แจ้ง 4 ข้อหา ‘เบนจา’ รวม ‘ม.112-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ เหตุปราศรัยกระชากหน้ากากไบโอไซน์

11 มี.ค. 64 เวลา 13.00 น. ที่สถานีตำรวจปทุมวัน เบนจา อะปัญ หนึ่งในสมาชิกของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก จากกรณีเข้าร่วมชุมนุมและปราศรัยในกิจกรรม “กระชากหน้ากากไบโอไซน์” ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 64
.
ในคดีนี้มีนายระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ เป็นผู้กล่าวหา และยังมีผู้ถูกออกหมายเรียกอีกหนึ่งราย คือ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีมาตรา 112
.

เบนจายังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาทั้งในคดีชุมนุม #ม็อบ9กุมภา ที่บริเวณสกายวอล์คห้างมาบุญครอง 

>> ‘ราษฎร’ เจออีก 6 ข้อหา 2 คดี #ชุมนุมปล่อยเพื่อนเรา และ #ตีหม้อไล่เผด็จการ ที่สกายวอล์ค ปทุมวัน

สำหรับคดีนี้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากกิจกรรม  “กระชากหน้ากากไบโอไซน์” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 64 ช่วงบ่าย ในวันดังกล่าว พริษฐ์และเบนจาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ซึ่งเป็นที่ทำการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ทั้งสองกล่าวปราศรัยเรื่องการผูกขาดวัคซีน หลังรัฐบาลสั่งวัคซีนจาก 2 บริษัท ได้แก่ วัคซีนซิโนแวค (Sinovac) และวัคซีนแอสตราเซนเนก้า (AstraZeneca) ซึ่งตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในประเด็นที่รัฐบาลให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ (Siambioscience) เท่านั้น เป็นผู้ผลิตวัคซีนแอสตราเซเนกา 

.

แจ้ง ม.112 เหตุปราศรัยสยามไบโอไซน์ผูกขาดวัคซีนโควิด-19

บรรยากาศการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเช้านี้ บริเวณหน้าทางเข้าสน.ปทุมวัน มีการจัดตั้งจุดคัดกรองคนเข้าออก ตรวจวัดอุณหภูมิและแลกบัตรประชาชนสำหรับผู้มาติดต่อ

พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รองผู้กำกับสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้แจ้ง 4 ข้อกล่าวหา ต่อเบนจา ได้แก่ 

  1. ข้อหาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 “ร่วมกันดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์”
  2. ฝ่าฝืนข้อกำหนดพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ “ร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค”
  3. พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ 
  4. พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯ ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

ภาพ พริษฐ์และเบนจา ในกิจกรรม “กระชากหน้ากากไบโอไซน์” ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ วันที่ 25 ม.ค. 64 (ภาพจาก The Standard)

 

พนักงานสอบสวนบรรยายพฤติการณ์คดีว่า เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 64 ที่บริเวณหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ นายพริษฐ์และเบญจา มาร่วมชุมนุมและกล่าวปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศให้ยุติการชุมนุมเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นอกจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้จัดมาตรการในการป้องกันโรคติดต่อ พร้อมกับมีการกล่าวข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์

ผู้กล่าวหาได้ตัดถ้อยคำของทั้งสองคนเป็นส่วน และอ้างว่าแต่ละส่วนเข้าข่ายความผิด โดยพริษฐ์ถูกกล่าวหาว่าได้ปราศรัยถึงการผูกขาดวัคซีนกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และงบประมาณของวัคซีนพระราชทานที่มาจากภาษีประชาชน

ด้านเบนจาถูกกล่าวหาว่าได้กล่าวปราศรัยเพิ่มเติมในประเด็นเดียวกัน เรื่องการถือหุ้นบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ของกษัตริย์ การผูกขาดวัคซีน และกำไรที่ได้มาคนที่ได้รับกลับไม่ใช่ประชาชน

ทั้งนี้ เบนจาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา แต่ลงข้อความว่า “ขี้เกียจมาแล้ว เหนื่อย” แทน

หลังเสร็จกระบวนการ เบนจาได้รับการปล่อยตัวในชั้นสอบสวน เนื่องจากผู้ต้องหาได้มาปรากฎตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ทำให้ไม่มีเหตุให้ควบคุมตัว พนักงานสอบสวนนัดผู้ต้องหามาพบอีกครั้งในวันที่ 20 เม.ย. 64 เพื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไป 

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีที่ประชาชนทั่วไปเป็นผู้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหามาตรา 112 แม้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งของมาตรานี้ ซึ่งเปิดช่องว่างให้ประชาชนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษข้อหานี้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหาย เป็นการสร้างภาระทางคดีให้กับผู้ต้องหา และอาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้กลุ่มฝ่ายการเมืองต่างๆ นำไปใช้กล่าวหากลั่นแกล้งกันไปมาได้ง่าย

ปัจจุบัน (11 มี.ค. 64) จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 67 รายใน 55 คดี เพียงในระยะเวลาแค่ 3 เดือน หลังการกลับมาบังคับใช้มาตรานี้อีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563

>> สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ปี 2563-64