ฟ้อง! นศ.วัย 21 ข้อหา “เป็นอั้งยี่-ยุยงปลุกปั่น” ถูกกล่าวหาปิดใบปลิว-เป็นสมาชิก “สหพันธรัฐไท”

19 เมษายน 2564 – พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีมีความเห็นสั่งฟ้องและยื่นฟ้องมั่นคง (นามสมมุติ) นักศึกษาอายุ 21 ปี ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในฐานความผิด “ยุยงปลุกปั่น” และ “เป็นอั้งยี่” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ 209 จากการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมเกี่ยวกับองค์กร “สหพันธรัฐไท” ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระบุว่า บุคคลในเครือข่ายนี้มีความมุ่งหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทย จากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นระบอบสหพันธรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข โดยหวังจะแบ่งแยกพื้นที่การปกครองของประเทศออกเป็นมลรัฐต่างๆ

หลังศาลรับฟ้อง ได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นพิจารณาคดี โดยทนายความได้ใช้เงินสดจำนวน 100,000 บาทจากกองทุนราษฎรประสงค์ เป็นหลักทรัพย์ยื่นประกันตัว ทำให้มั่นคงได้รับการปล่อยตัวในระหว่างพิจารณาคดี 

ตำรวจ 2 นายบุกจับขณะฝึกงานในโรงแรม ก่อนได้ประกันในชั้นตำรวจ วงเงิน 80,000 บาท

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 มั่นคงถูกตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นายเข้าจับกุม ขณะกำลังทำงานในฐานะนักศึกษาฝึกงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร  มั่นคงเล่าว่า เช้าวันนั้น มีเจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งว่า จะให้ลงลายมือชื่อในเอกสาร “เราชนะ” มั่นคงเคลือบแคลงใจ แต่ก็ตอบตกลง และขอให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารมาที่โรงแรมที่ตนฝึกงานอยู่

จากนั้นนอกเครื่องแบบ 2 นายได้เดินทางมาที่โรงแรม และขอติดต่อกับมั่นคง แม้เจ้าหน้าที่ของโรงแรมขอให้แสดงบัตร แต่ทั้งสองไม่ยอมแสดงบัตรและแจ้งชื่อยศแต่อย่างใด  กลับโทรศัพท์แจ้งให้มั่นคงออกมารับเอกสารด้านหน้า 

“ตอนเขาโทรมาว่ามีเอกสารมาให้เซ็น ผมก็สงสัยแล้วว่า เอกสารเราชนะมีให้มาเซ็นแบบนี้ด้วยหรอ ไม่ใช่สมัครออนไลน์หรอ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร”

“พอมีคนมาให้เซ็นเอกสารที่โรงแรมจริง ผมคิดว่า มีคนเอาเอกสารมาให้จริงเว้ย พอออกไปดู ก็เจอเลย เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 2 นายหยิบหมายจับมาให้ผมดู เราฉุกคิดเลยว่า เอ๊ มันไม่เกี่ยวกับเราชนะนี่หว่า”

“ผมถามเขาไปว่า หมายจับหรอครับ เจ้าหน้าที่ก็ตอบ ครับ ใช่ครับ หมายจับ แล้วเขาก็เปิดหมายจับให้ดูว่ามีข้อหาอะไรบ้าง แต่ไม่ได้บอกว่ามาจากเหตุการณ์อะไร พฤติการณ์คดีคือะไร พอผมถาม เขาก็ตอบแค่ว่า ‘เขาให้ผมมาทำแบบนี้ ผมก็ทำตามนั้น’”

เจ้าหน้าที่ทั้งสองแสดงหมายจับแก่มั่นคง โดยแจ้งข้อหา แต่ไม่แจ้งพฤติการณ์คดี เมื่อมั่นคงถามหาถึงหลักฐาน เจ้าหน้าที่ให้มั่นคงไปดูที่ สภ.เมืองนนทบุรี เท่านั้น จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมั่นคงไปที่ สภ.เมืองนนทบุรี โดยให้มั่นคงขับรถจักรยานยนต์ตามรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ไป และให้เพื่อนร่วมงานของมั่นคงติดตามไปด้วยอีก 1 คน

ที่ สภ.เมืองนนทบุรี หลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำตัวมั่นคงไปทำบันทึกจับกุมโดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่นำตัวมั่นคงไปควบคุมไว้ที่ห้องขัง โดยมั่นคงได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ติดต่อแม่ให้ช่วยมาทำเรื่องประกันในชั้นตำรวจ 

ในบันทึกจับกุมระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำการจับกุม คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการต่อต้านก่อการร้าย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ​

ตร.แจ้ง ม. 116 – อั้งยี่ เหตุแปะใบปลิวที่เกี่ยวข้องกับ “สหพันธรัฐไท” บนเสาไฟฟ้าในปี 2562 

เมื่อทนายความเดินทางไปถึงและได้พบกับมั่นคง พ.ต.ท.บำเพ็ญ ไวยรจนา รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.เมืองนนทบุรี พนักงานสอบสวน ได้บรรยายพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองนนทบุรี พบว่า มีผู้นําแผ่นกระดาษใบปลิว “สหพันธรัฐไท” มาปิดไว้ที่เสาไฟฟ้าภายในซอยแห่งหนึ่ง ย่านนนทบุรี 

เมื่อได้อ่านข้อความในแผ่นกระดาษดังกล่าวพบว่า เป็นการชักชวนคนไทยให้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากราชอาณาจักรไทยเป็นรูปแบบการปกครอง “สหพันธรัฐไท” และหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงล้ม ล้างการปกครองของประเทศไทย

นอกจากนี้ ในแผ่นกระดาษยังมีข้อความชักชวนให้ใส่เสื้อสีดำ และให้ร่วมใจกันเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสหพันธรัฐไทโดยด่วน ก่อนที่ไทยจะตกเป็นเมืองขึ้นของระบบโจรฯ 

ผู้กล่าวหาทําการสืบสวนติดตามผู้ที่ได้นําแผ่นกระดาษใบปลิวสหพันธรัฐไทมาติดภายในซอยดังกล่าว และพบว่า ผู้กระทําดังกล่าวคือนางมัธนา (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาที่ 1 และนายมั่นคง ผู้ต้องหาที่ 2 ผู้กล่าวหาจึงมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดําเนินคดีกับทั้งสองให้ถึงที่สุด 

ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงแจ้ง 2 ข้อหา ได้แก่ 

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 “ร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชน ด้วยหนังสือหรือวิธีการอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน” มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี 
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย” มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท 

มั่นคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมในภายหลัง

หลังเสร็จกระบวนการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ประกันในชั้นสอบสวน โดยใช้เงินสดจำนวน 80,000 บาท วางเป็นหลักประกัน พนักงานสอบสวนนัดส่งสำนวนและส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 

ต่อมา พนักงานอัยการเลื่อนฟังคำสั่งฟ้องเป็นวันที่ 15 มีนาคม 2564 และ 19 เมษายน 2564 เวลา 09.30 น. ตามลำดับ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องคดีในวันนี้ (19 เมษายน 2564) 

อัยการยื่นฟ้อง “มั่นคง” ฐานความผิด “ยุยงปลุกปั่น-อั้งยี่” ชี้ปิดใบปลิวชวนใส่เสื้อดำ-เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

19 เมษายน 2564 หลังมีความเห็นสั่งฟ้อง พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง มั่นคง ในฐานความผิด “ยุยงปลุกปั่น” และ “เป็นอั้งยี่” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ 209 พร้อมกับระบุพฤติการณ์คดีตามคำฟ้อง ดังนี้ 

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 เวลากลางคืนหลังเที่ยง นายมั่นคงกับนางมัธนา และพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกระทำผิดดฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ 

  1. จำเลยกับพวกได้เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ มีชื่อว่า “องค์การสหพันธรัฐไท” ซึ่งมีความมุ่งหมายเพื่อต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปเป็นระบอบการปกครองแบบสหพันธรัฐมีประธานาธิบดีเป็นประมุข เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
  2. จําเลยกับพวกที่เป็นสมาชิกองค์การสหพันธรัฐไท ได้ร่วมกันกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ โดยการเคลื่อนไหวปลุกระดมสมาชิกกลุ่มและประชาชนทั่วไป ด้วยการปิดเอกสารแผ่นใบปลิว ชักชวนให้สมาชิกกลุ่มและประชาชนทั่วไปร่วมกันใส่เสื้อดําเพื่อต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อต้านรัฐบาล อันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ทั้งนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปสู่ระบอบการปกครองแบบสหพันธรัฐในชื่อสหพันธรัฐไท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ในท้ายคำฟ้อง ไม่ปรากฏว่าพนักงานอัยการคัดค้านการให้ประกันตัวจำเลย ระบุเพียงว่าให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล 

ศาลให้ประกันตัว “มั่นคง” ในวงเงิน 100,000 บาท 

หลังพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล และศาลรับฟ้อง มั่นคงถูกนำตัวไปควบคุมไว้ในห้องเวรชี้  ส่วนทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมกับใช้เงินสดจำนวน 100,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์วางเป็นหลักประกัน

เวลา 17.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรีให้ประกันตัวมั่นคงในวงเงิน 100,000 บาท ทำให้เขาไม่ถูกควบคุมตัวไว้ในชั้นพิจารณาคดี ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 09.00 น. 

คดีนี้นับเป็นคดีสหพันธรัฐไทคดีล่าสุดที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ให้ความช่วยเหลือ หลังมีการดำเนินคดีข้อหาอั้งยี่และมาตรา 116 กับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มสหพันธรัฐไทจากการแจกใบปลิวและสวมเสื้อสีดำตั้งแต่ปี 2561-2562 จำนวนหลายคดี และจากการติดตามคดีที่ศูนย์ทนายฯ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย พบว่า จำนวนหลายคดีศาลได้พิพากษายกฟ้องในทั้ง 2 ข้อหา เช่น คดีของ “อัมพร” และภานุ ที่ใส่เสื้อสีดำไปห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2561

     >> เปิดฐานข้อมูล “คดีสหพันธรัฐไท” จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

More from my site