ทนายความยื่นคัดค้านฝากขัง “ตะวัน – แฟรงค์” ครั้งที่ 4 แม้ไต่สวนพบว่าไม่ฝากขังก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน แต่ศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังต่อ 

วันที่ 20 มี.ค. 2567 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ นัดไต่สวนคำร้องคัดค้านการฝากขัง ผัดที่ 4 ในคดีของสองนักกิจกรรม “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ “แฟรงค์” ณัฐชนนท์ ไชยมหาบุตร จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าบีบแตรใส่ขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567

ศาลมีคำสั่งว่า พิเคราะข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าคดียังอยู่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน ผู้ร้องยังรอผลตรวจภาพวิดีโอจากกล้องหน้ารถของประชาชนว่ามีการตัดต่อหรือไม่จากกองพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิจารณาแล้วจึงมีเหตุจำเป็น ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองเป็นครั้งที่ 4 (อีก 12 วัน)

.

วานนี้ (19 มี.ค. 2567) ทนายความยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง ครั้งที่ 4 และขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาและไต่สวนพนักงานสอบสวนและพยาน ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

ผู้ต้องหาทั้งสองขอเรียนต่อศาลว่า หากเจ้าพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองต่อไป หลังจากครบกำหนดที่ศาลอนุญาต ผู้ต้องหาทั้งสองขอคัดค้านการขอฝากขัง สามารถสรุปเหตุผลได้ 2 ประการดังต่อไปนี้ 

ประการที่ 1 จากการไต่สวนพยานของผู้ร้องที่ผ่านมาไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ๆ ว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีพฤติการณ์หลบหนีหรือมีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏว่าหากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยตัว จะไปกระทำการใด ๆ หรือจะไปรบกวนการสอบสวนในคดีนี้ 

ดังนั้น ผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่า ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นตามข้อกฎหมายใดที่จะขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ในระหว่างการสอบสวนต่อไป 

ประการที่ 2 หากมีการรับฝากขังอีกต่อไปนับจากวันที่ 20 มี.ค. 2567 แล้วผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญา, กฎหมายรัฐธรรมนูญ และหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามไว้ และจะเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพต่อผู้ต้องหาทั้งสองเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจทำได้ 

แม้จะมีข้ออ้างว่าหากศาลรับคำร้องขอฝากขังไว้ ผู้ต้องหาทั้งสองหรือประชาชนอื่น ๆ ที่ถูกดำเนินการทางคดีในลักษณะเดียวกันก็อาจใช้สิทธิขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ก็ตาม แต่ผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่จะต้องไปดำเนินการหาเงินหรือหลักทรัพย์ประกันใด ๆ ในการนำมาใช้ขอปล่อยตัวชั่วคราว 

กรณีดังกล่าวจึงเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาทั้งสองอย่างยิ่ง หากไม่ยึดถือหลัก กฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว กรณีดังกล่าวจะทำให้พนักงานสอบสวนหรือฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐใช้ในการคุกคามประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองยังขอถือเอาคำร้องแสดงเหตุผลการคัดค้านการฝากขัง ฉบับลงวันที่ 5 มี.ค. 2567 (คำร้องคัดค้านการฝากขัง ผัดที่ 3) พร้อมเอกสารประกอบคำร้องเป็นส่วนหนึ่งของคำคัดค้านฉบับนี้ด้วย

ส่วนคำร้องขอให้ศาลออกนั่งไต่สวนคำร้องฝากขังครั้งที่ 4 และเรียกให้บุคคลภายนอกมาให้การ ระบุว่า หากศาลพิจารณาเห็นว่าจะต้องมีการไต่สวนคำร้อง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อให้ได้ความเป็นจริงอันถูกต้องตรงความเป็นจริงในการวินิจฉัย ผู้ต้องหาทั้งสองขอให้ศาลได้โปรดเบิกตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาศาลเพื่อพิจารณาไต่สวน โดยผู้ต้องหาทั้งสองต้องการที่จะใช้สิทธิในการรับฟังการไต่สวนต่อหน้าตนเองตามที่กฎหมายให้สิทธิไว้ โดยไม่ต้องการฟังการพิจารณาผ่านจอภาพ เนื่องจากกรณีการพิจารณาดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาทั้งสองอย่างชัดเจน 

หากศาลจะเกรงว่าการเบิกตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาศาลเพื่อฟังการไต่สวนจะเป็นการไม่สะดวกเนื่องจากสุขภาพของผู้ต้องหาทั้งสอง ผู้ต้องหาทั้งสองเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่น่าจะเป็นข้อน่ากังวล เนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2567 ศาลอาญาได้มีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง โดยให้เหตุผลว่า “แม้ผู้ต้องหาจะมีอาการป่วย วิกฤต แต่เมื่อผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดจึงเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง” ดังนั้นผู้ต้องหาทั้งสองจึงขอใช้สิทธิตามกฎหมายให้ศาลเบิกตัวมาฟังการไต่สวน

นอกจากนี้ เพื่อให้การไต่สวนเป็นไปโดยโปร่งใสและยุติธรรม และเพื่อให้ได้ความเป็นจริงในข้อเท็จจริงทุกประการ ผู้ต้องหาทั้งสองจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายเรียกผู้อำนวยการหรือแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ที่ดูแลรักษาผู้ต้องหาที่ 1 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่เป็นผู้ดูแลรักษาผู้ต้องหาที่ 2 เพื่อมาทำการไต่สวนในกรณีเกี่ยวกับอาการความเจ็บป่วยที่ผู้ต้องหาทั้งสองได้มีอาการอยู่ในปัจจุบัน 

ต่อมาหลังยื่นคำร้องดังกล่าว เวลา 13.32 น. ทนายความแจ้งว่า ศาลมีคำสั่งรับคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 4 และเห็นควรให้ไต่สวนทางจอภาพเช่นเดิม เนื่องจากไม่ปรากฏเหตุพิเศษให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ส่วนคำร้องขอให้ศาลออกนั่งไต่สวนและหมายเรียกพยานบุคคลข้างต้นมาไต่สวนนั้น ศาลเห็นว่า รายงานหรือความเห็นของแพทย์ผู้รักษาผู้ต้องหาทั้งสอง ผู้ต้องหาทั้งสองสามารถส่งต่อศาลเพื่อประกอบการไต่สวนได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องหมายเรียกพยานที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์มาไต่สวน ให้ยกคำร้อง

.

วันนี้ (20 มี.ค. 2567) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 813 ครอบครัวของตะวัน เพื่อนนักกิจกรรม และประชาชนทั่วไปเดินทางมาเพื่อพบและให้กำลังใจตะวันและแฟรงค์เต็มห้องพิจารณาคดี 

เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่ศาลได้เชื่อมต่อหน้าจอทีวี ปรากฏภาพแฟรงค์บนหน้าจอซึ่งเชื่อมต่อระบบประชุมออนไลน์มาจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยแฟรงค์นอนหลับตาด้วยความอ่อนเพลียอยู่บนเตียงผู้ป่วยตลอดเวลา สามารถกระพริบตาและขยับมือได้เล็กน้อย และในเวลาที่ถูกเรียกชื่อก็สามารถตอบสนองได้บ้างเป็นบางครั้ง

ส่วนของตะวัน ผู้พิพากษากล่าวว่า เรือนจำแจ้งว่าไม่สามารถประชุมทางจอภาพกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ได้ โดยไม่สามารถเชื่อมต่อผ่านระบบประชุมทางจอภาพของศาล และแจ้งว่า วันนี้เป็นเพียงวันไต่สวน ผู้ถูกคุมขังจะแสดงตัวหรือไม่ก็ได้ บิดาของตะวันจึงแถลงต่อศาลว่า แต่ตะวันต้องการแสดงตัว

ศาลกล่าวว่า การแสดงตัวหรือไม่แสดงตัวไม่มีผลต่อการไต่สวนในวันนี้ และบิดาของตะวันสามารถเยี่ยมตะวันได้อยู่แล้ว โดยศาลระบุว่า ตนเป็นผู้สั่งตามคำร้องขอให้ศาลออกนั่งไต่สวนคำร้องฝากขังครั้งที่ 4 และเรียกให้บุคคลนอกมาให้การเอง เนื่องจากไม่ใช่การไต่สวนเต็มรูปแบบ จึงให้แสดงตัวในจอภาพ และไม่เห็นควรให้บุคลากรทางการแพทย์มาไต่สวนเพราะสามารถส่งรายงานทางการแพทย์มาให้ได้ตลอดเวลา 

ทนายความจึงแถลงต่อศาลว่า ที่ขอให้ศาลเบิกตัวตะวันและแฟรงค์มา เนื่องจากศาลยกคำร้องขอประกันทั้งสองคนโดยระบุเหตุว่า ไม่ได้เจ็บป่วยถึงแก่ชีวิต จึงคิดว่าจะสามารถพามาศาลได้ แต่หากต้องการจะไต่สวนผ่านทางจอภาพก็ยินดี และทนายความได้หันไปอธิบายสถานการณ์กับบิดาและมารดาของตะวัน ทั้งสองคนจึงตัดสินใจให้ไต่สวนต่อไปโดยไม่ต้องติดต่อตะวันผ่านทางจอภาพ

.

เวลาประมาณ 10.55 น. ศาลเรียกให้ พ.ต.ต.ธราดล วงศ์เจริญยศ สารวัตรสอบสวน สน.ดินแดง ซึ่งเป็นผู้ร้องขอฝากขัง เข้าสู่คอกพยานและสาบานตน

พยานเบิกความว่า ตนเป็นหนึ่งในคณะทำงานพนักงานสอบสวนและเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวนในคดีนี้ เหตุในการยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 4 เนื่องจากกองพิสูจน์หลักฐานกลางยังไม่ส่งคลิปวิดีโอกล้องหน้ารถยนต์ของประชาชนในบริเวณที่เกิดเหตุมาให้ เพราะยังตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่เสร็จสิ้น

พยานเบิกความต่อไปว่า ไม่มีอย่างอื่นที่ต้องรอแล้ว หากได้คลิปวิดีโอดังกล่าวมาก็สามารถทำความเห็นส่งพนักงานอัยการให้พิจารณาต่อไปได้ พยานเบิกความอีกว่า เมื่อวานพยานได้ทำหนังสือไปทวงถามคลิปวิดีโอแต่ทราบว่ายังไม่เสร็จสิ้น หลังจากนี้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ พยานสามารถสอบสวนและสรุปหลักฐานให้เสร็จสิ้นในการฝากขังครั้งที่ 4 ได้

ช่วงทนายความถาม 

พยานเบิกความว่า คลิปวิดีโอที่เหลือเป็นคลิปวิดีโอที่จากบุคคลภายนอก ไม่ใช่ของผู้ต้องหาทั้งสอง เป็นประชาชนบริเวณที่เกิดเหตุ โดยคลิปวิดีโอดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้มาจากประชาชนที่ส่งมาผ่านเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน

ทนายความถามว่า ในความเห็นของพยาน ผู้ต้องหาไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงคลิปวิดีโอของประชาชนดังกล่าวใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

ทนายความถามว่า ปัจจุบันหากไม่มีการฝากขังผู้ต้องหาทั้งสอง ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับการสอบสวนใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่

คำถามสุดท้าย ทนายความถามว่า หากศาลไม่รับฝากขังและอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง พยานก็ไม่คัดค้านใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่คัดค้าน อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล

ทนายความในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ต้องหาทั้งสอง ยังขออนุญาตแถลงต่อศาลว่า จากข้อเท็จจริงในการไต่สวนคำร้องขอฝากขังตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า การไม่ขังผู้ต้องหาทั้งสอง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนคดีนี้ ทั้งปัจจุบันการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงแต่การตรวจสอบพยานวัตถุ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปแก้ไขหรือดัดแปลง รวมทั้งแทรกแซงพยานหลักฐานดังกล่าวได้ 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 วางหลักไว้ว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหาจะต้องกระทำไม่ให้เกินกว่าพฤติการณ์แห่งคดี เพื่อไม่ให้เป็นการลิดรอนสิทธิแก่ผู้ต้องหาทั้งสอง ทั้งกำหนดเวลาฝากขังตามกฎหมายมีเพียงเพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารริดรอนสิทธิของประชาชน มิได้หมายความว่าจะต้องคุมขังผู้ต้องหาตลอดเต็มกำหนดระยะเวลา ประกอบคำพิพากษาฎีกาที่ 326-327/2505 (ป) ขอให้ศาลยกคำร้องฝากขังครั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

หลังจากการไต่สวนเสร็จสิ้น ทนายความพยายามเรียกชื่อแฟรงค์ แต่แฟรงค์ไม่ตอบสนอง เพื่อนนักกิจกรรมเดินเข้ามาบริเวณคอกทนายความเพื่อสื่อสารกับแฟรงค์ ศาลจึงอนุญาตให้บุคคลที่มาดูการพิจารณาคดีในวันนี้ให้เข้ามาคุยกับแฟรงค์บริเวณหน้าบัลลังก์ได้

กลุ่มเพื่อนนักกิจกรรมและประชาชนหลายคนเดินเข้ามาพูดคุยกับแฟรงค์หน้าบัลลังก์ โดยป้ามล ทิชา ณ นคร ได้ขอให้แฟรงค์ยกมือขึ้นหากได้ยินเสียง แฟรงค์จึงยกมือขึ้นช้า ๆ แขนของเขาผอมจนติดกระดูก และไม่สามารถขยับมากได้  ทุกคนจึงพูดทักทายและให้กำลังใจ

ต่อมา แบม อรวรรณ กล่าวผ่านไมโครโฟนว่า ขอให้แฟรงค์ระลึกไว้ว่าถ้าตัวเรายังต่อสู้ ความยุติธรรมจะอยู่ข้างเรา เพื่อนและมวลชนคิดถึงแฟรงค์มาก ๆ ในวันที่เรายากลำบาก เรายังผ่านไปด้วยกันได้ ในวันที่แฟรงค์ยังสู้อยู่ หัวใจยังเต้นอยู่ ขอให้รับรู้ว่าแฟรงค์ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ความผิดเดียวของตะวัน แฟรงค์ และประชาชนในประเทศนี้คืออยู่ในประเทศที่ไม่มีผู้ใหญ่รับฟัง โลกข้างนอกคือของตะวัน แฟรงค์ และประชาชนทุกคน 

อรวรรณกล่าวพร้อมร้องไห้ และประชาชนหลายคนในห้องพิจารณาคดีก็ร้องไห้ออกมาด้วยเช่นกัน

ต่อมาศาลอ่านกระบวนพิจารณาระบุว่า ตามระเบียบของศาลอาญาว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการคดีของศาลอาญาต้องนำคดีไปปรึกษารองอธิบดีที่ได้รับมอบหมายก่อน และนัดฟังคำสั่งในวันนี้ (20 มี.ค. 2567) เวลา 14.00 น.

ต่อมาเวลา 14.46 น. ทนายความแจ้งว่า ศาลมีคำสั่งว่า พิเคราะข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าคดียังอยู่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน ผู้ร้องยังรอผลตรวจภาพวีดีโอจากกล้องหน้ารถของประชาชนว่ามีการตัดต่อหรือไม่จากกองพิสูจหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิจารณาแล้วจึงมีเหตุจำเป็น ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองเป็นครั้งที่ 4 (อีก 12 วัน)

องค์คณะผู้พิพากษาที่ออกนั่งพิจารณาคดี ได้แก่ ณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร (หัวหน้าองค์คณะ), พิมพ์ปราง บุณยสมิต, ทศพร ปันทะ, นภัสรัญชน์ ไชยวรุตย์ และ ศริยา สาลี

ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำสั่ง ได้แก่ ณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร, ประสิทธิ์ หลัดกอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 จนถึงปัจจุบัน ตะวันและแฟรงค์ถูกคุมขังระหว่างสอบสวนมาแล้ว 36 วัน โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทั้งสองอดน้ำและอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่วันแรกที่ถูกคุมขัง รวมเวลา 36 วันหรือกว่า 1 เดือนแล้ว โดยแพทย์ประเมินว่า ตะวันเสี่ยงที่จะช็อคหรือหมดสติได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันในนัดไต่สวนคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 3 ก่อนหน้านี้ ทางพนักงานสอบสวนระบุเหตุว่าการสอบสวนยังรอสอบปากพยานประชาชนทั่วไปอีก 2 ปาก และรอผลตรวจวิดีโอทางวิทยาศาสตร์จากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งทางตำรวจคาดว่าผลตรวจดังกล่าวจะได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่หลังผ่านการฝากขังไป 12 วันที่ผ่านมา กระบวนการดังกล่าวยังคงไม่เสร็จสิ้น และถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการขอฝากขังต่อไป

ขณะเดียวกัน ศาลอาญาซึ่งได้มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังต่อในครั้งที่ 3 ดังกล่าว ก็ได้กำชับพนักงานสอบสวนในคำสั่งด้วยว่าให้เร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในการฝากขังครั้งนั้น

.

ย้อนอ่านข่าวการไต่สวนคัดค้านฝากขังผัดที่ 3 >>> ทนายความยื่นคำร้องคัดค้านฝากขัง “ตะวัน – แฟรงค์” พร้อมปัญญาชนสยาม – นักสื่อสารมวลชน แถลงขอศาลไม่สั่งฝากขัง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ศาลอาญาอนุญาตฝากขังต่อ

X