การ “นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ” จะส่งผลอย่างไรต่อสังคม?

วันนี้ (21 ต.ค. 2568) ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ “กฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง” ที่ผ่านชั้นกรรมาธิการ จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สองและสาม

ร่างฉบับที่เตรียมเข้าสภาอีกครั้งนี้ เป็นร่างที่กรรมาธิการปรับแก้จากร่างฉบับของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งถูกใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา หลังในวาระแรก สภาโหวตรับหลักการของร่างกฎหมายที่ใช้ชื่อดังกล่าวจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่รับหลักการในร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของอดีตพรรคก้าวไกล และร่างของภาคประชาชน

ประเด็นสำคัญที่ร่างทั้งสามผ่านการพิจารณาและสภาอภิปรายถกเถียง คือการไม่ให้รวมการนิรโทษกรรมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  โดยร่างของพรรคภูมิใจไทยถึงกับบัญญัติในหลักการของร่างกฎหมายว่า ไม่ให้นิรโทษกรรมคดีตามมาตรา 112

แม้การนิรโทษกรรมคดีตามมาตรา 112 ยังพอเป็นไปได้อยู่ในวาระที่สองและสาม เนื่องจากในชั้นกรรมาธิการ มีกรรมาธิการบางส่วนสงวนคำแปรญัตติไว้ในหลายประเด็น อาทิ ประเด็นการนิรโทษกรรมคดีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ในทุกข้อกล่าวหา และประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 แบบมี “เงื่อนไข” หากผู้กระทำความผิดยอมรับมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำตามที่คณะกรรมการกำหนด  โดยสภาจะมีการอภิปรายและโหวตในรายมาตราของกฎหมาย

ก่อนติดตามการอภิปรายร่างกฎหมายอีกครั้ง ชวนพิจารณาไม่ใช่เพียงข้อจำกัดทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกแนวทาง “การนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ” ไม่นับรวมคดีความที่เป็นใจกลางของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อทำให้การนิรโทษกรรมทางการเมืองครั้งนี้เกิดขึ้นได้ ว่าจะส่งอย่างไรต่อสังคมไทยต่อไป

.

.

1. การสร้าง “ความสามัคคีปรองดอง-สังคมสันติสุข” กลายเป็นเพียงวาทกรรม

หากพิจารณาทั้งชื่อร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข และคำปรารถของร่างกฎหมาย ที่ระบุว่า “เพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง อีกทั้ง ยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย อันจะทำให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข และร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญอย่างมั่นคง และยั่งยืนสืบไป”

จะเห็นได้ว่าเป้าประสงค์สำคัญของการนิรโทษกรรมคือ คือการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ เพื่อนำไปสู่สังคมสันติสุข ผ่านการยุติการดำเนินคดี  และล้างมลทินความผิดที่เกิดขึ้น เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งจากกระบวนการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นไป

โดยหลักการแล้ว กระบวนการนิรโทษกรรมต่อประชาชน เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งของการสร้าง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) ซึ่งเป็นการจัดการกับความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคม เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ โดยกระบวนการดังกล่าวมีองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อสร้างความยุติธรรมขึ้นในสังคม ทั้งการค้นหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน การชดเชยเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและยุติการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งปฏิรูปองค์กรของรัฐต่าง ๆ ที่มีส่วนกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ยึดโยงกับระบอบประชาธิปไตย

กระบวนการนิรโทษกรรมจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลไกหลายประการ ที่ต้องดำเนินการควบคู่หรือต่อเนื่องกันไปเพื่อสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่การนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นในกรณีของประเทศไทย กลับตรงกันข้าม หากไม่ถูกใช้เพียงลำพัง โดยไม่ดำเนินกลไกอื่นควบคู่กัน ก็เป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้ทำการรัฐประหาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้ใช้ความรุนแรงไปด้วย

การนิรโทษกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นหากร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข นี้ ผ่านการพิจารณาของสภา โดยไม่มีการแก้ไขอีก ก็จะเป็นกระบวนการนิรโทษกรรมที่สร้างปัญหาอีกแบบหนึ่ง คือเป็นการนิรโทษกรรมโดยไม่นับรวมคดีความ ที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกในประเด็นปัญหาสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา คือประเด็นปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันสังคมไทยมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายต่อประเด็นดังกล่าว จนมีคนจำนวนมากมีข้อเสนอทางการเมือง คือเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งนำไปสู่การถูกดำเนินคดีตามมา

การไม่นับรวมประเด็นปัญหาดังกล่าว และ “ยกเว้น” การนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จึงเห็นได้ชัดว่า ไม่ได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแท้จริง และดูเหมือนเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของความขัดแย้งเรื่อง “สีเสื้อ” เดิม เนื่องจากคดีความต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงในทศวรรษก่อน น่าจะถูกนับรวมในการนิรโทษกรรมเกือบทั้งหมด (แต่ควรกล่าวด้วยว่าก็มีคนเสื้อแดงหลายคนถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ด้วย ในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา) แต่ปัดปฏิเสธความขัดแย้งทางการเมืองในอีกระดับหนึ่ง รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา โดยแม้แต่ข้อหาฐานเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ซึ่งอยู่ในหมวดความมั่นคงของรัฐเอง ก็ยังถูกบัญญัติให้เป็นความผิดที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมในบัญชีแนบท้ายกฎหมายด้วย

การนิรโทษกรรมที่เลือกปฏิบัติเช่นนี้ จึงไม่สามารถ “สร้างสังคมสันติสุข” และ “ความสามัคคีปรองดอง” รวมทั้งสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านได้อย่างถ้วนหน้ากัน ถ้อยวลีที่ระบุเหตุผลดังกล่าวของกฎหมาย จึงกลายเป็นวาทกรรมทางการเมืองอีกครั้งในสังคมไทย ที่มักพูดถึงการสร้างความปรองดองและสามัคคีมากว่าสองทศวรรษ แต่ไม่สามารถทำให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงได้

.

.

2. ปัญหาผู้ต้องขัง ผู้ลี้ภัย และผลกระทบต่อผู้คน จะยังคงสืบเนื่องต่อไป

จากจำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบัน (วันที่ 20 ต.ค. 2568) ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูล มีจำนวนไม่น้อยกว่า 57 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คน รวมทั้งคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 อีกจำนวน 5 คน ที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างฎีกา และน่าจะถูกตีความว่าไม่เข้าข่ายการนิรโทษกรรมเช่นกัน รวมทั้งยังมีกลุ่มคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหาความผิดต่อชีวิต ที่จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมด้วย อีกจำนวน 9 คน รวมคิดเป็นกว่าร้อยละ 77 ของผู้ต้องขังทั้งหมด ที่จะไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม

ขณะเดียวกันคดีมาตรา 112 อีกไม่น้อยกว่า 176 คดีก็ยังไม่สิ้นสุดลง ทำให้นักกิจกรรมและประชาชนอีกหลายคนยังมีความเสี่ยงจะต้องถูกจองจำเพิ่มเติมจากสถานการณ์ทางคดีที่เกิดขึ้น รวมทั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ยังมีประเด็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองด้วยคดีมาตรา 112 อีกจำนวนมาก ซึ่งยังไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้จนถึงปัจจุบัน

ขณะที่สถิติคดีมาตรา 112 ของศาลยุติธรรม ในรอบ 18 ปี มีคดีขึ้นสู่ศาลถึง 1,493 คดี ขณะที่ในชั้นอัยการ ก็มีสูงถึง 3,792 เรื่อง ในรอบ 14 ปี นับเป็นข้อกล่าวหาที่มีจำนวนมากกว่าคดีที่จะมีการนิรโทษกรรมอีกหลายข้อหา

แม้การนิรโทษกรรมตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะรวมคดีข้อหาแนบท้ายจำนวนมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ถูกคุมขังและผู้ลี้ภัยในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากคดีตามมาตรา 112 ทำให้การนิรโทษกรรมโดยสร้างข้อยกเว้นเช่นนี้ จะทำให้ปัญหาผู้ต้องขังและผู้ลี้ภัยทางการเมืองโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ถูกแก้ไข หลายคนต้องถูกคุมขังหรือต้องลี้ภัยต่อไป

การถูกคุมขัง ยังไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อประชาชนคนนั้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวญาติมิตรอีกหลายชีวิต ที่ต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมต่าง ๆ ที่หากสังคมที่มุ่งหวังถึงสันติสุข และความเป็นธรรมแล้ว ก็ควรสะสางจัดการเยียวยาปัญหาเหล่านี้ด้วย

หากพิจารณาเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในคำปรารถที่ว่า “การกระทำต่าง ๆ ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองแม้จะกลายเป็นการกระทำความผิดโดยสภาพตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่แท้จริงแล้วผู้กระทำมิได้มีเจตนาชั่วร้าย หรือเจตนากระทำความผิดอาญาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงเจตนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น เพียงเพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง…ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำผิดอาญา”

คำถามสำคัญที่สังคมจำเป็นต้องร่วมกันตอบต่อไป คือเหตุใดคดีมาตรา 112 ที่ก็ล้วนเกิดจากการแสดงความคิดเห็นในการชุมนุม หรือแสดงออกทางการเมือง ซึ่งผู้แสดงออกมิได้มีเจตนาชั่วร้าย หรือแสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นข้อเรียกร้องทางการเมืองหนึ่งของประชาชนในสังคม หลายข้อเรียกร้องยังเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพื่อการสร้างเสริมประชาธิปไตย กลับไม่สามารถเข้าข่ายการนิรโทษกรรมและการสร้างเสริมสังคมสันติสุขไปด้วยได้?

.

.

3. ทำให้ความเป็นการเมืองของ คดี ม.112 ยิ่งเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนิรโทษกรรมโดยไม่นับรวมคดีตามมาตรา 112 ทำให้ “ความเป็นการเมือง” ของข้อกล่าวหานี้เด่นชัดยิ่งขึ้น โดยมาตรา 112 มีความเป็นการเมืองในหลายมิติอยู่แล้ว ทั้งในแง่มุมของการแก้ไขตัวบทในอดีตที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง, การเลือกใช้บังคับหรือไม่ใช้กฎหมายเปลี่ยนแปลงไปมาได้ตามนโยบายของรัฐ, การตีความกฎหมายผ่านอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเดียว, การกลายไปเป็นเครื่องมือใช้กล่าวหากันของฝ่ายเห็นต่างทางการเมือง หรือแรงจูงใจของผู้แสดงออกที่ถูกกล่าวหาเป็นเรื่องทางการเมือง เป็นต้น

และในอีกมิติที่สำคัญของความเป็นการเมืองที่เกิดขึ้น คือการพยายามทำให้ความผิดมาตรานี้ ถูกพิจารณาเป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายปกติ จนกระทั่งทำให้การแก้ไขกฎหมายต้องถึงขนาดถูกยุบพรรคการเมือง หรือกลายเป็นเรื่องฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง รวมทั้งการพยายามอธิบายสร้างการยกเว้นให้กับมาตรา 112 ให้มีสถานะที่ถูกพิจารณาแตกต่างจากข้อหาอื่น ๆ ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง การพยายามโต้แย้งว่าข้อหานี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง จึงไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม จนกระทั่งทำให้เกิด “ภาวะยกเว้น” ขึ้นในการพิจารณานิรโทษกรรมคดีต่าง ๆ

การนิรโทษกรรมคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง โดยยกเว้นมาตรา 112 นอกจากจะไม่ใช่จุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนของความเป็นการเมืองของมาตรา 112 มากกว่าข้อกล่าวหาอื่น ๆ โดยแม้แต่ข้อหาอย่างการก่อการร้าย การก่อกบฏ การล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ยังสามารถถูกนับรวมในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ยิ่งพยายามยกเว้นและไม่นับรวมคดีมาตรา 112 ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองให้ได้เพียงใด ดูเหมือนกลับยิ่งสะท้อน “ความเป็นการเมือง” ของข้อหามาตรานี้ให้ยิ่งเด่นชัดยิ่งขึ้น

.

.

4. ปัญหา ม.112 ของไทย ในสายตานานาชาติ ยังเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนสำคัญต่อไป โดยไม่ถูกผ่อนคลาย-แก้ไข

การดำเนินคดีมาตรา 112 ในประเทศไทยนั้น ในสายตาของหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทั้งคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญในกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ เห็นว่ามีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเคยมีการเสนอแนะให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงทั้งการบังคับใช้และตัวเนื้อหาของมาตรา 112 มาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยได้รับการแก้ไข

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของสหประชาชาติฯ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดี การควบคุมตัว และการกำหนดโทษอย่างไม่ได้สัดส่วน รวมทั้งการกำหนดโทษจำคุกเป็นเวลานาน ในคดีตามมาตรา 112 ต่อการกระทำที่ดูเหมือนเป็นเพียงการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพด้านความเห็นและการแสดงออก และยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่สร้างความหวาดกลัวจากข้อกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งมีผลต่อการใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกโดยรวมในประเทศไทย รวมทั้งยังเน้นย้ำเรื่องการให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในคดีข้อหานี้เรื่อยมา เนื่องจากเห็นว่าเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบ

แม้ก่อนหน้านี้ จะเคยมีช่วงเวลาที่รัฐไทยมีนโยบายหยุดการบังคับใช้ข้อหามาตรา 112 ไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ในช่วงปี 2561-ปลายปี 2563) แต่ก็มีการนำกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง โดยมุ่งเน้นต่อผู้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา โดยการบังคับใช้ครั้งนี้ ยังเป็นไปอย่างกว้างขวางและทำให้มีผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมากกว่าช่วงอื่น ๆ ก่อนหน้านี้

การไม่ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง การไม่มีมาตรการผ่อนคลายแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมไปถึงการไม่นิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้ จึงยังทำให้ปัญหามาตรา 112 ในสายตาของนานาชาติ โดยเฉพาะกลไกด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ยังเป็นประเด็นสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนของไทยต่อไป

.

.

5. การนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ผลิตซ้ำความขัดแย้ง สั่งสมความรู้สึกไม่เป็นธรรม

ตามข้อเท็จจริง กระบวนการนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถูกริเริ่มเสนอร่างกฎหมายโดยพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำให้พรรคการเมืองอื่น ๆ มีการเสนอร่างกฎหมายเข้าประกบต่อมา และในชั้นกรรมาธิการที่ผ่านมา ยังมีข้อเสนอพิจารณาในส่วนคดีแพ่งที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งศาลพิพากษาให้ชำระค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ย โดยมีการพยายามเสนอให้เพิ่มเติมเรื่องการระงับหนี้และกระบวนการล้มละลายของแกนนำที่ถูกบังคับชำระค่าเสียหาย แต่กรรมาธิการบางส่วนคัดค้าน จนสุดท้ายร่างกฎหมายจึงบัญญัติเฉพาะในส่วนการยุติการดำเนินคดีทางแพ่ง และการบังคับคดีต่อไปเป็นอันยุติลง แต่ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว

การผลักดันกฎหมายที่เกิดขึ้น แม้จะเกิดขึ้นจากกลุ่มฝ่ายทางการเมืองฝ่ายหนึ่ง แต่สภาและสังคม ก็สามารถทำให้การพิจารณาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ถูกพิจารณาอย่างรอบด้านและครอบคลุมเพียงพอได้ เพื่อให้สามารถถูกใช้แก้ไขปัญหาทางการเมืองได้จริง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นข้อเสนอการนิรโทษกรรมของอีกฝ่ายทางการเมือง ถูกปฏิเสธเรื่อยมา ก่อให้เกิดภาวะการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ และมีลักษณะที่เป็นการผลิตซ้ำปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มากกว่าช่วยให้ก้าวข้ามความขัดแย้งดังกล่าวไปได้

มีกรณีตัวอย่างในต่างประเทศที่อาจพอเทียบเคียงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติในการนิรโทษกรรม อย่างในประเทศไนจีเรีย ซึ่งมีกลุ่มกบฏต่อสู้กับรัฐบาลหลายกลุ่มในภูมิภาคต่าง ๆ ต่อมาในกระบวนการพยายามสร้างสันติภาพ รัฐบาลกลับได้เลือกมีการนิรโทษกรรมให้กับเฉพาะบางกลุ่ม ในขณะที่อีกบางกลุ่มถูกกีดกันออกไป ภายใต้สายสัมพันธ์ทางการเมืองและทรัพยากรในพื้นที่ของกลุ่มกบฏที่มีแตกต่างกันไป ผลดังกล่าวทำให้กระบวนการนิรโทษกรรมกลายเป็นภาพสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมทางการเมืองและสังคม โดยกลุ่มกบฏแต่ละกลุ่มเข้าถึงการเจรจากับรัฐและการให้อภัยในระดับที่แตกต่างกัน

การนิรโทษกรรมของรัฐบาลไนจีเรียจึงไม่ได้สร้างความยุติธรรมและสันติภาพ แต่กลายเป็นการให้อภัยจากรัฐ ต่อผู้ที่มีอำนาจต่อรองและเสนอประโยชน์สูงสุดแทน และในที่สุดแล้ว ทำให้ความไม่สงบยังคงดำเนินต่อไปในภูมิภาคที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมนั้น

การนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ จึงมีแนวโน้มจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านการแสดงโดยเปรียบเทียบให้เห็นถึงการปฏิบัติที่แตกต่างต่อกลุ่มฝ่ายทางการเมือง ทำให้ความตึงเครียดของความขัดแย้งถูกผลิตซ้ำและยังคงดำรงอยู่สืบเนื่องไป จนไม่ทำให้สังคมเปลี่ยนผ่านทางการเมืองต่อไปได้

.

X