ครบ 3 ปีเต็มแล้วที่มีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังจากประกาศดังกล่าวถูกนำมาบังคับใช้เพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ในครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2563 และประกาศขยายอายุเวลามาต่อเนื่อง 19 ครั้ง ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินราว 2 ปี 6 เดือน ก่อนที่จะถูกยกเลิกในวันที่ 1 ต.ค. 2565
ในขณะนั้น ทั่วประเทศเกิดการเคลื่อนไหวและการชุมนุมของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องที่ออกมาขับไล่รัฐบาลสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหาร และประเด็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม รวมไปถึงการเรียกร้องด้านเศรษฐกิจของผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลในสถานการณ์โรคระบาด
พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถูกนำมาใช้กล่าวหาดำเนินคดีต่อการชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดควบคุมเสรีภาพในการชุมนุม รวมไปถึงการอ้างใช้เข้าสลายการชุมนุม จนต่อมาพบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างน้อยถึง 1,466 คน ในจำนวน 677 คดี
หากแต่ ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่การประกาศยกเลิกตัวบทกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่ากับว่ามีผลเป็นเพียงการประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับรับมือสถานการณ์ยุติลง แต่คดีที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมืองยังดำเนินต่อไปในกระบวนการยุติธรรม
จนกระทั่งปัจจุบันคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีถึง 677 คดี นั้นสิ้นสุดไปแล้วเพียง 781 คน ในจำนวน 353 คดี (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว)
.
ตลอดการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมจำนวน 1,466 คน ใน 677 คดี
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตลอดช่วงที่บังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2565 มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 677 คดี ในจำนวนนี้เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 242 คน ในจำนวน 161 คดี
เวลาผ่านมามากกว่าห้าปี นับแต่วันที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และครบสามปีที่สิ้นสุดการประกาศ คดีความที่เกิดขึ้นทั้ง 677 คดี ยังอยู่ในการพิจารณาคดีในชั้นต่าง ๆ และมีคดีที่สิ้นสุดแล้วเพียง 353 คดี ในจำนวน 781 คน (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว)
และยังมีอีกจำนวนอย่างน้อย 365 คดีที่ยังดำเนินอยู่ในกระบวนการยุติธรรมชั้นต่าง ๆ แม้จะยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้วก็ตาม สำหรับคดีที่ยังไม่สิ้นสุด แบ่งออกเป็นดังนี้
- ชั้นตำรวจ จำนวน 244 คดี
- ชั้นอัยการ จำนวน 26 คดี
- ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จำนวน 14 คดี
- ชั้นอุทธรณ์ หรือรอว่าจะมีการอุทธรณ์คดีหรือไม่ จำนวน 59 คดี
- ชั้นฎีกา หรือรอว่ามีการฎีกาคดีหรือไม่ จำนวน 22 คดี
(คดีบางส่วนไม่ได้อยู่ในชั้นพิจารณาเดียวกันทั้งคดี เช่น มีการสั่งฟ้องเฉพาะบางคน ส่วนอีกบางคนยังไม่สั่งฟ้อง หรือมีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน)

.
คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ต่อสู้คดี: ศาลยกฟ้องแล้ว 110 คดี ลงโทษ 79 คดี จำนวนที่ศาลยกฟ้องมีมากกว่า บวกอัยการสั่งไม่ฟ้องอีก 75 คดี
สำหรับคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง พบว่ามีอย่างน้อย 75 คดี โดยเหตุผลในการสั่งไม่ฟ้อง สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นได้ดังนี้
- ไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้จัดหรือร่วมจัดการชุมนุม ผู้ถูกกล่าวหาอาจเป็นเพียงผู้เข้าร่วม หรืออยู่ในพื้นที่ชุมนุม ไม่สามารถชี้ได้ชัดว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนโดยตรง
- สถานที่ชุมนุมไม่เข้าข่าย “แออัด” การชุมนุมเกิดในพื้นที่โล่งกว้าง เช่น ถนน หรือลานกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวก ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างตามสมควร
- ไม่มีหลักฐานว่าเป็นต้นเหตุแพร่เชื้อโรค ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ชุมนุมทำให้เกิดการระบาดของโควิด-19
- เป็นการชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ
.
ส่วนคดีที่ถูกสั่งฟ้องต่อศาล และจำเลยต่อสู้คดี พบว่ามีคดีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องอย่างน้อย 110 คดี (นับเฉพาะคดีที่จำเลยมีการต่อสู้คดี มีคดีอีกบางส่วนจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิด) สามารถจำแนกเหตุผลออกมาโดยสังเขปได้ดังนี้
- ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเป็นผู้จัดการชุมนุม
- สถานที่ชุมนุมไม่เข้าข่าย “แออัด” หรือเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ หลายคดีศาลเห็นว่าการชุมนุมเป็นการรวมตัวในพื้นที่โล่งและเปิดกว้าง การชุมนุมมีมาตรการป้องกันโรค อาทิ สวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง หรือปฏิบัติตามมาตรการ
- ไม่มีหลักฐานการแพร่ระบาดจากการชุมนุม ศาลพิจารณาว่าไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าการชุมนุมก่อให้เกิดคลัสเตอร์หรือผู้ติดเชื้อรายใหม่
- การชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ในบางคดีศาลวินิจฉัยว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการแสดงออกตามสิทธิขั้นพื้นฐาน
- ในบางคดี ข้อเท็จจริงไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าจำเลยกระทำผิด ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
.
อย่างไรก็ตามสำหรับ คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ต่อสู้คดี และศาลพิพากษาว่ามีความผิด พบว่ามีอย่างน้อย 79 คดี แบ่งออกเป็นดังนี้
- ลงโทษปรับเพียงอย่างเดียว จำนวน 44 คดี
- ศาลให้รอกำหนดโทษ จำนวน 3 คดี
- ลงโทษจำคุก โดยให้รอลงอาญา จำนวน 21 คดี
- ลงโทษจำคุก โดยไม่รอลงอาญา จำนวน 8 คดี
- อื่น ๆ : คดีเยาวชน 1 คดี ที่ศาลกล่าวตักเตือน และ 2 คดี ที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกโดยจำเลยบางส่วนให้รอลงอาญา แต่บางส่วนไม่รอลงอาญา
ขณะที่ปัญหาอีกประการหนึ่งในคดีเกี่ยวกับการชุมนุมเหล่านี้ คือองค์กรในกระบวนการยุติธรรม อย่างอัยการและศาล ไม่ได้มีมาตรฐานที่ชัดเจนแน่นอนในการตีความกฎหมาย ทำให้เกิดคำพิพากษาที่แตกต่างกันเป็นสองด้านกว้าง ๆ ทั้งในแนวที่ตีความคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุม และแนวที่ปฏิเสธเสรีภาพการชุมนุมในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยสิ้นเชิง
รวมทั้งพบว่าในบางคดี ที่จำเลยถูกฟ้องในข้อหาอื่น ๆ ด้วย อาทิข้อหาตามมาตรา 112 ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ด้วยโทษจำคุกที่ค่อนข้างสูงกว่าคดีชุมนุมอื่น ๆ ที่ไม่มีข้อหาอื่นพ่วงด้วย ซึ่งมักลงโทษด้วยการปรับเป็นหลัก
สถิติคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ศาลยกฟ้อง-อัยการสั่งไม่ฟ้อง
.
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้นักกิจกรรมและประชาชนอีกหลายราย ยังคงมีภาระในการเดินทางมาต่อสู้คดี รวมทั้งการรายงานตัวในชั้นสอบสวนตามวันนัดหมาย ทำให้มีรายจ่าย ทั้งด้านค่าเดินทาง บางรายต้องเดินทางข้ามจังหวัด มีค่าที่พัก ค่าเสียเวลา รวมถึงผลกระทบต่อคนรอบข้าง และจิตใจของผู้ถูกดำเนินคดี
สุดท้ายแม้ผลคดีจะออกมาในรูปแบบของคำพิพากษาว่า จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา หรืออัยการจะสั่งไม่ฟ้องคดีก็ตาม แต่ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปในกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ว่าเป็น “ผู้บริสุทธิ์” มาตั้งแต่ต้นนั้น เป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ รวมทั้ง “ต้นทุน” ของกระบวนการยุติธรรมเอง ที่ต้องใช้บุคลากรทั้งตำรวจ อัยการ และศาล มาดำเนินกระบวนการในคดีจำนวนมากเช่นนี้
ภาระทางคดีเช่นนี้ยังส่งผลเป็นการลดทอนการเคลื่อนไหวหรือกลายเป็นอุปสรรคในการแสดงออกของนักกิจกรรมเพิ่มขึ้นด้วย กล่าวได้ว่าการดำเนินคดีเหล่านี้มีลักษณะเป็นการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการสาธารณะ หรือการฟ้องปิดปาก (SLAPPs) ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก และอย่างกว้างขวางเป็นระบบ
.
เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เคยยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณามีคำสั่งชะลอการสั่งฟ้องคดี หรือให้ใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งรวมไปถึงคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังจากที่พนักงานอัยการในคดีต่าง ๆ ยังคงทยอยนัดหมายสั่งฟ้องคดีจากการชุมนุมในช่วงปี 2563-65 อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรกำลังมีการพิจารณากฎหมายการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังคงถูกทยอยสั่งฟ้องต่อศาลเป็นระยะในปี 2568
.
ย้อนอ่าน
9 ข้อสังเกต กับ 2 ปี การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อการชุมนุม
