วันที่ 9 และ 15 ม.ค. 2569 ทนายความเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เข้าเยี่ยม “พิชัย” (สงวนนามสกุล) ผู้ชุมนุมทะลุแก๊สและผู้ต้องขังทางการเมือง จากคดีที่ถูกกล่าวหาว่ากรณีพกพาและขว้างปาวัตถุระเบิดที่แยกราชประสงค์ เมื่อเช้าวันที่ 4 ต.ค. 2564
ในเดือนกันยายน 2568 อดีตพนักงานแผนกไฟในห้างสรรพสินค้าถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ทำให้ถูกคุมขังมาตั้งแต่นั้น โดยไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฎีกา
กว่า 3 เดือนผ่านไปชีวิตของพิชัยก็เผชิญกับความเปลี่ยนแปลง เขาถูกย้ายเรือนจำจากพิเศษกรุงเทพฯ มาเรือนจำกลางคลองเปรมในวันที่ 7 ม.ค. 2569 อย่างกะทันหัน ไม่มีเวลาเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น มีเพียงแปรงสีฟันที่ “อานนท์ นำภา” วิ่งมายื่นให้ตอนถูกนำตัวขึ้นรถ กับเสื้อผ้า 3 ตัว
หากย้อนไปช่วงสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางกำแพงหนาของเรือนจำ พิชัยและเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมืองได้ยินเสียงพลุดังสนั่นในคืนวันที่ 31 ธันวาคม “ตอนนั้นก็ดีใจเลย เย้ ในใจ” แต่ความดีใจนั้นก็เปลี่ยนเป็นความวิตกกังวลเมื่อต้องเผชิญกับการย้ายเรือนจำอย่างไม่ทันตั้งตัว ทิ้งให้เขาต้องพบกับคืนแรกที่นอนไม่หลับ ครุ่นคิดถึงอนาคตที่คลุมเครือ กังวลว่าจะมีใครรู้บ้างว่าเขาถูกย้ายมาที่ไหน
ทั้งหลังจากย้ายไปคลองเปรมได้ไม่นาน เขายังถูกพบว่าเป็นโรคหิด ทำให้พิชัยต้องถูกกักตัวเพื่อป้องกันโรคไปอีกอย่างน้อย 14 วัน และทนายความไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ในระหว่างนี้
ถึงที่สุดความหวังของชายวัย 34 ปี คือการปรับสภาพกับชีวิตในที่คุมขังแห่งใหม่ การได้สิทธิประกันตัวและอิสรภาพที่จะมาถึงเขาในสักวันเวลา
_________________________________
วันที่ 9 ม.ค. 2569
หลังจากได้รับทราบข้อมูลว่าพิชัย ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 แม้คดีของเขายังไม่สิ้นสุด ยังอยู่ระหว่างฎีกา จึงได้เดินทางไปเยี่ยมที่เรือนจำแห่งใหม่นี้
เมื่อยื่นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติในช่วงเช้าของวัน เจ้าหน้าที่ทำการเช็คในระบบ พบว่าไม่มีรายชื่อของพิชัย จึงได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายเรือนจำ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่จึงให้ออกมารอด้านนอกห้อง เมื่อรอไปสักพัก จึงเรียกให้เข้าไปในห้องและแจ้งว่าข้อมูลของพิชัยยังไม่เข้าระบบ แต่จากการโทรประสานข้างในพบว่า พิชัยถูกนำตัวไปอยู่แดน 7 และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าข้อมูลอาจจะเข้าระบบในช่วงสัปดาห์หน้า เป็นเรื่องปกติที่เพิ่งย้ายมาข้อมูลจะยังไม่อัปเดตในระบบ
เมื่อดำเนินการเกี่ยวกับการขอเข้าเยี่ยมเรียบร้อยแล้ว ทนายนำเอกสารที่ได้รับอนุญาตจาก ผอ.ฝ่ายทัณฑปฏิบัติ เข้าไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ข้างใน หลังนั่งรอพิชัยอยู่ราวเกือบชั่วโมง จึงเห็นเขาเดินโบกไม้โบกมือกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่จุดเยี่ยม เมื่อเจอหน้ากันเขายกมือไหว้ ก่อนเดินไปยังโทรศัพท์ที่ว่างอยู่
เมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้น พิชัยรีบพูด ทำนองกลัวว่าจะไม่มีคนรู้ว่าเขาถูกย้ายมาที่นี่ เพราะถูกย้ายกระทันหันไม่ไม่ทันได้เก็บของอะไรมา มี “เก็ท โสภณ” ช่วยเก็บเสื้อกับกางเกง และอานนท์ นำภา วิ่งนำแปรงกับยาสีฟันมาใส่มือ “เป็นแปรงสีฟันใหม่ แกบอกว่าไว้ใช้เปลี่ยน แต่ไม่เป็นไรให้ผมเอามาก่อน จึงมีติดตัวแค่นั้นมีเสื้อ 3 ตัว กางเกง ส่วนข้าวของอื่น ๆ ไม่ทันได้เก็บมาด้วย”
ก่อนจะย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ในวันพุธที่ 7 ม.ค. 2569 ตอนแรกเขาถูกเรียกให้มาพบทนาย แต่สักพักเจ้าหน้าที่ประกาศให้รีบเก็บของเพื่อที่จะย้ายตัว แล้วพอรถมาจอดตรงด้านหน้าทางเข้าเรือนจำคลองเปรม เจ้าหน้าที่ให้ผู้ต้องขังเดินลงรถเพื่อที่จะนำเข้าไปข้างใน พิชัยย้อนภาพเหตุการณ์ว่า “ผมถูกใส่ตรวน คู่กับผู้ต้องขังอีกคน ตอนนั้นมองไปเห็นทนายพอดีจึงบอกกับคนที่ถูกตรวนคู่กัน ขอให้รอก่อน ขอส่งข่าวให้ทนายก่อน ก็บอกทนายให้บอกคนอื่น ๆ ด้วยว่าผมอยู่คลองเปรม”
พิชัยขอความช่วยเหลือให้ช่วยซื้อของใช้จำเป็น เพราะไม่ได้เอาข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่เดิมมาด้วยเลย และตอนนี้ถูกกักตัวอยู่ บางทีอาหารที่เอาขึ้นไปส่งก็ไม่ค่อยพอ
เมื่อสอบถามว่าแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับของใช้ยังไงบ้าง พิชัยตอบทันทีว่าตอนนี้อาศัยใช้สบู่ร่วมกับผู้ต้องขังคนหนึ่ง ส่วนอย่างอื่นยังไม่ได้ยืมใคร ที่ต้องใช้สบู่เพราะอาการคันที่คาดว่ามาจากภูมิแพ้ยังไม่หายดี จึงยังต้องอาบน้ำบ่อยครั้ง แต่ก็เกรงใจเหมือนกัน ส่วนเรื่องอาหารกินของเรือนจำ เขาคิดว่าที่คลองเปรมดีกว่าที่พิเศษกรุงเทพฯ อยู่ ค่อนข้างมีรสชาติ เห็นเป็นเนื้อไก่ ไม่ใช่จืด ๆ และน้ำใส ๆ
จากนั้นได้แจ้งกับพิชัย เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลของเขายังไม่ถูกกรอกลงในระบบของเรือนจำ จึงเป็นไปได้ว่า อาจจะยังซื้อของให้ไม่ได้ เมื่อได้ยินดังนั้นพิชัยมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็บอกว่าเข้าใจได้ เพราะตอนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็เป็นประมาณนั้น แต่ตอนนั้นดีตรงที่พอเข้าไปแล้วได้เจอ “ไผ่ จตุภัทร์” และ “ครูใหญ่ อรรถพล” แต่มาที่นี่ไม่เจอใครเลย
ในระหว่างพูดคุยสังเกตได้ว่าพิชัยยังคงเกาตามตัว จึงถามถึงเรื่องอาการที่เป็นอยู่ พิชัยตอบว่ายังคงคันอยู่ หมอที่เรือนจำพิเศษฯ บอกว่าเป็นภูมิแพ้ “เขาก็ถามผมว่าก่อนเข้ามาผมเคยแพ้อะไรไหม ผมตอบไม่เคยแพ้อะไร ก็เลยจะนัดตรวจเลือดเพื่อที่จะเช็คว่าแพ้อะไร แต่ยังไม่ได้ตรวจ ก็ถูกย้ายมาที่นี่ก่อน วันที่ย้ายมาคลองเปรมมีหมอมาตรวจเหมือนกัน ผมได้แจ้งไปแล้วว่ามีอาการคัน หมอก็ดู ๆ และมีเหมือนจดบันทึก แต่หมอไม่ได้สั่งยาให้กินหรือให้ทา ถ้าที่นี่มีลงชื่อให้พบหมอ ผมจะลงชื่ออยู่”
พิชัยเล่าถึงสถานการณ์ข้างในอีกว่า คนที่ถูกย้ายมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกันมีประมาณ 50 คน ตอนนี้อยู่แดนกักโรค ห้องนอน 2 ห้อง ห้องละ 25 คน แต่ขนาดห้องค่อนข้างแคบ พื้นที่น่าจะประมาณ 3 x 7 เมตร โดยไม่มีฟูกนอน และพื้นห้องที่ห้องกักโรคนี้ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เหมือนเพิ่งทาสี เวลานอนถ้าถอดเสื้อนอน สีก็จะติดตามตัวเลย ถ้าใส่เสื้อสีก็ติดเสื้อเหมือนกัน ตอนนี้จึงแก้ปัญหาโดยการเอาผ้าปูรองนอนไปก่อน
“ทนายอานนท์บอกแล้วว่าน่าจะมีการย้ายเรือนจำ แต่ที่คุยกันไว้น่าจะช่วงสิ้นเดือน เพราะเพิ่งเปิดปีใหม่ ไม่น่าจะย้ายเร็ว ๆ นี้ พอถูกเรียกชื่อย้าย ก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก แต่พวกทนายอานนท์ก็บอกอยู่ว่าให้อดทน แล้วก็พูดเชิงติดตลกว่าเดี๋ยวกูก็ตามไป แต่พี่อานนท์ยังมีคดีที่จะต้องสืบอยู่คงไม่ได้ถูกย้ายเร็ว ๆ นี้”
พิชัยเล่าถึงชีวิตในคลองเปรมอีกว่าคืนแรกนอนไม่หลับเลย “ตีสามตีสี่ก็ยังไม่หลับ ตอนที่นอนไม่หลับในใจคิดว่าทำไมต้องโดนย้าย นึกถึงอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีคนรู้หรือไม่ว่าย้ายมาที่นี่ ของก็ไม่ได้เอาติดตัวมา แล้วถ้ามีคำสั่งศาลมา คดีเด็ดขาด จะถูกย้ายอีกไหม คิดวนเวียนไปหมด และพอย้ายมาก็ยังไม่เจอเพื่อนผู้ต้องขังการเมืองด้วยกัน”
ก่อนบทสนทนาพูดคุยถึงเรื่องปีใหม่ที่ผ่านมา พิชัยเล่าถึงคืนวันที่ 31 ธันวาคม สิ้นปีได้ยินเสียงพลุ “ตอนนั้นก็ดีใจเลย เย้ในใจ” เพราะแสดงว่ามีบรรดาคนที่น่าจะคิดถึงกันมาจุดพลุให้ ก่อนให้พิชัยดูภาพกิจกรรม พิชัยมีสีหน้าตื่นเต้น พลางบอกว่าดีใจมาก ยังคุยกับเก็ทและเพื่อน ๆ ว่าจะมีคนมาจุดพลุหรือเปล่า แล้วก็เกิดขึ้นจริง ๆ ขอบคุณที่ยังนึกถึงกัน
_________________________________________________
วันที่ 15 ม.ค. 2569
ทนายเข้าเยี่ยมพิชัยอีกครั้ง หลังจากไปรอที่จุดเยี่ยมราวชั่วโมงกว่า ๆ จึงมีเจ้าหน้าที่เดินมาแจ้งว่า ไม่สามารถเยี่ยมได้ เนื่องจากพิชัยเป็นโรคหิด และต้องถูกกักตัวป้องกันโรคเป็นเวลา 14 วัน โดยขณะนี้กักโรคไปแล้ว 1 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. 2569 จะครบกำหนดกักตัว น่าจะช่วงสิ้นเดือน
หลังจากทราบว่าพิชัยต้องถูกกักตัว จึงไปติดต่อที่งานสวัสดิการ เพื่อสอบถามว่าข้อมูลของพิชัยเข้าระบบหรือยัง เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการเช็คข้อมูลแล้ว พบว่าพิชัยมีชื่ออยู่ในระบบแล้ว แต่อยู่แดน 6 จึงเกิดความสงสัย เพราะเจ้าหน้าที่งานเยี่ยมแจ้งว่าพิชัยถูกกักโรคอยู่แดน 7 เจ้าหน้าที่อีกคนจึงเข้ามาช่วยเช็ค และแจ้งว่าบางทีข้างในก็มีชื่อนักโทษที่ซ้ำกัน ซ้ำทั้งชื่อและนามสกุล
เจ้าหน้าที่ถามข้อมูลเพิ่มเติมว่าแม่ของพิชัยชื่ออะไร ส่วนข้อมูลทางราชการอื่น ๆ ของผู้ต้องขังจะไม่ได้ถูกเปิดเผยข้างใน จะเช็คได้ก็ต่อเมื่อรู้ชื่อแม่ของผู้ต้องขังเท่านั้น ต่อมาจึงได้มีการตรวจสอบชื่อ ปรากฏว่าตรงกันกับข้อมูลของพิชัยที่อยู่แดน 6 จึงสอบถามเพิ่มเติมว่าได้รับข้อมูลว่าพิชัยกักโรคอยู่แดน 7 ถ้าหากซื้อของให้เจ้าหน้าที่จะหาเจอหรือไม่ เพราะข้อมูลขึ้นว่าแดน 6 เจ้าหน้าที่ตอบว่าหาเจอ เพราะจะต้องไล่เช็คตามข้อมูลที่ปรากฏเดิมอยู่แล้ว ถ้าอยู่ข้างในนี้ อยู่แดนไหน ยังไงก็หาเจอ
จนถึงปัจจุบัน ( 16 ม.ค. 2569) พิชัยถูกคุมขังในระหว่างชั้นฎีกามาแล้ว 116 วัน
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงพิชัย และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ชีวิตในคุกแดน 8 ของ “พิชัย” ท่ามกลางความแออัด ฝุ่น ไข้หวัด ยุงกัด และความหวังในนิรโทษกรรม
