จับตา นัดฟังคำพิพากษาฎีกาคดี “ป้าวันทนา” ตะโกนไล่ ‘ประยุทธ์’ ขณะลงพื้นที่บ้านโป่ง หลังชั้นอุทธรณ์กลับเป็นยกฟ้อง จำเลยยืนยันใช้สิทธิตาม รธน. แต่ถูกตำรวจปิดปากไม่ชอบโดยกฎหมาย

ในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลแขวงราชบุรีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ วันทนา โอทอง ประชาชนชาวราชบุรีวัย 64 ปี ที่ถูกฟ้องใน 3 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368, ส่งเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 370 และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 138 วรรคสอง จากเหตุยืนรอขบวนและตะโกนวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขณะลงพื้นที่ในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2566

ก่อนหน้านี้ ศาลแขวงราชบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกวันทนาเต็มอัตรา 6 เดือน 10 วัน ปรับ 1,000 บาท โดยไม่รอการลงโทษจำคุก จากนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นยกฟ้องทุกข้อหา โดยเห็นว่าการกระทำของตำรวจเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

อัยการโจทก์ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษา โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ยืนในพื้นที่หวงห้ามและพยายามวิ่งเข้าขวางขบวนรถนายกรัฐมนตรีเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายและละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ

ต่อมาฝ่ายจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งฎีกาของโจทก์ ยืนยันว่าการกระทำของจำเลยเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ คำสั่งห้ามจำเลยยืนอยู่ในบริเวณเกิดเหตุนั้นเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน ส่วนการดิ้นรนขัดขืนและการกัดมือเจ้าหน้าที่ที่ปิดปากปิดจมูกจำเลยเป็นการป้องกันตัวเพื่อให้พ้นจากภยันตรายจากการขาดอากาศหายใจ ไม่ใช่การต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย อีกทั้งการจับกุมดังกล่าวยังไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

เครดิตภาพจาก ประชาไท

.

คดีนี้มีมูลเหตุมาจากเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2566 ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกำลังลงพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ในระหว่างนั้นวันทนาพยายามเข้าไปพูดคุยโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีและตะโกนวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของรัฐบาล 

อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 3-4 นาย เข้ามาแจ้งวันทนาว่าไม่สามารถให้เข้าไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากต้องรักษาความปลอดภัย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงจะได้ใช้กำลังควบคุมตัวโดยใช้มือปิดปากและลากตัวออกไปจากที่เกิดเหตุ จึงทำให้วันทนาได้รับบาดเจ็บ แขนบวมอักเสบ และขาบวมเป็นแผลถลอก ทั้งเจ้าหน้าที่ยังพยายามกางร่มเพื่อไม่ให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพเหตุการณ์การใช้กำลังควบคุมตัว ก่อนที่วันทนาจะถูกแจ้งข้อหาที่ สภ.บ้านโป่ง

คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาลแขวงราชบุรีเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2566 หลังสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้น ศาลแขวงราชบุรีมีคำพิพากษาลงโทษทั้ง 3 ข้อหา ให้จำคุก 6 เดือน 10 วัน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นยกฟ้องโจทก์ทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าการกระทำของตำรวจเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2567 โจทก์ยื่นฎีกาโดยมี สุเมธ สิงคารวานิช อัยการอาวุโส สำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 เป็นผู้เรียงฎีกา ขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีใจความสำคัญสรุปได้ดังนี้

ในวันเกิดเหตุ จำเลยยืนอยู่ในบริเวณพื้นที่หวงห้าม และเจ้าพนักงานตำรวจยืนยันว่าได้แจ้งให้จำเลยออกจากพื้นที่แล้ว พฤติกรรมของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ และจำเลยยังมีพฤติการณ์ก่อความไม่สงบในขณะที่ขบวนรถนายกรัฐมนตรีมาถึงเมื่อจำเลยขัดขืนและต่อสู้จนผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย 

อีกทั้งการที่จำเลยตะโกนส่งเสียงดังเอะอะโวยวายจะทำให้เกิดความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งพยานโจทก์ทุกปากเป็นพยานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียหรือโกรธเคืองจำเลยมาก่อนจึงมีน้ำหนักรับฟังว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อกฎหมาย ไม่ได้ใช้สิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ 

อีกทั้งที่จำเลยอ้างว่ามาร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้ถือเอกสารใด ๆ อยู่ในมือ ข้อเท็จจริงนี้จึงเห็นว่าจำเลยมาเพื่อก่อการณ์ให้เกิดความไม่สงบในขณะที่นายกรัฐมนตรีมาตรวจเยี่ยมประชาชน

จำเลยเป็นหญิงอายุ 62 ปี (ขณะเกิดเหตุ) แต่มีรูปร่างใหญ่และแข็งแรง การที่ต้องจับกุมกับจำเลยเพราะละเมิดกฎหมายโดยอยู่ในพื้นที่หวงห้าม ซึ่งตามรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ทุกคนมีสิทธิแสดงออกทางการเมืองได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ดังนั้นการที่จำเลยอยู่ในพื้นที่หวงห้ามและเจ้าพนักงานสั่งให้ออกแล้วแต่จำเลยไม่ออก จึงเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย อีกทั้งที่จำเลยจะวิ่งเข้าไปหาขบวนรถยนต์นายกรัฐมนตรีและตะโกนด่านายกรัฐมนตรีจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น 

ส่วนพยานจำเลยผู้มีความเชี่ยวชาญกฎหมายการชุมนุมสาธารณะนั้นเห็นว่าความเห็นของพยานเป็นเพียงงานวิชาการที่อาจมีนักวิชาการอื่นไม่เห็นด้วย จึงไม่ใช่พยานหลักฐานมั่นคงที่ต้องยึดตามความเห็นนี้ ซึ่งพยานได้รับว่าการชุมนุมที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญคือต้องไม่ละเมิดกฎหมายและสิทธิผู้อื่น 

.

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งฎีกาของโจทก์ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพื่อให้จำเลยได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย มีใจความสำคัญสรุปได้ดังนี้

จำเลยเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในทุกฐานความผิด โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นที่ยกย่องชื่นชมอย่างมากในแวดวงวิชาการกฎหมาย เนื่องจากเป็นคำพิพากษาที่ยืนยันการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนได้อย่างมีหลักการมั่นคงสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นการวางบรรทัดฐานสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเพื่อคุ้มครองไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน

ในวันเกิดเหตุ บริเวณถนนหน้าศาลาประชาคม ไม่ใช่พื้นที่หวงห้ามไม่ให้ประชาชนอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยปกติก็มีแผงเหล็กกั้นในลักษณะเดียวกันกับวันเกิดเหตุที่จำเลยไปยืนอยู่ เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่พื้นที่หวงห้ามและตนเองมีสิทธิที่จะอยู่บริเวณดังกล่าวเพื่อร้องเรียนร้องทุกข์กับนายกรัฐมนตรี โดยจำเลยเคยไปร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเถอบ้านโป่งแล้ว แต่ไม่เป็นผล จึงต้องการมาร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

การกระทำของจำเลยเป็นการใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จำเลยเป็นผู้หญิงสูงอายุ ยืนอยู่โดยปราศจากอาวุธใด ๆ การที่เจ้าพนักงานตำรวจมีคำสั่งห้ามจำเลยยืนบริเวณจุดเกิดเหตุ จึงเกินความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วนกับการใช้สิทธิเสรีภาพของจำเลย

ส่วนที่ผู้เสียหายใช้มือปิดปากจำเลยจนถูกจำเลยกัด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย เนื่องจากเป็นการปกป้องการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของตน และเพื่อให้หลุดพ้นภยันตรายที่กำลังเกิดแก่ตนจากการปฏิบัติที่เกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจ

ฎีกาโจทก์ไม่ได้โต้แย้งในประเด็นที่จำเลยถูกฟ้องว่าใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงานจนได้รับบาดเจ็บ จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ การดิ้นรนขัดขืนเกิดขึ้นหลังจากถูกปิดปากปิดจมูกจนจำเลยหายใจไม่ออก ต้องดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้ตนเองมีอากาศหายใจ เป็นการป้องกันตัวตามปฏิกิริยาร่างกายเพื่อให้หลุดพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง คือการหายใจไม่ออก-ขาดอากาศหายใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติตามหน้าที่พึงตระหนักว่าการใช้มือปิดปากผู้สูงอายุไม่พึงกระทำและไม่ใช่ยุทธวิธีการจับกุมตามระเบียบคู่มือปฏิบัติการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ  

ส่วนความผิดฐานทำให้เกิดความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควรนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปราฏหลักฐานว่าจำเลยกระทำความผิดแต่อย่างใด

อีกทั้งในความเห็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ระบุว่าการที่จำเลยยืนอยู่บริเวณเกิดเหตุ อยู่ในขอบเขตการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้มือปิดปากจำเลยและอุ้มจำเลยออกจากพื้นที่ชุมนุม มีผลเป็นการห้ามจำเลยชุมนุม ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่สอดคล้องกับความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน

นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาตรา 22 บัญญัติว่า “ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับกุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทำได้ ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเป็นหลักฐานไว้ในบันทึกการควบคุมตัว” ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จึงขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นการจับกุมจำเลยโดยมิชอบด้วย

.

ในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 นี้ที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา จะเป็นผลให้คดีสิ้นสุดลงทันที หากมีคำพิพากษายกฟ้องตามที่ศาลอุทธณ์ภาค 7 พิพากษาไว้ วันทนาจะไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาและทำให้สามารถกลับบ้านตามเดิม หรือหากศาลมีคำพิพากษากลับเป็นลงโทษจำคุกและไม่รอลงอาญา อาจทำให้วันทนาต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำ

ส่วนกรณีที่วันทนาได้แจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้กำลังเข้าควบคุมตัวจนได้รับบาดเจ็บ ในข้อหาทำร้ายร่างกายและหน่วงเหนี่ยวกักขังนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนที่ทางตำรวจส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะรอผลของคำพิพากษาคดีอาญาของศาลแขวงราชบุรีก่อน จึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ป้านา บ้านโป่ง”: เป็นคดีเพราะเป็นคนธรรมดาที่มีเรื่องอยากบอก “ประยุทธ์”

X