เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม พรชัย วิมลศุภวงศ์ ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ เขาถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ด้วยโทษรวม 12 ปี จากการถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊ก 4 ข้อความ และถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2567 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 7 เดือนแล้ว
สถานการณ์ในช่วงนี้ของพรชัย เขาเล่าว่าเรือนจำยังอยู่ในสภาพแออัด จำนวนผู้ต้องขังในแดน 5 ที่เขาอยู่ มีร่วม 2 พันคนแล้ว โดยมีคนเข้ามาใหม่อีกประมาณ 200 คน โดยเขากังวลว่าอาจจะมีการย้ายเรือนจำ เพื่อลดความแออัดของผู้ต้องขังด้วย และไม่รู้ว่าตัวเขาจะต้องถูกย้ายไปที่อื่นหรือไม่
ท่ามกลางอากาศที่เปลี่ยนแปลง ผู้ต้องขังหลายคนก็มีอาการป่วย มีบางคนต้องเข้าออกเรือนพยาบาลทุกวัน โดยตอนนี้พบว่าหลายคนเป็นโรคอีสุกอีใส ซึ่งติดต่อกันด้วย ในส่วนของเขาเคยเป็นมาก่อนแล้ว ทำให้คงไม่เป็นโรคนี้ซ้ำอีก ในเรื่องอาการผื่นคันที่ผิวหนังซึ่งก่อนหน้านี้พรชัยก็เป็นด้วยนั้น ตอนนี้ก็อาการดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังต้องหายามาทาอยู่ เขาย้ำว่าคนในเรือนจำเป็นกันมาก
“ผมกังวลเรื่องโรคเท้าช้าง กับพวกอาการคันในร่มผ้า เพราะความเป็นอยู่ที่แออัดมากขึ้นในทุกวัน ในเรือนจำไม่มีแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเลย ทั้งที่ช่วงนี้โรคผิวหนังระบาดหนักมาก” พรชัยเล่า
พรชัยยังพูดถึงอาหารการกิน ที่ยังคงไม่มีเนื้อสัตว์เหมือนเดิม แม้จะเป็นแกงไก่ แต่ก็ไม่มีเนื้อไก่ ส่วนใหญ่จะเป็นผัก แตงกว่า และกะหล่ำปลี เป็นต้น
พรชัยย้อนเล่าถึง โครงการเขียนหนังสือเล่าถึงชีวิตของตัวเอง ว่าตอนนี้มีต้นร่างแล้ว แต่ยังต้องปรับปรุงเรียบเรียงให้อ่านง่ายกว่านี้ โดยเขาบอกว่าถ้าเป็นหนังสือจริง อยากให้ถูกแปลเป็นภาษาอื่น ๆ ด้วย ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน
“ผมอยากแชร์วิธีอยู่ในสังคม เริ่มต้นชีวิตในสังคมไทย ว่าจะอยู่อย่างไรถึงจะไม่เกิดปัญหาต่าง ๆ มีคำแนะนำทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายที่จะทำให้เข้าในบริบทสังคมไทย และปรับตัวได้อย่างง่ายขึ้น แต่ผมยังไม่พูดเรื่องการเมืองกับเรื่องราวในเรือนจำ เพราะผมกลัวว่ามันจะส่งออกไปไม่ได้” พรชัยบรรยายถึงเนื้อหาที่เขากำลังเขียน
พรชัยยังติดตามข่าวสารสถานการณ์ภายนอก โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ที่เขาทราบว่าร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เข้าสู่ชั้นพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว แม้ร่างนี้จะไม่นับรวมคดีมาตรา 112 ให้ได้รับการนิรโทษกรรม แต่ด้วยชื่อกฎหมายเช่นนี้ ทำให้พรชัยอดให้ความเห็นไม่ได้
“ผมว่าชื่อสร้างเสริมสันติสุข ก็ต้องสร้างสันติสุขจริง ไม่ใช่เป็นแค่ชื่อ ต้องครอบคลุมการแสดงออกทางการเมืองทุกรูปแบบ แต่การพูดที่เป็นการแสดงออกแบบหนึ่ง กลับกลายเป็นโทษ อย่างมาตรา 112 ผมเองก็เป็นคนที่โดนจองจำเพราะมาตรานี้ ผมต้องมาติดคุกที่เชียงใหม่ ไหนจะโดนแจ้งข้อหาที่ยะลาอีก
“ถ้า พ.ร.บ. นี้ สร้างสันติสุขจริง ต้องครอบคลุมทุกฐานความผิดจากการแสดงออกทางการเมือง ไม่งดเว้นแม้กระทั่ง 112 มันถึงเวลาที่ต้องปลดล็อคประเทศได้แล้ว”
ความสนใจอีกอย่างของพรชัย คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้กระบวนการกำลังดำเนินไป และคาดว่าจะมีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการเลือกตั้งในปีหน้า เขาย้ำว่าการแก้ไขปัญหาประเทศ ยังไงก็ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นเกิดขึ้นจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. ไม่ใช่อำนาจที่มาจากประชาชน แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองที่ถูกจองจำอยู่ จะได้มีส่วนร่วมกับกระบวนการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้หรือไม่
พรชัยยังบอกถึงข้อสังเกตว่า ผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่หลายคนช่วงหลัง มาจากคดีฉ้อโกงหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องสแกมเมอร์มากขึ้น ทำให้เรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร เขามองว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้กระบวนการสแกมเมอร์มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งความต้องการทางเศรษฐกิจของประชาชน ที่ทำให้เกิดการล่อลวงเกิดขึ้นได้ โดยในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ อาจทำให้ยิ่งขาดความระมัดระวัง หรือปัจจัยที่เกี่ยวกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งรับมือได้ล่าช้า และทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยา หรือเรื่องที่ปัญหานี้เป็นเรื่องข้ามชาติอีกด้วย
สุดท้าย เมื่อถูกจองจำเริ่มยาวขึ้น พรชัยบ่นว่าเขาคิดถึงบ้าน อยากกลับออกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรถึงจะได้ถูกปล่อยตัว
.
| สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงพรชัย “ฝากถึง พรชัย วิมลศุภวงศ์ แดน 5 เรือนจำกลางเชียงใหม่ 122 หมู่ 6 ตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 50150” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ถึงผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
