7 ก.ค. 2568 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความได้เข้าเยี่ยมอานนท์ นำภา ที่ถูกคุมขังในระหว่างอุทธรณ์คดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ รวมกัน 10 คดี หลังศาลมีคำพิพากษาชั้นต้นออกมา และยังไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี จนปัจจุบันเขามีโทษจำคุกรวมกันเป็น26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษ แล้ว
ตลอดระยะเวลาที่อานนท์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ อานนท์มีนัดหมายออกศาลหลายต่อหลายครั้งเพื่อมาทำหน้าที่ทั้งทนายความและจำเลยในคดีจากการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ทั้งในคดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ
อานนท์ได้ฝากข้อความออกมาเกี่ยวกับกรณีการพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรมของเขา ที่บางครั้งก็ถูกสั่งให้เป็นการพิจารณาคดีลับ หรือบางครั้งก็ถูกสั่งไม่ให้เผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี อานนท์ได้ฝากข้อความที่มีเนื้อหาสาระสำคัญว่า ตัวของเขาเองจะเป็นบทบันทึกเรื่องราวภาพสะท้อนปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 และให้ผู้คนในกระบวนการยุติธรรมได้ฉุกคิดและเห็นปัญหาดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน
ข้อความในจดหมายดังกล่าว มีเนื้อหาดังต่อไปนี้
“จำนวนคนที่สนใจเข้าฟังคำพิพากษา มาตรา 112 ของผม จากคดีแรกเมื่อ 25 กันยายน 2566 กระทั่งคดีล่าสุด 25 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มีจำนวนไม่ลดลง ซ้ำยังมีการเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เป็นที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งกำลังใจผ่านทางความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่สังคมเก่ากำลังหวาดกลัว
พวกเขาหวังว่า เวลาที่ยาวนานจะทำให้การรับรู้และความสนใจของคนลดลง แต่มันกลับเป็นในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้คนยิ่งตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมไทยมากขึ้น ทางเดียวที่พวกเขาจะทำได้ คือช่วยกันเอาใบบัวมาปิดความฟอนเฟะ และเมื่อปิดสิ่งนั้นไม่มิด ก็เอามาปิดหูปิดตาผู้คนเสีย
เหตุผลประการสำคัญที่ผมไม่ลี้ภัยการเมือง คือต้องการใช้กรณีของผมเป็นภาพสะท้อนความอัปลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมในมาตรา 112 และใช้ตัวเองเป็นบทบันทึกเรื่องราวในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การพูดความจริงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความปรารถนาดีที่จะทำให้สังคมตื่นรู้
เวลาไม่ได้อยู่ข้างเราเพียงอย่างเดียว แต่เวลายังทำหน้าที่พิสูจน์สิ่งที่เราต่อสู้ให้เห็นภาพเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนถึงความขัดแย้งและปัญหาในสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม เวลาที่ยาวนาน ความยากลำบากและปัญหาสารพัน ที่เป็นปราการขวางกั้นการต่อสู้ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเช่นกัน คดีมาตรา 112 ของผมหลายคดีถูกสั่งให้พิจารณาลับและไม่ให้เผยแพร่ บางคดีถึงขนาดหลีกเร้น พยายามหลบหน้าสาธารณชน ในการอ่านคำพิพากษาผมเฝ้าถามในใจทุกครั้งที่เผชิญภาวะเช่นนั้นว่า
” ถ้ามั่นใจว่า คำพิพากษานั้นยุติธรรม แล้วท่านจะกลัวอะไร “
ในวันที่ข้อเท้าต้องมีแผลเป็นอันเกิดจากโซ่ตรวน ผมยังปรารถนาอย่างแน่วแน่ ที่จะใช้ชีวิตเป็นบทบันทึกและเป็นภาพสะท้อนความอัปลักษณ์ของมาตรา 112 ต่อไป และเพื่อเป็นการย้ำเตือนความอยุติธรรมที่ได้รับ ผมจึงโกนคิ้วตัวเอง 1 ข้าง เพื่อที่ทุกครั้งที่มองตัวเองผ่านกระจก ผมจะได้ไม่ลืมมัน
หากการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของผม พอจะมีคุณูปการอยู่บ้าง ผมขอให้มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนในกระบวนการยุติธรรม ได้โปรดฉุกคิดและเห็นถึงความอัปลักษณ์ของมันเสียที
สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้มิตรสหายที่ร่วมต่อสู้กันมา
จากวันแรก จนถึงวันนี้ เรามาไกลเกินกลับไปนับ 1 แล้ว”
เชื่อมั่นและศรัทธา
อานนท์ นำภา
7 กรกฎาคม 2568
เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
.
ตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. – มิ.ย. 2568 พบว่าการพิจารณาคดีของศาลอาญา มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในรายคดี อย่างน้อย 7 คดีแล้ว ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นคดีข้อหามาตรา 112 และคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจ ระบุห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
หากย้อนไปวันที่ศาลเริ่มใช้คำสั่งดังกล่าวเป็นครั้งแรก นั่นคือวันที่ 28 มี.ค. 2568 ศาลอาญา มีนัดฟังคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาลของ อานนท์ นำภา นอกจากศาลจะให้นำตัวอานนท์ไปอ่านคำสั่งในห้องเวรชี้ ซึ่งประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์คดีที่เดินทางไปติดตามคดีไม่สามารถเข้าฟังได้แล้ว อานนท์ยังพยายามแสดงออกประท้วงการอ่านคำสั่งในลักษณะที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน โดยการถอดเสื้อประท้วง และเตะขาซึ่งสวมโซ่กุญแจข้อเท้าสลับซ้ายขวาไปเรื่อย ๆ ระหว่างศาลอ่านคำสั่ง
จนเมื่อหลังอ่านคำสั่ง พบว่าศาลมีการบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาคดีเป็นคำสั่งห้ามเผยแพร่ในลักษณะดังกล่าว
และนับจากนั้นเป็นต้นมา การพิจารณาคดีมาตรา 112 และคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจในศาลอาญา เริ่มพบว่ามีคำสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีเป็นระยะเรื่อยมาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา จนปัจจุบันพบว่ามีถึง 7 คดีแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้มีคดีที่อานนท์เป็นจำเลยทั้งสิ้น 3 คดี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ศาลอาญาเริ่มสั่งห้ามนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีเผยแพร่สู่สาธารณะ ในคดี ม.112 – คดีประชาชนให้ความสนใจ
