จับตา ฟังคำพิพากษาอุทธรณ์คดี ม.112-116 ของ “3 ราษฎรใต้” ที่พัทลุง หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง-อัยการอุทธรณ์ต่อ

ในวันที่ 9 ต.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีของ “สามราษฎรใต้” ได้แก่ “เตย” (สงวนชื่อสกุล) นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, อลิสา บินดุส๊ะ อดีตสมาชิกกลุ่มนักกฎหมายอาสา Law Long Beach โดยปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ ศุภกร ขุนชิต บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 (2) (3) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) 

คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา และอัยการได้ยื่นอุทธรณ์ต่อมา โดยก่อนหน้านี้ศาลส่งหมายแจ้งนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในวันที่ 6 ส.ค. 2568 แต่เมื่อจำเลยทั้งสาม ทนายความ และนายประกัน เดินทางไปตามนัด จึงเพิ่งทราบว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังอยู่ระหว่างจัดทำคำพิพากษา ศาลจึงให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไป

.

จำเลยต่อสู้ข้อความไม่เข้าข่าย ม.112-ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายและโพสต์ภาพตามฟ้อง

คดีนี้มี ร.ต.อ.รณกร หุ้มขาว ตำรวจฝ่ายสืบสวนของ สภ.เมืองพัทลุง เป็นผู้กล่าวหา ว่าทั้งสามคนได้ร่วมกันขับขี่รถไปถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ ในตัวเมืองพัทลุง เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 24 พ.ย. 2563 และนำภาพถ่ายดังกล่าวไปใส่ข้อความทางการเมืองประกอบ ก่อนโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊ก “พัทลุงปลดแอก” และ “ประชาธิปไตยในด้ามขวาน” จำนวนรวม 20 ภาพ

อัยการได้สั่งฟ้องคดีโดยแยกเป็น 2 กระทง ได้แก่ กรณีการโพสต์ภาพในเพจ “พัทลุงปลดแอก” จำนวน 5 ภาพ และกรณีการโพสต์ภาพในเพจ “ประชาธิปไตยในด้ามขวาน” จำนวน 15 ภาพ โดยบรรยายฟ้องกล่าวหาว่า ภาพและข้อความทั้งหมดมีเจตนาพาดพิงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี เป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น ใส่ความ และแสดงความอาฆาตมาดร้าย โดยประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะต่อพระมหากษัตริย์

จำเลยทั้งสามได้ให้การปฏิเสธ โดยต่อสู้คดีว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโพสต์ภาพดังกล่าว และข้อความไม่ได้เข้าข่ายมาตรา 112 โดยจากพยานหลักฐานที่มีไม่สามารถบอกได้ว่าเพจตามฟ้องเกี่ยวข้องกับจำเลย หรือใครเป็นผู้โพสต์ถ่ายภาพและโพสต์ข้อความ ขณะที่เอกสารหลักฐานของตำรวจ ก็ไม่มี URL ของเพจประกอบ อาจมีการตัดต่อและใส่ข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยที่ฝ่ายจำเลยยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเข้าเบิกความ เห็นว่าข้อความตามภาพต่าง ๆ ไม่เข้าข่ายมาตรา 112

นอกจากทั้งสามคนในคดีนี้ กรณีนี้ยังมี “เบลล์” ขณะเกิดเหตุเขาอายุ 17 ปี ถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกันด้วย แต่ถูกแยกดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง โดยคดีของเบลล์ ในชั้นศาลอุทธรณ์ พิพากษาว่ามีความผิดใน 1 กระทง ยกฟ้องอีก 1 กระทง ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติต่าง ๆ และคดียังอยู่ระหว่างฎีกา

ย้อนอ่านสรุปประมวลการต่อสู้คดีนี้ คดี ม.112-116 “3 ราษฎรใต้” กรณีโพสต์ภาพสถานที่ในพัทลุง พร้อมใส่ข้อความการเมืองปี 2563

.

ศาลยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ ทั้งประจักษ์พยาน-กล้องวงจรปิด-สัญญาณมือถือ ยังไม่มีน้ำหนัก

ต่อมาวันที่ 13 ก.พ. 2567 ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ในคดีนี้ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ได้แก่ ประเด็นประจักษ์พยาน ซึ่งมีพยานโจทก์ 1 คน อ้างว่าเห็นรถยนต์ที่นำไปก่อเหตุถ่ายภาพในเมืองพัทลุง แต่พยานจำได้แค่เพียงสีรถกับป้ายทะเบียนยาว และในชั้นสอบสวนตำรวจไม่ได้เรียกพยานปากนี้มาสอบสวน ว่ารถที่พยานเห็น คือรถที่ใช้กระทำความผิดหรือไม่

ส่วนประเด็นภาพจากกล้องวงจรปิด ก็พบว่าไม่ชัดเจนเพียงพอจะระบุว่าเป็นรถของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยภาพสีของรถไม่ชัดเจน และยืนยันไม่ได้ว่ารถคันดังกล่าวคือรถที่ใช้กระทำความผิด

และประเด็นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แม้เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่าตรวจสอบพบอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ แต่ก็ยืนยันไม่ได้ว่าคุยอะไรกัน และจำเลยอยู่ที่เดียวกับสัญญาณโทรศัพท์จริงหรือไม่

เมื่อจำเลยทั้งสามปฏิเสธตลอดมา และพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ คดีนี้เป็นคดีมีอัตราโทษสูง จึงต้องยกประโยชน์แห่งเหตุอันควรสงสัยให้แก่จำเลย พิพากษายกฟ้อง

แต่ศาลได้มีคำสั่งให้ออกหมายขังจำเลยทั้งสามระหว่างอุทธรณ์คดี เนื่องจากเห็นว่าแม้พิพากษายกฟ้อง แต่ยังอยู่ในระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 72 (6) ที่ให้อำนาจศาลสั่งขังจําเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดได้ ทำให้จำเลยทั้งสามคนต้องทำการประกันตัว 

ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยใช้ตำแหน่งนักวิชาการของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จำนวน 2 คน 

.

อัยการอุทธรณ์ต่อ-ฝ่ายจำเลยโต้แย้ง พยานหลักฐานโจทก์ยังมิพิรุธสงสัย 

ต่อมา พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงได้ยื่นอุทธรณ์คดี โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยสรุปโจทก์นำเสนอว่าจากข้อมูลพยานโจทก์ปากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่าง ๆ จำเลยที่ 3 (ศุภกร) มีพฤติการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองในจังหวัดพัทลุงร่วมกันกับ “เบลล์” เยาวชนที่ถูกแยกดำเนินคดี ในลักษณะเป็นแกนนำ “กลุ่มพัทลุงปลดแอก” จึงน่าเชื่อว่าในการโพสต์ข้อความและภาพประกอบสถานที่ต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำการกับเบลล์ ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ เบลล์ย่อมต้องปรึกษาหารือก่อน 

อัยการระบุข้อมูลจากพยานโจทก์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อ้างตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ โดยการขอจากผู้ให้บริการ ในคืนเกิดเหตุ สัญญาณโทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 พบการโทรหาจำเลยที่ 2 (อลิสา) และพบการโอนเงินอยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุและมีการเคลื่อนที่ไปตลอดเวลา จึงเชื่อว่าเดินทางไปกับรถยนต์ โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่พบรถยนต์ลักษณะคล้ายรถที่จำเลยที่ 1 (เตย) ครอบครอง แล่นทำกิจกรรมอยู่บริเวณอำเภอเมืองพัทลุง 

อัยการยังระบุข้อมูลของพยานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ครอบครองดังกล่าว เคยถูกจำเลยที่ 2 ขับไปทำกิจกรรมการชุมนุมที่อำเภอหาดใหญ่ และอ้างว่าจำเลยทั้งสามใช้รถยนต์ดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการร่วมกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองเป็นประจำ แม้จะไม่สามารถตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดได้ว่ากลุ่มบุคคลที่ใช้รถยนต์คันดังกล่าวในคืนเกิดเหตุเป็นผู้ใด แต่จากข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือของจำเลยทั้งสามในบริเวณต่าง ๆ ในท้องที่พัทลุงในลักษณะเคลื่อนที่ไปมา ประกอบกับจำเลยทั้งสามร่วมกิจกรรมทางการเมืองในท้องที่จังหวัดพัทลุงและสงขลา ทำให้พยานหลักฐานสอดคล้องกันว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ และโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊กสองเพจดังกล่าว 

ขณะที่ฝ่ายจำเลย ก็ได้ยื่นโต้แย้งอุทธรณ์ของโจทก์ โดยจากพยานหลักฐานของตำรวจ ในรายงานการสอบสวนคดีนี้ ระบุกรณีเพจเฟซบุ๊ก “พัทลุงปลดแอก” นั้น จำเลยทั้งสามมิได้เป็นผู้ดูแลเพจดังกล่าว ส่วนเพจ “ประชาธิปไตยในด้านขวาน” โจทก์ก็ไม่สามารถทำการตรวจสอบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ดูแล เจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่ได้มีการตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือของจำเลยทั้งสามไปตรวจสอบ

ที่โจทก์อ้างเกี่ยวกับบทบาทของจำเลยที่ 3 ในกิจกรรมชุมนุมในจังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 3 ก็เพียงแต่เข้าร่วม และได้ร่วมถือไมโครโฟนพูด โดยที่ประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในกิจกรรมดังกล่าวได้ ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 3 กับ “เบลล์” มีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจกรรมแต่อย่างใด 

ส่วนประเด็นเรื่องสัญญาณโทรศัพท์พบว่า โจทก์มิได้มีการจัดทำหรือส่งเอกสารจากหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงในด้านนี้ ไม่มีการสอบคำให้การผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ เป็นการจัดทำข้อมูลของตำรวจเอง ซึ่งมิได้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง โดยใช้แอพพลิเคชั่น G-net Track Lite ซึ่งเป็นการอ่านค่าตามแอพดังกล่าว และข้อมูลยังเป็นไฟล์ลักษณะ Excel ที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลได ้

ทั้งการตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์ที่อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ในช่วงดึกของวันที่ 24 พ.ย. 2563 พบที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา แต่จากนั้นสองชั่วโมงเศษ พบที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ทั้งที่เส้นทางดังกล่าวควรใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง ทำให้พยานหลักฐานยังมีพิรุธน่าสงสัย และไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ 

ในส่วนของรถยนต์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครองครอง ก็พบว่าพยานหลักฐานระบุได้เพียงรุ่นและสีของรถ แต่กล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ไม่สามารถบันทึกแผ่นป้ายทะเบียน รวมทั้งไม่ได้มีการส่งภาพเคลื่อนไหวของกล้องดังกล่าวเข้ามาในคดี เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายได้ตรวจสอบ และไม่ได้ส่งตรวจกับสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ว่ารถยนต์ที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ครอบครอง เป็นคันเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด พยานหลักฐานจึงยังเป็นที่น่าสงสัย 

พยานปากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรวจสอบ ยังตอบคำถามค้านว่า กรณีตรวจสอบเซลล์ไซส์ หรือเสาสัญญาณโทรศัพท์ ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าอยู่ในตำแหน่งใด ระบุได้เพียงพื้นที่กว้าง ๆ จึงยังไม่อาจคาดเดาไปได้ว่าจำเลยอยู่ในรถคันเดียวกัน ทั้งปกติวิสัยหากโดยสารรถคันเดียวกันแล้ว ย่อมไม่มีการโทรศัพท์ติดต่อหากันแต่อย่างใด 

โดยรวมแล้วโจทก์จึงไม่มีประจักษ์พยานและพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยทั้งสามกระทำการตามฟ้อง มีแต่เพียงพยานแวดล้อมที่ไม่มีความหนักแน่นมั่นคงชัดเจน จึงยังไม่สามารถรับฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัย

.

X