนั้นจะเป็นหมายเรียกหรือหมายศาล บนทวิตเตอร์มีลิงค์เชื่อมกับบัญชีเฟซบุ๊กส่วนบัญชีของเบนจาและปนัสยา ผลการตรวจสอบก็คล้ายกับคนอื่น ๆ
หลังตรวจสอบเสร็จได้ทำหนังสือเรียนผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาได้ส่งผลต่อไปให้ สน.ปทุมวัน และไม่เคยถูกพนักงานสอบสวนเรียกไปให้การ
พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พ.ต.อ.ศราวุฒิ บวรกิจประเสริฐ คือผู้บังคับบัญชาการของตน ลำดับการทำงานพยานจะต้องรายงานต่อผู้บัญชาการก่อน จากนั้นผู้บัญชาการจะรายงานต่อผู้การ และผู้การจะรายงานต่อไปยังสถานีตำรวจ
เนื้อหาที่พยานรายงาน เป็นไปตามผลการตรวจสอบว่า “บก.ปอท. ไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ ไม่ปรากฏ IP Address หรือ email ที่ใช้สมัคร”
พยานทราบว่าปัจจุบันมีการแฮ็ก และแทรกแซงปลอมบัญชีออนไลน์ของอาชญากร โดยส่วนมากที่พยานพบเจอการแฮ็กนั้นจะทำได้ยาก แต่การปลอมบัญชีว่าเป็นตัวตนคนอื่นนั้นทำได้ การปลอมจะพยายามเอาข้อมูลที่ทำให้คนอื่นดูแล้วเชื่อว่าเป็นบัญชีจริง เช่น นำภาพตอนไปเรียนหนังสือหรือตอนไปทำบุญมาลง การตรวจสอบจึงมีผลว่าไม่สามารถยืนยันบัญชีทั้งหมดได้
พยานเบิกความตอบว่าตอนที่ตนตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 4 พบว่ามีการนำรูปจำเลยที่ 4 ไปใช้บนเฟซบุ๊กคนอื่นที่ใช้ชื่อว่า วิชัย วิมลมาศ ด้วย และตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า บัญชีดังกล่าวตนได้ตรวจสอบแต่ไม่เจอหลักฐานอื่นไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของบัญชี
.
ตำรวจผู้แจ้งข้อกล่าวหารับว่าคำให้การพยานสามปากระบุอายุเจีป๊อกกี้ตรงกันว่าอายุ 17 ปีเศษ ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้ระบุว่าผู้ทำกิจกรรมมีเจ๊ป๊อกกี้ด้วย
พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เบิกความตอบอัยการโจทก์ว่า ได้รับคำร้องทุกข์จากว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล ให้ดำเนินคดี 7 บุคคลในความผิดตามมาตรา 112 และต่อมาได้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้น
ข้อเท็จจริงคือ วันที่ 19 ธ.ค. 2563 ผู้กล่าวหาพบโพสต์ชวนแต่งชุดครอปท็อปทำกิจกรรมที่สยามพารากอนในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 15.00 น. ต่อมาผู้ต้องหา 7 คน มาทำกิจกรรม โดยผู้ต้องหาที่ 1-3 แต่งกายชุดครอปท็อป เขียนอักษรบนร่างกาย เดินไปยังลานน้ำพุ พบผู้ต้องหาที่ 4 ซึ่งแต่งครอปท็อปเช่นกัน
ก่อนพบพริษฐ์โต้เถียงกับประชาชนและแสดงภาพรัชกาลที่ 10 ในชุดครอปท็อป ตำรวจมีการถอดเทปไว้ จากนั้นเดินไปในห้าง พบผู้ต้องหาที่ 5 ถึง ที่ 7 และไปที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI มีบุคคลชื่อป๊อกกี้มอบดอกไม้ให้พริษฐ์ ก่อนจะกลับมาที่ลานน้ำพุ ก่อนผู้ต้องหาจะให้สัมภาษณ์ และมีการชู 3 นิ้ว ก่อนแยกย้ายกัน ผู้กล่าวหาเห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 จึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษ
พยานเป็นผู้สอบคำให้การผู้กล่าวหา รวบรวมหลักฐานและสอบพยาน เช่น ประชาชน, พนักงานรักษาความปลอดภัย และตำรวจสันติบาล ได้คลิปและภาพถ่าย ทำบันทึกที่เกิดเหตุ และตรวจสอบโซเชียลของผู้ต้องหาที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และ ที่ 7 ผลออกมาว่าตรวจไม่ได้ ตรวจรายละเอียดผู้เช่าร้าน SIRIVANNAVARI คือบริษัท Iris 2005 ที่มีเครื่องหมายการค้าเป็นชื่อของเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี
พยานออกหมายเรียกจำเลยมาแจ้งข้อหา จำเลยทุกคนปฏิเสธ โดยมีการสอบคำให้การพยานบางรายที่ สน.สำราญราษฎร์ เนื่องจากบางครั้ง สน.ปทุมวัน งานยุ่ง และอยู่ในช่วงกำลังก่อสร้าง ก่อนสรุปสำนวนว่า ผู้ต้องหาทั้งเจ็ดแสดงกิริยาหมิ่นพระมหากษัตริย์ พริษฐ์แสดงรูปพระบรมฉายาลักษณ์ในชุดครอปท็อป มีการแบ่งหน้าที่ พูดจาด้อยค่า ส่วนผู้ต้องหาสองคนที่เป็นเยาวชนแยกสำนวนฟ้องศาลเยาวชนฯ และมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว
พยานตอบทนายจำเลยว่า คณะทำงานมีพนักงานสอบสวนจากหลายท้องที่ เช่น สน.ปทุมวัน, สน.สำราญราษฎร์ และ สน.ยานนาวา แต่จำไม่ได้ว่ามีพนักงานสืบสวนร่วมเป็นผู้กล่าวหาหรือไม่ ได้แจ้งข้อหาจำเลยตามคำให้การของว่าที่ ร.ต.นรินทร์
ทั้งนี้พยานและว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ไม่ได้ไปที่เกิดเหตุ โดยว่าที่ ร.ต.นรินทร์ดูเหตุการณ์ย้อนหลังผ่านยูทูป พยานจำได้ว่าว่าที่ ร.ต.นรินทร์ เคยแจ้งความ ม.112 ในคดีอื่นมาก่อน ในส่วนการส่งเฟซบุ๊กและ X (Twitter) ของผู้ต้องหาไปตรวจสอบไม่พบว่าเป็นของใคร
ในการสอบปากคำพยานชื่อสมศักดิ์และพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้าง ได้ให้ดูทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนจำเลย แต่จำไม่ได้ว่าทำไมคำให้การพยานสามปากระบุอายุผู้ต้องหาที่ 4 ตรงกันว่า 17 ปี 4 เดือน ได้สอบคำให้การ พ.ต.ท.วิบูลย์ นนทะแสง ซึ่งยืนยันว่ามีผู้ทำกิจกรรม 6 คน ไม่ได้ระบุว่ามีป๊อกกี้
เกี่ยวกับร้าน SIRIVANNAVARI พยานตอบว่า ผู้เช่าคือบริษัทไอริส 2005 จำกัด ส่วนผลิตภัณฑ์เป็นของเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีหรือไม่ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ตรวจสอบ แต่เครื่องหมายการค้าเป็นชื่อพระองค์ และทราบว่าเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีไม่ได้เป็นผู้ถูกคุ้มครองตามองค์ประกอบ ม.112
พยานตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า ในคำให้การอื่นมีชื่อป๊อกกี้เป็นแกนนำด้วย
.
ประชาชนที่เข้าไปโต้แย้งกับจำเลย ยอมรับว่าไม่ชอบจำเลยเพราะไม่รักสถาบัน และถูกอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธาน ศปปส. ติดต่อมาให้การ ทั้งยังยืนยันว่าในเหตุการณ์ไม่เห็น “เจ๊ป๊อกกี้”
ชาญชัย จันทร์ขาว เบิกความโดยสรุปว่า ประมาณเดือนมีนาคม 2564 ที่ห้างสยามพารากอน พยานเห็นพริษฐ์และปนัสยา บริเวณลานน้ำพุ จำเลยที่ 1 สวมเสื้อครอปท็อปสีดำ กางเกงยีนส์สีดำ มีข้อความ “ยกเลิก 112” และ “พ่อผมมีคนเดียว” จูงสุนัขตุ๊กตา ส่วนจำเลยที่ 2 สวมเสื้อกล้ามครอปท็อปสีชมพู ทั้งสองชู 3 นิ้ว พยานเห็นว่าแต่งกายต่างจากทั่วไป จึงเข้าไปสอบถาม จำเลยที่ 1 ได้แสดงภาพในหลวง-พระราชินีให้พยานดู
พยานสนทนากับจำเลยที่ 1 ประมาณ 5 นาที รู้สึกโกรธที่พูดดูหมิ่นกษัตริย์ พยานเคยให้การต่อพนักงานสอบสวน และเคยร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไทยภักดีและกลุ่ม ศปปส. 2 ครั้ง โดยคดีนี้อานนท์ กลิ่นแก้ว เป็นผู้ติดตามไปให้การ
พยานเบิกความตอบทนายจำเลยว่า ในคดีนี้ได้ไปให้การตำรวจไม่เกิน 2-3 วันหลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุไม่เคยไปสยามพารากอน พยานรับว่าไปให้การตามที่อานนท์ กลิ่นแก้ว ตามตัวไป
ในตอนที่ไปให้การ ตำรวจจัดทำภาพถ่ายวันเกิดเหตุให้พยานดูและให้รับรอง ยกเว้นภาพในแผ่นที่ 1 ที่พยานเห็นเอง พยานไม่ทราบว่าทำไมบันทึกถอดเทปการสนทนาไม่ตรงกับคำให้การของพยานคำว่า “ขยะแขยง” พยานพูดกับจำเลยที่ 1 ก่อน เนื่องจากเห็นว่าเป็นพวกจะยกเลิก ม.112
รูปในโทรศัพท์ที่จำเลยที่ 1 ให้ดู คือรัชกาลที่ 10 แต่จำผู้หญิงในภาพไม่ได้ ชุดครอปท็อปเป็นชุดที่วัยรุ่นนิยมใส่ สามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดยพยานไม่ขอตอบและไม่ทราบว่า การที่ใส่ชุดดังกล่าวจะเสียหายหรือไม่ แต่เห็นว่าการสวมชุดครอปท็อปไม่ทำให้เสียพระเกียรติหรือน่าขยะแขยง แต่เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 ดูหมิ่นเพราะเขียนข้อความ “ยกเลิก 112”
พยานเคยไปสังเกตการณ์ชุมนุมกับ อานนท์ กลิ่นแก้ว 1 ครั้ง พยานไม่ชอบจำเลยที่ 1 เพราะไม่รักสถาบันฯ โดยพยานไปถึงห้างคนเดียวประมาณ 12.00-13.00 น. และรับไม่ได้กับการแต่งกายล้อเลียนและข้อความตามตัวจำเลย
พยานทราบว่ามีพรรคการเมืองเสนอนโยบายแก้ไข ม.112 แต่ไม่ขอตอบเรื่องปฏิรูปสถาบันฯ จำไม่ได้ว่าให้การเรื่องข้อความตามร่างกายหรือไม่ ส่วนผู้หญิงในภาพคู่กับ ร.10 ไม่ใช่พระราชินี และคำให้การที่ตนให้ว่าผู้หญิงคนนั้น คือ เจ้าคุณพระสินีนาถนั้น พนักงานสอบสวนเป็นคนบอกให้ทราบ ตนเห็นว่าการชู 3 นิ้ว คือการแสดงออกว่าไม่เอาสถาบัน แต่ไม่รวมนักการเมืองที่หาเสียงแล้วชู 3 นิ้ว
พยานรับว่าจำเลยที่ 4 และ 5 ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุขณะพยานโต้เถียงกับจำเลยที่ 1 ส่วนภาพถ่ายในห้างในเหตุการณ์นั้น ตำรวจจัดทำมาให้พยานลงลายมือชื่อ
พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติง รับว่าเคยรู้จักและพบ อานนท์ กลิ่นแก้ว 2 ครั้งก่อนเกิดเหตุ คำว่า “ขยะแขยง” ที่พยานพูดหมายถึงชุดและตัวหนังสือของจำเลยที่ 1 ไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์
พยานรับว่าการแต่งกายของจำเลยไม่ได้หมิ่น แต่การเขียนข้อความ “ยกเลิก 112” คือการหมิ่น ส่วนที่พยานใช้คำว่า “กู-มึง” กับจำเลยก่อนเพราะโกรธข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียน
พยานยืนยันว่าไม่เห็นจำเลยที่ 4 และ 5 ในที่เกิดเหตุ โดยก่อนไปให้การกับตำรวจ กลุ่ม ศปปส. โทรมาแจ้ง และเมื่อไปถึงก็มีกลุ่ม ศปปส. ก็รออยู่แล้ว
.
ผู้สื่อข่าวเห็นว่าการทำกิจกรรมไม่มีความวุ่นวาย ภาพที่อัยการให้ดูมีภาพป๊อกกี้ แต่ในคลิปที่อัยการเปิดให้ดูไม่มี
วิศรุต บุญยา อดีตผู้สื่อข่าวช่อง Voice TV เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณก่อนเที่ยง ตนทราบจากสื่อโซเชียลมีเดียว่าจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เวลาประมาณ 15.00 น. จึงไปถึงห้างสยามพารากอน
เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าห้างฯ และชั้น 2, 3 ของห้างฯ บริเวณหน้าร้านเอส (จำชื่อไม่ชัดเจน) ขณะอยู่ที่ชั้น 3 เห็นกลุ่มกิจกรรมเดินอยู่ มีคนใส่เสื้อครึ่งท่อนเดินอยู่ในห้างฯ ตามปกติ ส่วนกลุ่มนักกิจกรรมจำได้ว่ามีพริษฐ์หรือเพนกวิน และปนัสยาหรือรุ้ง พร้อมได้ยินเสียงคนที่ถูกเรียกว่า “เจ๊ป๊อกกี้” (ไม่รู้ชื่อจริง)
เพนกวินและรุ้งสวมเสื้อครึ่งท่อนและมีข้อความบนร่างกาย จำได้ว่ารุ้งใส่เสื้อสีชมพู จากนั้นอัยการโจทก์ได้เปิดวิดีโอเหตุการณ์ และถามว่าใช่เหตุการณ์นี้หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ วิดิโอนั้นช่างภาพของ Voice TV เป็นผู้ถ่ายไว้
พยานรับว่ารู้จักรุ้งและเพนกวิน ส่วนคนที่ถือพานไม่รู้จัก ส่วนตามภาพในเอกสารที่อัยการให้ดู คนที่ยกมือไหว้ได้ยินชื่อว่า “เจ๊ป๊อกกี้” จากนั้นพยานชี้ตัวจำเลยที่ 4 ในห้องพิจารณา แต่ไม่ทราบชื่อจริง จำได้ว่าได้ยินเสียงพูดว่า “จงเจริญ” หรือ “ทรงพระเจริญ”
พยานตอบทนายจำถามค้านว่า ตนเป็นนักข่าว วันเกิดเหตุอยู่ทั้งในและนอกห้าง ดูเหตุการณ์จากจอโทรศัพท์มือถือ คนที่ถ่ายภาพเหตุการณ์เป็นช่างภาพของ Voice TV ชื่อ “น้าโบ้” (จำชื่อจริงไม่ได้)
ขณะที่เกิดเหตุการณ์บริเวณหน้าร้านเอส พยานยืนห่างจากกลุ่มนักกิจกรรมประมาณ 15 เมตร โดยมีช่างภาพบังอยู่ ทำให้มองเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดเจน จากคลิปที่อัยการเปิด เสียงไม่ค่อยชัด พยานไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 พูดว่าอะไร และในคลิปไม่มีจำเลยที่ 4 พยานได้รายงานข่าวในบริเวณนั้น และยุติการรายงานเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นแล้ว
พยานเห็นว่าการจัดกิจกรรมของจำเลยที่ 1 กับพวกไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีการฉุดกระชากลากดึงตัวจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯ และไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาใช้เครื่องขยายเสียงสั่งให้ยุติกิจกรรม เท่าที่ติดตามกลุ่มของจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยไม่ชอบใช้ความรุนแรงและไม่เคยใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น
พยานทราบว่าในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมาทำกิจกรรมนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเยาวชนชื่อ “สายน้ำ” ถูกจับเพราะใส่เสื้อครอปท็อป กลุ่มของจำเลยจึงต้องการสื่อสารว่าการใส่เสื้อครอปท็อปไม่เป็นความผิด ซึ่งพยานรับทราบจากสื่อโซเชียล
ในบันทึกคำให้การตนไม่ได้ระบุว่าตามเนื้อตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อความเขียนว่าอะไรบ้าง ส่วนเหตุการณ์เท่าที่จำได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการพูดปราศรัยใด ๆ ขณะอยู่หน้าร้านเอส แต่ทราบว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์สื่อไปก่อนแล้ว เนื่องจากทีมงานไปไม่ทัน จึงไม่ได้อยู่ในขณะที่มีการสัมภาษณ์
ตนมีความเห็นว่าการนำเสนอข่าวมีความแตกต่างกันระหว่างบุคคลทั่วไปกับบุคคลสาธารณะ ในฐานะนักข่าว หากเป็นเรื่องของบุคคลสาธารณะบางเรื่องก็จะมีผลกระทบต่อสังคมไทย อย่างกรณีพระมหากษัตริย์ก็มีข่าวพระราชสำนัก เนื่องจากทรงเป็นบุคคลสาธารณะ ทราบว่าในต่างประเทศ ผู้ที่ประท้วงเจ้าชายชาร์ลส์ก็ยังไม่มีการถูกดำเนินคดีที่ประเทศอังกฤษ
พยานเป็นนักข่าวที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง กลุ่มจำเลยในคดีนี้ก็เป็นกลุ่มที่ไปชุมนุมทางการเมืองด้วย ซึ่งมักจะมีคำพูดว่า “เผด็จการจงพินาศประชาธิปไตยจงเจริญ” ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าเสียงที่ได้ยินว่า “เจริญ” ขณะเกิดเหตุ อาจเป็นการพูดว่า “ประชาธิปไตยจงเจริญ” ส่วนจำเลยที่ 5 หรือไมค์ ตนไม่ทราบและไม่เห็นว่าจะไปในที่เกิดเหตุหรือไม่
พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า ขณะเกิดเหตุ เห็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เพราะจำทั้งสองคนนี้ได้ ส่วนจำเลยที่ 4 ได้ยินแต่เสียงและจำเสียงได้ แม้ในคำให้การจะไม่ได้ระบุว่า เห็นข้อความบนตัวจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่วันเกิดเหตุ เห็นว่าบนตัวจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีข้อความบนร่างกาย แต่ไม่เห็น รปภ. จะไปห้ามปรามจำเลยขณะทำกิจกรรม
พยานรับว่าโดยปกติในพระราชพิธี การแต่งตัวของพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องสาธารณะ แต่ถ้าในบ้านหรือในวังก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพระองค์
.
อาจารย์กฎหมายเห็นว่าการเลียนแบบไม่เป็นความผิด และประชาชนสามารถวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของกษัตริย์ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย
กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (ศูนย์ลำปาง) ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน เบิกความว่า ตนได้รับเชิญจากพนักงานสอบสวนให้ความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับมาตรา 112 ในคดีนี้ โดยพนักงานสอบสวนได้นำภาพถ่ายจำเลยทั้งห้าสวมชุดคร็อปท็อปเดินในสยามพารากอน ถือลูกโป่งรูปสุนัข มีคนถือพานกระเป๋า และมีข้อความเขียนตามร่างกาย นอกจากนี้ยังมีข้อความถอดเทปการพูดคุยของจำเลยที่ 1
พยานเห็นว่า การแต่งกายและข้อความเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าแต่งกายเลียนแบบรัชกาลที่ 10 ซึ่งเคยมีการโพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้แต่งชุดคร็อปท็อปที่มีภาพรัชกาลที่ 10 อยู่ด้วย
พยานเห็นว่าบางข้อความบนร่างกายของจำเลยที่ 1 ไม่ถือเป็นการดูหมิ่นฯ แต่บางข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ เนื่องจากจำเลยแต่งกายเลียนแบบรัชกาลที่ 10 จึงสื่อถึงพระองค์ ส่วนข้อความอื่น ๆ ในจำเลยที่ 2 และ 3 เห็นว่ายังไม่เข้าข่ายชัดเจน
โดยรวมแล้ว การแต่งกายชุดคร็อปท็อป สื่อถึงรัชกาลที่ 10 ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่กลุ่มต่อต้านฯ เผยแพร่ ทำให้บุคคลทั่วไปรู้สึกเกลียดชังหรือเห็นว่าทรงวางตัวไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว ถือลูกโป่งคล้ายสุนัขทรงเลี้ยง และการมีคนถือกระเป๋า เป็นการสื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนรัชกาลที่ 10 และจำเลยที่ 2 เป็นพระราชินี การกระทำเหล่านี้เป็นการตอกย้ำภาพที่ทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียทางออนไลน์
ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานตอบว่าข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้รัฐบาลดูแลทรัพย์สินเหมือนเดิมนั้น จำเลยสามารถเรียกร้องได้ แต่ถ้ามีการใส่ร้าย ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ต้องรับผิดตามกฎหมาย
ตนเห็นว่าประชาชนวิจารณ์พระมหากษัตริย์ได้ตามรัฐธรรมนูญ หากทรงประพฤติไม่เหมาะสมและอยู่ภายใต้กฎหมาย ส่วนการเพิ่มโทษ ม.112 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เพราะเห็นว่านักศึกษาโน้มเอียงคอมมิวนิสต์ การคุ้มครองประมุขรัฐมีทั่วโลก
ส่วนการเรียกรัชกาลที่ 10 ว่า “วชิราลงกรณ์” ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เหมาะสม พยานเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 แต่งชุดคร็อปท็อปเลียนแบบไม่เป็นความผิด และเป็นเสรีภาพของบุคคล โดยประชาชนวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของกษัตริย์ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ หรือให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ผิด ม.112
พยานรับว่าเคยเป็นพยานในคดี ม.112 หลายคดี และเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดทุกคดี พยานติดตามกิจกรรมของจำเลยชุดนี้มานาน เห็นว่าจำเลยต่อต้านสถาบันฯ แต่เข้าใจว่าอาจขาดข้อมูลที่ถูกต้อง
พยานไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสถาบันพระมหากษัตริย์และมาตรา 112 ของศาลยุติธรรม แต่จบปริญญาโทด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล งานวิชาการที่ใช้ขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ มีเพียงเขียนหนังสือเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
พยานทราบว่า คำอธิบายของจิตติ ติงศภัทิย์ ระบุว่า มาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ยังมีชีวิตและดำรงตำแหน่งอยู่เท่านั้น
ทนายจำเลยถามเรื่องการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ปฏิบัติตนให้น่าสักการะ ว่าเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 หรือไม่ พยานตอบว่า การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทำได้หากอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และการแต่งกายคล้ายพระมหากษัตริย์ไม่เป็นความผิด
ทนายจำเลยถามเรื่องการแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 พยานตอบว่ามาตรา 34 เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของรัฐ ส่วนความผิดฐานดูหมิ่น เจ้าพนักงานก็วินิจฉัยตามองค์ประกอบความผิด
พยานรับว่า เป็นผู้เขียนความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จำเลยที่ 1 และ 2 เขียนในเดือนสิงหาคม 2563 โดยเคยให้การเรื่องการกระทำความผิดของผู้ต้องหาที่ 1-7 ในเรื่องข่าวการชุมนุมทั่วไป และรับว่าเป็นคนที่ไปยื่นคำร้องให้การเลือกตั้งในปี 2557 เป็นโมฆะ
พยานตอบที่อัยการโจทก์ถามติงว่ามาตรา 112 คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์และอยู่ในหมวดความมั่นคงของรัฐ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6
การแต่งกายเลียนแบบพระราชินีเดนมาร์กต่างจากคดีนี้ เพราะคดีนี้มีเจตนาใส่ความพระองค์ คำว่า “วชิราลงกรณ์” และข้อความประกอบอื่นสื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 การวิจารณ์ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย แต่พฤติกรรมในคดีนี้และข้อความต่าง ๆ เป็นการใส่ความเรื่องพฤติกรรมทางเพศ
จากการถอดเทป ไม่ปรากฏข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ในเทป หนังสือที่พยานเขียนเผยแพร่เรื่องการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญและมาตรา 112 เขียนหลังการชุมนุมใหญ่ เพื่อสร้างความเข้าใจ โดยใช้เวลาศึกษาทั้งกฎหมายไทยและต่างประเทศ
.
อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่นฯ ส่วนภาพถ่าย ร.10 กับเจ้าคุณพระสินีนาถไม่ทราบว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่
อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เบิกความว่า ปลายปี 2564 พนักงานสอบสวนให้ดูรูปจำเลย 5 คน จำได้ว่าคือ เพนกวิน, ปนัสยา, เบนจา, จำเลยที่ 4 และภาณุพงศ์ ตามตัวขอสามคนแรกมีการเขียนข้อความบนร่างกายเป็นข้อความหมิ่นประมาทกษัตริย์และกลุ่มจำเลยยังโพสต์เฟซบุ๊กเป็นรูปรัชกาลที่ 10 และเจ้าคุณพระสินีนาถ ทรงฉลองพระองค์ชุดครอปท็อป และมีการปราศรัยดูหมิ่นสถาบันฯ
นอกจากนี้ จำเลยทั้งห้ายังยืนชู 3 นิ้วที่หน้าร้าน SIRIVANNAVARI ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านพระมหากษัตริย์ เลียนแบบจากภาพยนตร์ Hunger Games การกระทำของจำเลยมิใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการละเมิดผู้อื่น ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมประเพณี และเป็นภัยต่อความมั่นคง
พยานให้การตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พนักงานสอบสวนได้นำรายงานสืบสวนพร้อมความเห็นและตำหนิรูปพรรณจำเลยให้ดูคร่าว ๆ ก่อนให้การ โดยพยานมีความรู้ด้านสถาบันกษัตริย์ เคยเป็นอนุกรรมการทฤษฎีศาสตร์พระราชา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยเป็นพยานในคดี ม.112 มาประมาณ 20 คดี
พยานปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สถาบันกษัตริย์และกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องการเรี่ยไรเงินซื้อเรือรบหลวงพระร่วงสมัย ร.6, ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัย ร.6, การที่กระทรวงการคลังฟ้อง ร.7 ก่อนปี 2475, การตรารัฐธรรมนูญ 2475, และมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ธรรมนูญฯ 2475
พยานเห็นว่าข้อความตามตัวจำเลยเป็นการดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 เนื่องจากมีบริบทแวดล้อม เช่น มีพระบรมฉายาลักษณ์, ข้อความ ‘ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์’ ที่แขนจำเลย, การแต่งกาย และภาพถ่ายในรายงานการสืบสวน
ทนายจำเลยถามเรื่องรายงานการสืบสวนซึ่งระบุว่าการชุมนุมมีสาเหตุจากเยาวชนถูกดำเนินคดี ม.112 เพราะใส่ชุดครอปท็อป พยานรับว่ามีข้อความดังกล่าว และภาพถ่ายมีรูป ร.10, ข้อความ “20 ธันวาคม ใส่ครอปท็อปพร้อมกันยกเลิก 112 ใคร ๆ ก็ใส่ครอปท็อป” และรูปเจ้าคุณพระสินีนาถ พยานไม่ตอบว่าเจ้าคุณพระฯ เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ 10 อย่างไร หรือใช่พระราชินีสุทิดาหรือไม่
พยานอธิบายว่า เจ้าคุณพระฯ ไม่ใช่พระบรมวงศานุวงศ์ แต่ปฏิเสธที่จะตอบถึงความเกี่ยวข้อง ส่วนผู้ชายในภาพถ่ายเข้าใจว่าเป็นรัชกาลที่ 10 แต่ไม่ทราบว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่ พยานรับว่าจัสติน บีเบอร์ใส่ชุดครอปท็อปเป็นประจำ แต่ไม่ทราบว่าเป็นแฟชั่นวัยรุ่นไทยหรือไม่ พยานเห็นว่าทรงสวมชุดครอปท็อป หรือชุดว่ายน้ำก็เป็นเรื่องส่วนพระองค์ แต่จำเลยมีเจตนาล้อเลียนและดูหมิ่น
พยานโต้แย้งเรื่องธรรมเนียมการเรียกพระนาม และยืนยันว่าคำว่า ‘แม่ผมไม่ได้มีชู้’ เป็นการดูหมิ่น ร.10 เพราะมีบริบทส่อเจตนาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ คำว่า ‘แม่’ หมายถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และมีข้อความ ‘ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์’ ที่แขน แต่หากพูดในบริบทอื่น เช่น เดินตลาด จะไม่ถือเป็นการหมิ่นกษัตริย์ จากนั้นพยานมีการโต้เถียงกับทนายจำเลยที่ 1 โดยพยานชี้หน้าและกล่าวว่า ‘ไอบ้ากาม’ ซึ่งศาลได้ตักเตือนให้สงบ
พยานรับว่าเคยอ่านข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ แต่จำไม่ได้ว่ามีข้อใดเป็นการดูหมิ่นกษัตริย์หรือไม่ ทราบว่าการชู 3 นิ้ว มาจากภาพยนตร์ Hunger Games และการปฏิวัติฝรั่งเศส สัญลักษณ์ดังกล่าวหมายถึง เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านประมุขแห่งรัฐ แต่ไม่ทราบว่ากลุ่มจำเลยชู 3 นิ้วเพื่อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. ประยุทธ์ลาออก 2. แก้รัฐธรรมนูญ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
ทนายจำเลยถามพยานว่าเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่ พยานไม่ขอตอบ เมื่อถามถึงเอกสารข่าวที่พยานถูกร้องเรียนกรณีโพสต์สนับสนุนการรัฐประหาร พยานก็ไม่ขอตอบ พยานได้ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ประมาณ 4-5 ปี ผลงานคือตำราสถิติ ตำแหน่งและหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ พยานและครอบครัวไม่เคยเป็นข้าราชบริพาร
หนังสือ “ความจริงสถาบันกษัตริย์ที่ถูกบิดเบือน” เป็นงานวิจัยส่วนตัว ตีพิมพ์ที่สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ ไม่ได้อ้างอิงหลักวิชาการ เพราะข้อมูลมาจากการสัมภาษณ์ข้อมูลปฐมภูมิเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ประสงค์จะตอบว่าสัมภาษณ์ใคร
พยานเห็นว่า คำว่า “สถาบันกษัตริย์” หมายถึงอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงที่ทำงานใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ ตามประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์
ทนายจำเลยถามเกี่ยวกับภาพถ่ายในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงฉลองพระองค์ชุดครอปท็อป ซึ่งพยานเคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นภาพส่วนพระองค์ แต่วันนี้เบิกความว่าอาจเป็นภาพตัดต่อ พยานตอบว่า ถ้าเป็นภาพจริงก็เป็นข้อมูลส่วนพระองค์ การเผยแพร่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาต
พยานรับว่าตามเนื้อตัวจำเลยที่ 1 และ 3 ไม่มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 สุนัขทรงเลี้ยงชื่อฟูฟู แต่ตุ๊กตาที่จำเลยที่ 1 ถือคล้ายสุนัขนั้นพยานไม่ทราบว่าเป็นสุนัขพันธุ์ใด พยานไม่ได้เป็นที่ปรึกษากลุ่มไทยภักดีและไม่มีตำแหน่งใด ๆ แต่เคยร่วมงานหรือกิจกรรม เมื่อถามถึงการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พยานตอบว่าสถาบันมีการปรับตัวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปฏิรูป
พยานยอมรับว่าเคยเขียนบทความลงในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์เกือบทุกสัปดาห์ แต่ไม่ขอตอบว่าคำว่า ‘แกนนำสามสัส’ หมายถึงจำเลยหรือไม่ พยานเคยร่วมชุมนุม กปปส. ปี 2557 และได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการทฤษฎีศาสตร์พระราชาหลังรัฐประหาร ดำรงตำแหน่งประมาณ 2 ปี
พยานไม่ได้จบการเมืองการปกครอง และวิทยานิพนธ์ไม่เกี่ยวกับสถาบันฯ แต่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเมือง เคยเบิกความในคดี ม.112 ของ ทิวากร วิถีตน ที่ศาลขอนแก่น และเคยให้การต่อพนักงานสอบสวนในคดี ม.112 มาประมาณ 100 คดี โดยเห็นว่าไม่เป็นความผิดเพียง 5-6 คดี ในคดีทิวากร พยานเห็นว่าเป็นการกระทำผิด ม.112 แต่ศาลขอนแก่นยกฟ้อง และเคยร่วมกับกลุ่มไทยภักดีเสนอแก้ ม.112 ให้คุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ด้วย
เมื่อถามว่า หาก ม.112 คุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี การกล่าวถึงปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นอดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จะรวมอยู่ในผู้ถูกคุ้มครองตาม ม.112 หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นหน้าที่ของศาลวินิจฉัย
พยานดูเอกสารเฉพาะที่พนักงานสอบสวนนำมาให้ดูและรับรอง ซึ่งมีภาพและขั้นตอนการกระทำของจำเลยโดยละเอียด แต่จำไม่ได้ และไม่ได้ลงลายมือชื่อรับรอง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดให้ลง
พยานตอบอัยการโจทก์ถามติงว่าไม่มีหลักสูตรใดสอนเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ไม่ตอบทนายจำเลยถามค้านพยาน เพราะเห็นว่า ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีนี้
ตนทำงานเกี่ยวกับการเมืองการปกครองหลายด้าน โดยได้ทุนการศึกษาจากสถาบันพระปกเกล้ามา 2 ทุน ทุนที่ 1 เรื่องสีสะท้อนสีภาพพจน์ในความคิดที่คนไทยมีต่อกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ทุนที่ 2 เป็นตัวแบบทำนายผลเลือกตั้งของประเทศไทย ซึ่งได้ออกหนังสือโดยสถาบันพระปกเกล้าอีก 2 เล่ม
.
อาจารย์ด้านการแสดงตอบทนายจำเลยว่าหากพระมหากษัตริย์ไทยทรงแต่งกายชุดครอปท็อปไปเดินห้าง ประชาชนก็สามารถวิจารณ์โดยสุจริตได้
ตรีดาว อภัยวงศ์ อาจารย์พิเศษด้านศิลปะการแสดง เบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญว่า จากการตรวจสอบสื่อออนไลน์และภาพถ่ายของทางตำรวจ พบว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกได้แสดงพฤติการณ์ใส่เสื้อครอปท็อปเลียนแบบในหลวงรัชกาลที่ 10 พร้อมข้อความเสียดสีตามร่างกาย และชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว บริเวณสยามพารากอน ซึ่งสื่อถึงการรณรงค์ยกเลิก ม.112 และปฏิรูปสถาบันฯ
ตนเข้าใจว่าการใส่เสื้อครอปท็อปมีเจตนาล้อเลียนเสียดสี เนื่องจากเคยเห็นภาพพระองค์ในชุดลักษณะเดียวกันในโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นภาพจริงหรือไม่ ซึ่งแม้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใส่ชุดนี้ได้
เมื่อพิจารณาจากบริบทและวัจน-อวัจนภาษาของจำเลย ทำให้เข้าใจว่ามีเจตนาเลียนแบบรัชกาลที่ 10 ในเชิงด้อยค่าและหมิ่นประมาท ข้อความและการแสดงประกอบ การกล่าวถึงร้าน SIRIVANNAVARI บ่งชี้ว่าจำเลยพยายามสื่อสารว่ากำลังแสดงตนเป็นรัชกาลที่ 10 ข้อความที่เขียนบนร่างกายตามภาพถ่าย ยิ่งแสดงเจตนาเหยียดหยาม เสียดสี และทำให้สถาบันฯ ดูด้อยค่า ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่ติดตามข่าวหลงเชื่อและลดทอนความเคารพ
พยานเห็นว่า การแสดงของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ และเป็นการละเมิดความรู้สึกของผู้ที่ศรัทธาในสถาบันฯ เพราะเป็นการเสียดสี หมิ่นประมาท ใส่ความพระมหากษัตริย์และสถาบันฯ ซึ่งไม่ควรกระทำ แม้จะมีเจตนาเสียดสีบุคคลใดก็ตาม โดยพยานได้ให้การไว้ตามบันทึกคำให้การ
พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทราบข่าวกิจกรรมของจำเลยจากสื่อ เคยให้การว่าทราบว่าบุคคลในภาพชุดครอปท็อปในห้างที่เยอรมัน คือรัชกาลที่ 10 แต่ไม่ทราบว่าเป็นภาพจริงหรือไม่ โดยพยานเห็นว่าไม่เหมาะสมด้วยวัย แต่เป็นสิทธิส่วนบุคคล หากไม่สวมขณะปฏิบัติหน้าที่
พยานไม่แน่ใจเรื่องละครล้อเลียนกษัตริย์สมัยอยุธยา แต่ทราบว่าพระราชินีเดนมาร์กเคยมอบรางวัลให้นักแสดงล้อเลียนพระองค์ ทนายจำเลยถามว่าการเขียนข้อความ ยกเลิก มาตรา 112 และ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นการดูหมิ่นหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ หากไม่มีองค์ประกอบและบริบทอื่น พยานเห็นว่าการเรียกร้องยกเลิก ม.112 ไม่เป็นการดูหมิ่นฯ หากไม่มีพฤติกรรมอื่นประกอบ และทราบว่า ร.9 เคยตรัสว่าสามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ได้ ถ้าทำผิดพลาด
พยานเห็นว่าประชาชนสามารถวิจารณ์แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้ แต่ต้องไม่ละเมิด หมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น ส่วนข้อความที่เชื่อมโยงการดำเนินคดี 112 กับการใส่เสื้อกล้ามเอวลอย พยานตอบไม่ได้ว่าหมิ่นประมาทใครหรือไม่ เพราะตรรกะไม่สมบูรณ์
พยานเห็นว่าข้อความบนตัวจำเลยสื่อถึงรัชกาลที่ 10 และเข้าใจว่าจำเลยต้องการสื่อว่าไม่เคารพพระมหากษัตริย์ แต่การกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำให้พยานไม่เลื่อมใสศรัทธา
การล้อเลียนพระมหากษัตริย์ขึ้นอยู่กับกฎหมายและบริบทของแต่ละประเทศ พยานทราบว่าเดนมาร์กมีกฎหมายคุ้มครองประมุข พยานเห็นว่าหากพระมหากษัตริย์ไทยทรงแต่งกายชุดครอปท็อปไปเดินห้าง ประชาชนก็สามารถวิจารณ์โดยสุจริตได้ และทราบว่ารัชกาลที่ 6 เคยถูกวิจารณ์เรื่องเล่นละครโดยสุจริตและไม่ได้เอาความ
พยานไม่มีผลงานตีพิมพ์ระดับชาติ เคยร่วมก่อตั้งพรรคกล้าซึ่งมีนโยบายไม่แก้ไข ไม่ยกเลิก ม.112 พยานไม่แน่ใจวิธีการที่พนักงานสอบสวนติดต่อไปให้การ ส่วนการมาศาลจะมีหมายเรียกให้มา
พยานรู้จักมิสเตอร์บีน แต่ไม่รู้จักโรวาน อัทคินสัน ทราบว่ามิสเตอร์บีนแสดงเสียดสีราชวงศ์อังกฤษ พยานไม่ทราบว่าพระมหากษัตริย์เป็นบุคคลสาธารณะหรือไม่ ทนายจำเลยถามเรื่องพระมหากษัตริย์มีภรรยาหลายคนประชาชนควรรู้หรือไม่ พยานตอบว่าขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์จะอยากให้รู้หรือไม่
อัยการโจทก์ถามติง โดยให้ดูภาพหน้าจอที่ตำรวจถ่ายมา พยานตอบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์บนเฟซบุ๊กไม่สมเหตุสมผลและกำกวม เพราะไม่เคยได้ยินว่ามีการดำเนินคดี ม.112 เพียงแค่ใส่เสื้อกล้ามเอวลอย
ตนเห็นว่าเหตุของคดีนี้ไม่สุจริต ไม่เหมือนการวิจารณ์รัชกาลที่ 6 หากวิจารณ์การแต่งกายที่ไม่เหมาะสมของรัชกาลที่ 10 ตามภาพถ่ายจริงสามารถทำได้ แต่ไม่ใช่การแสดงเย้ยหยัน เสียดสี ทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นมนุษย์ และทำให้ผู้รักรัชกาลที่ 10 โกรธแค้น เกลียดชัง นำมาซึ่งความแตกแยกในประเทศ
พยานจำได้ว่าคดีเหตุการณ์ 5 ต.ค. 2519 มีการฟ้องว่าเป็นการแสดงล้อเลียนเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลที่ 10 ในปัจจุบัน) และสถาบันฯ แต่ภายหลังพิสูจน์แล้วว่านักแสดงไม่ได้สื่อถึงพระบรมโอรสาธิราช
.
นิติกรกระทรวงวัฒนธรรม เบิกความว่าการปฏิบัติต่อสถาบันกษัตริย์ควรเป็นไปด้วยความเคารพและเทิดทูน
ภัทร วงศ์ทองเหลือ นิติกร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เบิกความว่า ในเดือนมกราคม 2565 พนักงานสอบสวนขอความเห็นจากกระทรวงวัฒนธรรมกรณีผู้ถูกกล่าวหาตาม ม.112
กระทรวงวัฒนธรรมไม่ใช่หน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นหน้าที่ของสำนักพระราชวังและสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะออกหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ และกระทรวงวัฒนธรรมจะรวบรวมเพื่อเผยแพร่
พยานเบิกความว่าตามระเบียบงานสารบรรณ การเรียกพระมหากษัตริย์ด้วยชื่อเล่นไม่เหมาะสม การใช้รูปต้องได้รับพระบรมราชานุญาต
พยานไม่มีความเห็นกรณีกลุ่มจำเลยสวมเสื้อและเขียนตามร่างกาย แต่เห็นว่าถ้าผู้กระทำประสงค์จะสื่อถึงสถาบันกษัตริย์ถือว่าไม่เหมาะสม การแต่งกายล้อเลียนไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และการปฏิบัติต่อสถาบันกษัตริย์ควรเป็นไปด้วยความเคารพและเทิดทูน
ในช่วงทนายจำเลยถามค้านพยานเบิกความตอบว่า เรื่องระเบียบสารบรรณว่าใช้เฉพาะราชการทั่วไป ไม่มีผลบังคับใช้หรือบทลงโทษประชาชน พยานทราบว่าหลวงพ่อคูณใช้คำว่า “กูมึง” กับรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพฯ ทั้งทราบว่ารัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกการหมอบกราบ
พยานไม่ทราบว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยกเลิกการใช้ราชาศัพท์ ไม่มีความเห็นเรื่องการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ และไม่ทราบว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยวิจารณ์รัชกาลที่ 6
พยานให้การถึงการแสดงในราชสำนักและละครลิเกที่มีตัวละครเป็นกษัตริย์และมีการใช้ราชาศัพท์ แต่ไม่ทราบว่าจะมีการดำเนินคดีกับผู้เล่นลิเกหรือไม่ พยานรู้จักบทละครอิเหนา ทราบว่าอิเหนาเป็นกษัตริย์ที่ชอบผู้หญิงมาก มีภรรยาหลายคนซึ่งในอดีตถือเป็นบารมี แต่ไม่ทราบว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ในบทละครหรือไม่
พยานไม่มีความเห็นต่อกรณีแต่งกายชุดครอปท็อปไปสยามพารากอน ไม่ทราบรายละเอียดของเหตุการณ์พยานดูภาพจำเลยใส่ชุดครอปท็อปแล้วไม่รู้สึกเสื่อมศรัทธาในรัชกาลที่ 10
พยานเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติง เรื่องวิธีการหมอบกราบแบบดั้งเดิมที่ศีรษะต้องแนบพื้นตลอดเวลาจนกว่าจะเสร็จสิ้น ต่างจากปัจจุบันที่เมื่อหมอบกราบแล้วสามารถลุกขึ้นนั่งพับเพียบเก็บเท้าหรือนั่งเก้าอี้ได้
แม้ในชั้นสอบสวนพยานไม่แสดงความเห็น แต่หากผู้กระทำผิดเจตนาให้ผู้อื่นเข้าใจว่าหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ถือเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง แม้พยานไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ทราบเรื่องจากการที่พนักงานสอบสวนมีหนังสือขอความร่วมมือสอบปากคำและส่งเอกสารให้ดู
พยานไม่ทราบว่ากษัตริย์ในบทละครลิเก เรื่องอิเหนา สังข์ทอง หรือระเด่นรันใด มีตัวตนจริง หรือเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรีหรือไม่
.
.
บันทึกการสืบพยานฝ่ายจำเลย
ป๊อกกี้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันเกิดเหตุ และพยานโจทก์หลายคนชี้ตัวผิดคน
ภวัต หิรัณย์ภณ ขึ้นสาบานตน แต่เนื่องจากไม่นับถือศาสนา คำสาบานจึงแตกต่างจากในรูปแบบที่ศาลจัดเตรียมให้ ศาลให้พยานสาบานตนตามแบบพิมพ์ของศาล โดยพยานสาบานต่อหลักสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม ก่อนจะตอบทนายจำเลยซักถาม
ปัจจุบันภวัตอาศัยอยู่กับพ่อ อายุ 65 ปี และยาย อายุ 90 ปี เป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัว ก่อนหน้านี้ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน
ทนายจำเลยถามพยานเกี่ยวกับคดีนี้ตามคำฟ้องว่าวันที่ 20 ธ.ค. 2563 พยานได้ไปกระทำตามฟ้องหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้ไป ตนรู้จักห้างฯ สยามพารากอน ก่อนหน้านี้เคยไปบ้างเพราะทำงานแถวถนนสีลม ห้างฯ นี้ใกล้กับที่ทำงาน ปกติจะไปห้างฯ ในช่วงกลางเดือนและปลายเดือนเป็นส่วนใหญ่ มักจะไปในช่วงที่เงินเดือนออก หรือเป็นช่วงสิ้นปี ในบางครั้งหัวหน้างานสั่งให้ไปซื้อของขวัญให้ลูกค้า
ทนายจำเลยถามว่าจากการสืบพยานที่ผ่านมา พยานมีความเห็นว่าตนทำผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ เนื่องจากพยานโจทก์อ้างว่าผู้กระทำความผิดอายุ 17 ปี 4 เดือน ในขณะที่ในวันตามฟ้องพยานอายุ 38 ปีเศษ พยานถูกใส่ความจากเจ้าหน้าที่รัฐ พยานโจทก์ที่มาเบิกความก็ชี้ตัวพยานผิดคน บอกว่าเป็นจำเลย แต่กลับชี้คนอื่น พยานโจทก์บางปากเบิกความด้วยว่าไม่มีจำเลยที่ 4 ในห้องพิจารณา
ทนายจำเลยถามพยานว่าภาพในเอกสารในคดี มีภาพพยานบ้างหรือไม่ พยานจึงขอดูและตอบว่าในภาพไม่ใช่พยาน เพราะรูปร่างไม่เหมือนและพยานไม่ใช่คนถ่ายภาพ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นพยาน
ในช่วงอัยการโจทก์ถามค้าน พยานยืนยันว่าภาพถ่ายในคดีไม่มีภาพพยาน อัยการโจทก์ได้ถามว่าตามคำฟ้องระบุว่าพยานอายุ 36 ปี ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าเป็นไปตามคำฟ้อง
อัยการโจทก์ถามว่า พยานโจทก์ที่ชี้ตัวพยานผิดมีใครบ้าง พยานตอบว่ามีปากพนักงานรักษาความปลอดภัย แต่พยานจำชื่อไม่ได้เพราะพยานโจทก์มีหลายปาก และมีการเบิกความด้วยว่าจำเลยที่ 4 คือตัวพยาน ไม่ได้อยู่ในห้อง
อัยการโจทก์ให้พยานดูว่าคำให้การชั้นสอบสวนของพยานไม่ได้ให้การว่าวันเกิดเหตุไม่ได้ไปที่ห้างฯ สยามพารากอนใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ได้ให้การว่าจะให้การเป็นหนังสือในภายหลัง ไม่ได้ให้การว่าวันเกิดเหตุไม่ได้ไป พยานให้การดังกล่าวเนื่องจากถูกใส่ความในการดำเนินคดี พยานโจทก์ที่มาเบิกความตนไม่รู้จัก แต่มีบางคนที่รู้จักผ่านสื่อ
พยานตอบทนายจำเลยถามติงว่า พยานไม่ได้ลงลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายในคดี เนื่องจากพยานไม่ได้ถ่ายยืนยันไม่ได้ว่าคนในภาพเป็นพยาน และคนในภาพก็ไม่ใช่พยาน
