บันทึกเยี่ยม 5 ผู้ต้องขังคดี ม.112: “ความรู้สึกตอนนี้เหมือนเดิม มีแค่อยากกลับบ้าน”

ระหว่างวันที่ 27 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2566  ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ได้แก่ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน, “แม็กกี้” และ “กิ๊ฟ” ทีปกร ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ, “วุฒิ” ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี  และเยี่ยม “น้ำ” วารุณี ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการสังเกตเห็นผู้ต้องขังบางราย เช่น อารีฟ ที่เข้าใจที่มาที่ไปของสิ่งที่เกิดกับชีวิตผ่านการเป็นผู้ต้องขังคดี 112 มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทนายอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มให้ฟัง แต่อารีฟก็เกิดคำถามต่อว่าทำไมต้องเป็นความผิดด้วย ส่วนแม็กกี้ที่ค่อนข้างจะปรับตัวได้ ก็บอกย้ำว่ายังสู้เต็มที่ ยิ่งได้กำลังใจจากคนที่อยู่ข้างนอก ยิ่งทำให้ไม่หมดหวังง่าย ส่วนวุฒิที่ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ และศาลนัดฟังคำพิพากษาช่วงก่อนสิ้นปีไม่กี่วันก็กล่าวว่า “ส่วนตัวยังสู้ต่อและไม่ทิ้งอุดมการณ์แน่นอน อยู่ในนี้มันสู้ทุกอย่างสู้ทุกวัน” 

แม้เหล่าผู้ต้องขังต่างต้องใช้เวลาอยู่ในที่คุมขังแตกต่างออกไปในรายละเอียดของกิจวัตร แต่ความหวังเดิม ความหวังเดียว คือขอแค่ได้กลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติสุข คงจะเป็นสิ่งที่พวกเขาวาดหวังอยู่ตลอด และนี่อาจเป็นคำถามไม่กี่คำที่ ‘ทนายสายเยี่ยม’ พอจะรู้คำตอบของพวกเขา และเฝ้าหวังสิทธิการประกันตัวอยู่เสมอ ๆ  

“น้ำ” วารุณี: “ไม่อยากให้ใครต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบน้ำ”

วันที่ 27 พ.ย. 2566 วันนี้น้ำบอกว่ามีการจัดงานลอยกระทงด้วย เธอตื่นเต้นมาก บอกว่าจะรีบไปนั่งดู นาน ๆ ทีจะได้เปิดหูเปิดตา ดังนั้น วันนี้จะคุยกับทนายไม่นาน

“ในงานจะมีการประกวดขวัญใจ มีคล้องพวงมาลัย มีประกวดกระทง แล้วก็มีวงดนตรี To Be Number One มาเล่นด้วยค่ะ น้ำเป็นคนดูอย่างเดียว กำลังรอจังหวะเต้นอยู่ (หัวเราะ)”

อีก 2 วันต่อมาหลังจากทนายเข้าเยี่ยม น้ำบอกว่าได้เจอจิตแพทย์แล้ว จึงได้พูดคุยกับหมอเรื่องผลของการปรับเพิ่มโดสยาต้านเศร้า 

“น้ำดีดมาก โครงการในหัวเยอะแยะเต็มไปหมด ออกไปแล้วอยากทำกระเป๋าขาย คิดว่าจะเอากระดิ่งเป็นสัญลักษณ์ แต่ยังไม่ได้คิดชื่อแบรนด์ อยากเปิดร้านเหล้า เปิดร้านนมแบบมีดนตรีสด ไปสมัครงานบริษัทพี่ที่รู้จัก หรือเปิดร้านต่อขนตา ถึงขนาดคุยกับเพื่อนเตียงข้าง ๆ ว่าจะส่งไปเรียนต่อขนตา แล้วก็มาทำงานร้านพี่ (หัวเราะ) ไปไกลขนาดนั้นเลย ดีดมาก นอนน้อย กินข้าวน้อย เอนเนอร์จี้เยอะ หมอก็เลยปรับเอายาต้านเศร้าออก 1 เม็ด แต่ตอนนี้ยังดีดอยู่ค่ะ กว่าสมองจะปรับ น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์”

ก่อนที่น้ำจะถามเรื่องสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองต่อ เมื่อทราบว่าในเดือนธันวาคมมีการพิจารณาคดีมาตรา 112 หลายคดี รวมถึงศาลจะมีคำสั่งว่าจะถอนประกันตะวันกับบุ้งหรือไม่ด้วย 

น้ำให้ความเห็นว่า “ก็เสียว ๆ นะ เป็นแบบ รับติดแน่ แพ้ติดนาน (คิ้วขมวด) กังวลว่าจะมีคนเข้ามาอีก น้ำไม่อยากให้ใครต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบน้ำ มันไม่ใช่แค่เราที่ร้องไห้เสียใจ เพื่อนฝูงก็เสียใจด้วย น้ำยังลุ้นผลอุทธรณ์ทุกวันว่าจะเป็นยังไง หรือน้ำต้องบริจาคเก้าอี้ให้ศาลอุทธรณ์ จะได้ไม่ยืน (หัวเราะ)”

จนถึงปัจจุบัน (4 ธ.ค. 2566) น้ำถูกคุมขังมาแล้ว 160 วัน

“อารีฟ” วีรภาพ: รู้สึกเวลาผ่านไปช้าลง ทั้งที่ไม่ได้รอ ไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ 

วันที่ 28 พ.ย. 2566 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 5 ทนายเข้าเยี่ยมวีรภาพ เขานั่งรอด้วยทรงผมที่สั้นขึ้นมาก อารีฟบอกว่าตัดผมแล้ว เห็นว่าตัดรองทรงได้ก็เลยตัดเลย ส่วนเรื่องสุขภาพเป็นหวัดนิดหน่อย น่าจะเพราะอากาศ ตอนกลางคืนอากาศยังเย็นอยู่   

ก่อนทนายนำคำพิพากษาตัวเต็มมาอ่านรายละเอียดให้อารีฟฟัง อารีฟตั้งใจฟังอยู่เงียบ ๆ จนจบ เขาบอกว่าตอนวันฟังคำพิพากษาฟังเหตุผลแต่ละฐานความผิดไม่ค่อยทัน แต่ตอนนี้พอเห็นภาพและเข้าใจมากขึ้นแล้วว่าศาลให้เหตุผลว่ายังไง

อารีฟเล่าว่าฟังอีกทีตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าทำไมต้องเป็นความผิด ยังคิดเหมือนเดิมว่าการแสดงความเห็นต่างมันไม่ควรถูกลงโทษ ส่วนความรู้สึกตอนนี้เหมือนเดิม มีแค่อยากกลับบ้าน ก่อนบอกอีกว่าวันนี้ครบรอบ 2 เดือนที่เข้ามาพอดี ช่วงเดือนแรกรู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก แต่พอเข้าเดือนที่สองรู้สึกเวลาผ่านไปช้าลง ทั้งที่ก็ไม่ได้รอ ไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ แต่เวลาก็เดินช้ากว่าที่คิด

ก่อนจะเล่าเรื่องที่เรือนจำตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องการขอย้ายแดนให้ฟังว่าตอนที่ถูกเรียกไปสอบรู้สึกว่าเร็วกว่าที่คิดมาก เพราะทนายเพิ่งมาบอกว่ายื่นไปไม่กี่วันเองก็ประกาศเรียกตัวผู้ต้องขังการเมือง 3 คนไปสอบพร้อมกัน 

ในห้องที่ตั้งกรรมการสอบ ผบ.แต่ละแดน นั่งโต๊ะล้อมเป็นรูปตัวยู แล้วก็ถามผู้ต้องขังทีละคนเรื่องปัญหาที่จะขอย้ายแดน อารีฟบอกกรรมการสอบไป โดยมองว่านักโทษทางการเมืองหรือนักโทษทางความคิดไม่ควรอยู่ร่วมกันกับนักโทษอาชญากรรม อีกทั้งการเป็นนักโทษการเมืองที่รวมอยู่กับนักโทษคดีอื่น ๆ ที่รอการอภัยโทษทำให้ถูกเขม่นและถูกกดดันจากนักโทษด้วยกัน  อารีฟอธิบายว่า สรุปกรรมการสอบก็บอกว่าเหตุผลฟังพอได้ แต่ต้องกลับไปอยู่กับเพื่อนที่แดน 5 เหมือนเดิมก่อน

กับบรรยากาศอื่น ๆ อารีฟเล่าว่า วันที่ 29 พ.ย. 2566 ที่แดน 5 จะมีจัดงานลอยกระทง ซึ่งเขาได้ใส่ชุดกุมารทองเดินเป็นนายนพมาศประจำห้องด้วย  แล้วต้องแสดงความสามารถพิเศษด้วย อารีฟเขียนไปว่าร้องเพลง ปกติเขาชอบร้องเพลง แต่ถ้าต้องร้องในบรรยากาศแบบนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงเหมือนกัน 

จนถึงปัจจุบัน (4 ธ.ค. 2566) ‘อารีฟ’ วีรภาพ ถูกคุมขังมาแล้ว 68 วัน

แม็กกี้ : “หนูสู้ค่ะ กำลังใจอันดับหนึ่งตอนนี้คือทนาย และทุก ๆ คนค่ะ”

วันที่ 28 พ.ย. 2566 เช่นทุกครั้ง แม็กกี้ไหว้ย่ออย่างสวยงาม ก่อนนั่งลงยกหูโทรศัพท์ขึ้นทักทาย เธอแต่งหน้าออกมาเหมือนเคย เปิดแมสก์ให้ดูสีลิปสติกแดงบนริมฝีปาก ทนายถามว่าวันลอยกระทงที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง แม็กกี้เล่าบรรยากาศในเรือนจำให้ฟังอย่างร่าเริง

“งานลอยกระทงที่ผ่านมาก็มีการประกวดกระทงของแต่ละกองงาน แล้วก็มีประกวดนางงาม แต่หนูลงไม่ทัน ไม่งั้นหนูคงจะได้เป็นดาวดวงใหม่ของแดน 8 (หัวเราะ) เขาจะเน้นชุดที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ชุดคนที่ได้มงคือสวยจึ้งมากกกกก อยากให้มาเห็น นางเอากระสอบน้ำแข็ง แล้วก็เอาซองขนมมาเย็บติดกันเป็นลวดลาย รองเท้าก็เอากระดาษมาตัดเย็บเป็นดอกไม้ สร้อยคอก็เอาฝาขวดโลชั่นมาร้อย มันแบบ สร้างสรรค์มาก”

แม็กกี้เล่าต่อว่า “มีการประกวดเทพบุตร คือการส่งตัวแทนผู้ชายห้องละคน มาเดินคู่กับกะเทย เดินโชว์ตัว 2 รอบ แนะนำว่าชื่ออะไร มาจากห้องไหน แล้วก็ตอบคำถาม 5 คนสุดท้าย ใครได้กาแฟซองหรือนมกล่องเยอะสุดก็จะชนะไป”

แม็กกี้บอกว่าบรรยากาศงานลอยกระทงจะค่อนข้างต่างจากข้างนอกมาก “ในนี้มันเป็นงานลอยกระทงที่ไม่ได้ลอยน้ำ จัดตอนกลางวัน มันก็ตามนั้นค่ะ สนุกตามที่มี หนูอยากออกไปลอยกระทงข้างนอก เคาท์ดาวน์ที่เซ็นทรัลเวิลด์เหมือนทุกปี โดนตำรวจจับมาตอนนี้ แพลนหนูพังหมดเลย โกรธมาก (หัวเราะ)”

ทนายเห็นว่าแม็กกี้ยังไม่หยุดไอ จึงถามว่าอาการป่วยไม่ได้ดีขึ้นจากอาทิตย์ที่แล้วหรือ เธอพยักหน้า “ในห้องตอนนี้เป็นหวัดเป็นไข้เยอะมาก ขอยายากมาก ขอพาราฯ เม็ดนึงยังโดนวีนเลย คนที่วัดไข้ได้ 37-38 ก็ยังขอยาก ทั้งที่มียานะ แต่เค้าไม่ค่อยอยากจะให้”

ก่อนพูดต่อว่า “มีกะเทยในห้องป่วย เพื่อน ๆ ก็ช่วยกันดู ไปขอยาก็โดนเหวี่ยง ตอนเช้าไปขออีกรอบถึงได้มา 2 เม็ด ทั้งที่ยาพาราฯ มันต้องกินทุก 4 ชั่วโมงเพื่อลดไข้ ลดอาการปวด แล้วนี่เขาต้องรออีกกี่ชั่วโมงถึงจะได้กินยาอีก มีครั้งหนึ่งต้องกดปุ่มฉุกเฉิน เจอผู้คุมหงุดหงิดก็โดนด่าว่าทำไมไม่เตรียมตัว ทั้งที่เราขอแล้ว”

แม็กกี้ตัดพ้อว่า “เมื่อวานมีกะเทยออกศาล 3 นาง นางก็แต่งหน้าเหมือนจะไปประกวด แล้วก็โดนด่า โดนไล่ไปล้างหน้าตั้ง 3 รอบ ตอนนี้เขาก็เลยตรวจการแต่งหน้าของ LGBTQ ด้วย ถ้าแต่งเข้มเกินไปจะโดน แต่หนูไม่โดนเพราะแต่งแบบอ่อน ๆ ”

“หนูไม่เข้าใจว่าทำไม เพราะมันคือความสวยงามของเรา มันไม่ได้มีอะไรผิดเลย” แม็กกี้กล่าวอย่างผิดหวัง

จนถึงปัจจุบัน (4 ธ.ค. 2566) ‘แม็กกี้’ ถูกคุมขังมาแล้ว 44 วัน

‘วุฒิ’ : “ส่วนตัวยังสู้ต่อและไม่ทิ้งอุดมการณ์ อยู่ในนี้มันสู้ทุกอย่าง สู้ทุกวัน” 

ทนายเข้าเยี่ยมที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566  ‘วุฒิ’ เล่าว่าเขาตัดสินใจให้การรับสารภาพ และรอฟังผลคำพิพากษาในวันที่ 21 ธ.ค. 2566 นี้  

“ก่อนรับสารภาพศาลอ่านสำนวน แล้วก็บอกว่าติดคุกมา 8 เดือนกว่าแล้ว ครอบครัวก็ลำบาก ตัวเองก็ลำบาก ก่อนศาลถามว่าจะสู้หรือรับสารภาพ ถ้าสู้ก็ยังอีกยาว ถามทนาย แล้วก็ถามผม 

“เมื่อเห็นว่ายังตัดสินใจไม่ได้ ศาลจึงให้ญาติ และอัยการออกไปก่อน ให้มีแค่ผม ทนาย แล้วก็ศาล ก็ให้เวลาผมปรึกษากับทนาย ศาลก็บอกว่าถ้ารับก็จบ ถ้าสู้ก็ยังอีกยาว ถ้าแพ้ก็ติดยาว

“ผมก็คิดอยู่สักพัก สุดท้ายจึงตัดสินใจเสี่ยงดู อาจจะได้รอลงอาญา ศาลถามผมว่ามีเคยมีประวัติต้องคดีไหม ผมบอกไม่เคยถูกดำเนินคดีอะไร ศาลจึงให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะเพิ่มเติม”

วุฒิยังเล่าบรรยากาศวันนั้นอีกว่า “ตอนอยู่ศาล น้องสาวและแฟนขอผู้คุมกอดผม เพราะไม่ได้เจอกันนาน เรากอดกันร้องไห้ ระหว่างนั้นผู้คุมก็พูดว่าไม่ต้องร้องหรอก เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว แต่ผมก็ยังไม่เชื่อ”

ก่อนจะระบายว่า “ใจผมยังอยากที่จะสู้ต่อตามแนวทางเดิม แต่เมื่อชั่งใจแล้ว ไหนจะแฟนไหนจะญาติ ทุกคนอยากให้มันจบ จากการคุยกัน ผมก็ต้องเสี่ยง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้ประกันตัวเลย รู้สึกแย่ที่ต้องเลือกทางนี้ แต่มันเป็นทางเดียวของผมและครอบครัว ผมขอโทษทุกคนที่เตรียมคดีมาสู้กับผม และขอโทษเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทุกคน ผมยังมีอุดมการณ์เหมือนเดิม”

วุฒิกล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า “ในใจมันสู้เต็มที่ ขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยดูผม ฝากส่งกำลังใจให้ทุกคนที่ยังต่อสู้ และขอให้ได้รับอิสรภาพโดยเร็ว ส่วนตัวยังสู้ต่อและไม่ทิ้งอุดมการณ์แน่นอน อยู่ในนี้มันสู้ทุกอย่าง สู้ทุกวัน” 

จนถึงปัจจุบัน (4 ธ.ค. 2566) ‘วุฒิ’ ถูกคุมขังมาแล้ว 252 วัน

กิ๊ฟ ทีปกร: เป็นห่วงครอบครัวที่ต้องทำงานหนักภายนอก

วันที่ 1 ธ.ค. 2566 หลังจากทักทายกันเสร็จ กิ๊ฟได้สอบถามเรื่องการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ต่อในทันที ดูสีหน้าเป็นกังวลและค่อนข้างเครียด เขาแจ้งว่า เป็นห่วงเรื่องการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของทั้งทางฝั่งตนเองและฝั่งโจทก์ ไม่รู้ว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ของอัยการให้แก้ไขโทษอีกหรือไม่

“เป็นห่วงพ่อแม่กับและครอบครัว อยากออกไปช่วยท่านเร็ว ๆ” กิ๊ฟบอก

กิ๊ฟบอกว่าจากที่พ่อกับแม่มาเยี่ยมทุกอาทิตย์ ทั้งสองคนสบายดี แต่ดูเหนื่อยล้า เนื่องจากดูแลเรื่องร้านขายของ และเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี ทำให้เขาเป็นห่วงครอบครัวมาก อยู่ในนี้ เหมือนทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าพ่อแม่ป่วยหรือไม่ไหว ก็ต้องหยุดร้าน ทำให้ขายรายได้ทั้งหมด  

ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน กิ๊ฟบอกว่าเขามีอาการเป็นไข้ คาดว่าน่าจะเกิดจากการที่อากาศเริ่มหนาวแล้วอากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว ร่างกายปรับตัวไม่ทัน แต่ก็ได้ทานยาแล้ว แต่จนถึงต้นธันวาคมนี้อาการดีขึ้นแล้ว

กิ๊ฟบอกว่าตอนนี้มาอยู่ที่กองงานกลาง ทางเรือนจำได้ส่งไปอบรมตัดผม เพื่อเอาใบประกาศ และหากได้ใบปะกาศมา สามารถเอาไปเลื่อนชั้นนักโทษได้

หลังจากนั้น กิ๊ฟสอบถามสถานการณ์ทางการเมืองภายนอก รวมทั้งประเด็นเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองว่าเป็นไปได้แค่ไหนอย่างไร 

จนถึงปัจจุบัน (4 ธ.ค. 2566) ทีปกรถูกคุมขังมาแล้ว 169 วัน

ย้อนอ่านบันทึกเยี่ยม

บันทึกเยี่ยม 5 ผู้ต้องขังคดี 112 “ภูมิ-เก็ท-อารีฟ-น้ำ-แม็กกี้”: “เก็ท” ถูกขังใกล้ครบ 100 วัน เริ่มเตรียมใจว่าจะต้องอยู่นานเป็นปี หรือมากกว่านั้น

X