เมื่อธงรุ้งโบกไสว ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน: บันทึกการต่อสู้ของผู้ไม่สยบยอม

ในวันที่การเมืองกลายเป็นเรื่องของทุกคนอย่างแท้จริง กลุ่มชาวเพศหลากหลาย #LGBTIQA+ ได้เข้ามามีบทบาทนำในการชุมนุมของกลุ่ม #คณะราษฎร63 อย่างน่าสนใจ พวกเขาไม่ใช่สีสันของม็อบ แต่คือผู้ปราศรัยที่กล้าวิพากย์ระบบโครงสร้างที่ไม่เคยเป็นธรรม ผู้ร่วมชุมนุมที่ลุกขึ้นมาต่อรองกับรัฐเพื่ออนาคตที่ดีกว่า แกนนำที่พามวลชนเรือนหมื่นเผชิญหน้ากับสายธารของยุคสมัย หรือแม้กระทั่งการ์ดมวลชนที่พร้อมเอาร่างกายเป็นแนวปะทะความรุนแรง กระทั่งวันนี้ที่การชุมนุมเคี่ยวงวดจนใกล้จุดเดือด พวกเขายังคงมุ่งมั่น และพร้อมเคียงข้างไปบนถนนของการต่อสู้ เมื่อความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่สามารถรอได้อีกต่อไป

ศูนย์ทนายฯ ชวนสนทนากับเหล่าผู้ไม่ยอมจำนน เจตจำนงของพวกเขาที่ขอท้ารบต่อทั้งต่อเผด็จการและปิตาธิปไตย ราคาที่ต้องแลก เพราะต้นทุนของการจองจำที่สูงกว่าคนทั่วไป และความหวังสูงสุดที่จะได้เห็นธงรุ้งโบกไสวเหนือสมรภูมิทางการเมืองเพื่อยืนยันสิ่งพื้นฐานที่สุด นั่นก็คือ เราทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน

นิวส์” – จตุพร แซ่อึง

การ์ดมวลชนผู้ถูกดำเนินคดี 112 จากการแต่งชุดไทยเข้าร่วม #ม็อบ29ตุลา

“หนูนิยามตัวเองเป็นผู้หญิง แต่เป็นผู้หญิงที่ชอบผู้หญิง หนูเปิดตัวครั้งแรกตอน ป. 4 ที่เริ่มรู้ว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้ชาย พ่อแม่ทราบดี แล้วก็รับได้ เพราะว่าพี่สาวเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน”

“ปกติเราชอบแทนตัวเองว่าหนู เพราะม่ได้มองว่าตัวเองเป็นทอมจ๋า ก็เป็นทอมนั่นแหละ แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีส่วนที่เป็นผู้หญิงด้วยมากกว่า”

“แน่นอนว่าด้วยความแตกต่างเรื่องเพศ ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์อยู่บ้าง แต่นั่นมันเป็นปัญหาของคนอื่น ไม่ใช่ปัญหาของตัวเราเอง ปัญหาของคนอื่นคือการสงสัยว่าเราเป็นเพศอะไร? ยังไง? เราก็มักจะตอบว่า เออ ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ จนทุกวันนี้คำถามประมาณนี้ก็ยังไม่หายไปไหน เห้ย! น้องเป็นผู้ชายหรือเปล่า เข้าห้องน้ำผิดหรือเปล่า หรือบางทีก็คนจะมองเราด้วยสายตาสงสัย ถ้าถามว่ารู้สึกอะไรไหม เราตอบได้ว่าเราไม่รู้สึกอะไร เพราะการที่เป็นแบบนี้ มันก็ไม่ได้ผิดแปลก เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นความผิดปกติ ถ้าใครจะสงสัยอะไรก็ให้เป็นปัญหาของเขาไป”

“ตอนนี้คดีที่หนูโดนคือคดี มาตรา 112 จากการร่วมชุมนุมม็อบแฟชั่นโชว์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มไปจากข้อหาหลักคือ พ.ร.บ. ชุมนุมฯ พ.ร.บ. โรคติดต่อฯ แล้วก็ พ.ร.บ. เครื่องขยายเสียงฯ ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาที่ได้อ่าน คือเขาระบุไว้ว่าเราใส่ชุดไทยสีชมพู ถือกระเป๋าสีทอง เดินบนพรมแดง และมีผู้ร่วมชุมนุมที่ตัวหนูเองก็ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้เตรียมกันมาก่อน ตะโกนว่าทรงพระเจริญพระราชินี แล้วก็ก้มกราบเท้า”

“ก่อนเข้าร่วมม็อบวันนั้นไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เห็นจากโปสเตอร์งานก็รู้ว่าเป็นงานแฟชั่นโชว์ราษฎร ก็เลยเลือกหยิบชุดไทยมาใส่ดู ไม่ได้คิดอะไร ในเมื่อเป็นงานแฟชั่น เราก็ควรจะต้องแต่งตัวยังไงก็ได้ คิดว่าคนก็น่าจะแต่งตัวกันเยอะ อยากร่วมสนุกด้วย เพราะในชีวิตประจำวันเราไม่เคยมีโอกาสได้แต่งตัวแต่งหน้าอะไรแบบนั้น ไปลองดูซักหน่อย และด้วยความที่เราก็เป็นผู้หญิงผมสั้น อาจจะเหมือนหรืออะไรก็แล้วแต่ก็ตามคนที่ตีความ”

“หนูโชคดีที่มีแฟนที่คอยอยู่ข้างๆ พอโดนคดี เขาก็คอยเป็นกำลังใจให้ คือเขาอยู่เคียงข้างเราตั้งแต่ครั้งแรกที่เราก้าวขาออกมาสู้ตรงนี้ ตั้งแต่ตอนที่เราเป็นแกนนำเริ่มจัดชุมนุมในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแกนนำจัดม็อบกลุ่มแรก (กลุ่ม #บุรีรัมย์ปลดแอก) ก่อนมาร่วมม็อบแฟชั่นโชว์ที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นยังไม่โดนคดี เพราะเราขออนุญาตจัดการชุมนุมก่อน”

“ทุกวันนี้ถึงจะกลายเป็นผู้ต้องหา แต่ก็ยังเคลื่อนไหวอยู่ ยังทำหน้าที่เดิมคือเป็นการ์ดของกลุ่ม We Volunteer เพราะตัวเราไม่ได้ถนัดในการพูด การปราศรัย เราก็จะเน้นทำหน้าที่ดูแลพี่น้อง”

“ตอนที่เราเริ่มออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงๆ จังๆ พ่อแม่ครอบครัวเราเขาก็ไม่เข้าใจนะ เพราะที่บ้านเราไม่ได้เดือดร้อน อดยาก คือพอมีพอใช้ ใช้ชีวิตกันแบบกลางๆ ไม่มีหนี้สิน เขาเลยไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องออกมา แต่พอเรามาโดนคดี เขาเลยเริ่มเข้าใจแล้วว่านี่มันเป็นการกลั่นแกล้งนะ หลังๆ ก็เปลี่ยนมาสนับสนุน ในเมื่อตัดสินใจมาสู้ตรงนี้แล้ว ก็ต้องทำให้มันเต็มที่ไปเลย ตอนนี้เราทำเรื่องดร็อปเรียนมหาวิทยาลัยที่บ้านเกิดไว้ เพื่อที่จะได้มาเคลื่อนไหวที่กรุงเทพฯ เต็มตัว กะจะอยู่ต่อสู้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีกำหนด อยากจะทุ่มเทจิตใจให้กับการเคลื่อนไหว”

“จากวันที่โดนคดี จนวันที่ตัดสินใจออกมาสู้ร่วมกับมวลชนเต็มตัว เราไม่เคยเจอเรื่องการเลือกปฏิบัติจากคนในฝั่งประชาธิปไตย ทุกคนค่อนข้างให้เกียรติ เขามองเรื่องการต่อสู้ของเรามากกว่าที่จะมองหรือยึดติดในเพศหรือสิ่งที่เราเป็น แต่ถ้าในส่วนของฝ่ายมลชนตรงข้าม ยอมรับว่าโดนโจมตีหนักเหมือนกัน ตอนที่เราไปให้สัมภาษณ์กับ Voice TV จะมีคนจากฝั่งตรงข้ามที่มาด่าเราด้วยคำพูดอย่าง อีผิดเพศ อีวิปริตบ้าง มีประโยคหนึ่งที่จำได้ชัดคือ ‘ขนาดเพศของมึงยังสับสนเลย แล้วจะออกมาต่อสู้อะไรได้’ พอเจอแบบนี้ เรารับมือด้วยการเลือกที่จะไม่สนใจมากกว่า เพราะเราก็รู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ เรารู้ตัวว่าเราเป็นเพศนี้ แต่เราก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้ ไม่ได้ไปทำอะไรที่เลวร้าย”

“พูดกันตรง ๆ เราไม่เคยคิดว่าอยากจะกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหว เพราะไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องการเมือง ไม่ได้มีคำถามอะไรในหัว เราเองก็เคยเป็นพวกนิยมเจ้า (Royalist) เป็นคนรักเจ้ามาก ๆ ถึงขนาดยอมสักสัญลักษณ์ ร. 9 ไว้ที่หน้าอก เราไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองจะต้องออกมาทำถึงขนาดนี้ จุดเปลี่ยนมันเริ่มจากการที่ได้อ่านอะไรหลายๆ อย่าง จากที่เคยรับข่าวสารมาแค่ฝั่งเดียวว่า คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง เราเคยรู้แค่นี้โดยตลอด แต่ตอนหลังเราเริ่มมาสนใจว่าความจริงคืออะไรกันแน่ จนเราได้คุยกับคนที่เป็นเสื้อแดงเก่า เขาให้หัวข้อการเมืองเรามาหลายๆ เรื่อง ก็เลยไปตามหาอ่าน จนได้รู้แล้วว่า เออ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ นะ ตอนที่ตาสว่างเราอ่านอะไรไปเยอะมาก”

“สำหรับคดีความที่ตัวเองโดน ดูไม่ออกเหมือนกันว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่ก็เตรียมใจไว้ ถ้าวันหนึ่งจะต้องกลายเป็นจำเลย หรือต้องหมดอิสรภาพ ก็คิดว่าสามารถยอมรับได้”

“พอนึกย้อนกลับไปก็แปลกดี ก่อนจะมาถึงจุดนี้ของชีวิต หนูต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เคยเป็นผู้ช่วยเชฟในโรงแรม ทำให้เราเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว คิดว่าถ้าการเมืองมันดีก็น่าจะไปเป็นเชฟ หรือทำอาชีพที่เกี่ยวกับอาหาร จากเชฟตอนนี้เลยต้องกลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อก่อนจับมีด จับตะหลิว ทุกวันนี้จับคีมตัดลวด จับกรวย มันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย”

“ความหวังของตัวหนูอยากให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หนูอยากได้คุณภาพชีวิตที่ดี เพราะว่าในหลายจังหวัดที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ พอได้มาสัมผัสจริงๆ จะรู้ถึงปัญหาของมัน เราอยากให้รัฐสวัสดิการเป็นสิ่งที่คนสามารถเข้าถึงได้ อยากจะมีวันที่ได้ประชาธิปไตยที่มันเต็มใบซักที ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ วันที่เราจะมีคณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศแบบที่เห็นหัวประชาชน ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่พวกพ้องตัวเองอย่างเดียว”

 

 

 

อ่านเรื่องราวทีเกี่ยวข้อง:

“ฉันจะเป็นนายกกะเทยคนแรกของไทย” เสียงจาก “ปาหนัน” นักกิจกรรมเพศหลากหลาย ในวันที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาคดี 116

รัฐต้องฟังเสียงของเยาวชน: บทสนทนากับ ‘ธนกร’ เยาวชนรายแรกที่ถูกตั้งข้อหา ม. 116

การเมือง ความรัก และโลกเบื้องหลังก่อน“เยาวชนปลดแอก”ของ ฟอร์ด-เจมส์

More from my site