ในวันที่ 10 พ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ชูสามนิ้ว” ระหว่างพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรต่อหน้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเสด็จแทนพระองค์ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2565 และการให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเพจ “ทะลุ มข” และ “The Isaan Record”
คดีนี้มี กมล กิจกสิวัฒน์ อดีตประธาน กปปส.ขอนแก่น, กลุ่มคนขอนแก่นปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และผู้สมัคร สส. จังหวัดขอนแก่น เขต 1 ของพรรคไทยภักดีในการเลือกตั้งปี 2566 เป็นผู้กล่าวหาที่ สภ.เมืองขอนแก่น ก่อนพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นจะยื่นฟ้องเป็น 3 กระทง โดยแยกการชูสามนิ้วและการให้สัมภาษณ์สองครั้งออกจากกัน

ข้อต่อสู้สำคัญของคดีนี้เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ได้แก่ มาตรา 112 คุ้มครองบุคคลเพียง 4 สถานะ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ขณะที่สมเด็จพระเทพฯ ไม่ได้อยู่ในสถานะใดเลย ทรงพลให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยรับว่าชูสามนิ้วจริง แต่ยืนยันว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และการกระทำก็ไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายแต่อย่างใด รวมทั้งทรงพลเองก็ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาการสัมภาษณ์ในเพจทั้งสองที่ถูกกล่าวหา
ตลอดการสืบพยาน 6 นัด พยานโจทก์หลายปาก รวมถึงผู้กล่าวหาและพนักงานสอบสวน เบิกความรับว่าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาทและไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พนักงานสอบสวนปากหนึ่งยังรับว่า “ยังไม่เคยมีคำพิพากษาที่ตีความคำว่าพระมหากษัตริย์รวมความถึงผู้แทนพระองค์ด้วย” ขณะที่ตำรวจสืบสวนผู้รับผิดชอบเฝ้าระวังจำเลยในวันเกิดเหตุ เบิกความว่าการชูสามนิ้วต่อหน้าสมเด็จพระเทพฯ “ไม่อาจตีนัยสำคัญลึกได้ถึงขนาดว่าเป็นการกระทำต่อรัชกาลที่ 10”
หลังสืบพยานเสร็จเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลนัดฟังคำพิพากษาห่างออกไปเกือบ 4 เดือน โดยระบุว่าคดีมีประเด็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญ มีพยานบุคคลและพยานเอกสารค่อนข้างมาก และต้องส่งสำนวนพร้อมร่างคำพิพากษาไปให้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 ตรวจก่อน
ขณะที่เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ออกจากสารบบความ เนื่องจากเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่ง
ก่อนฟังคำพิพากษา ชวนย้อนอ่านเส้นทางคดีและบันทึกการสืบพยานในคดีนี้
.
ไทม์ไลน์ชนวนเหตุคดี: จากสามนิ้วบนเวทีรับปริญญา ไปสู่ข้อหา ม.112
20 ธ.ค. 2565 กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จแทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2564 ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก หลังรับปริญญาบัตร ระหว่างถอยหลังออกมา ทรงพลยกมือซ้ายขึ้นชูสามนิ้ว ในวันเดียวกัน เพจ “ทะลุฟ้า” โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า “ยาใจ-ทะลุฟ้าแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ชูสามนิ้ว ระหว่างเข้าพิธีรับปริญญา ณ หอกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น”
21 ธ.ค. 2565 ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนกรณีนี้
23 ธ.ค. 2565 กมล กิจกสิวัฒน์ เข้าร้องทุกข์ต่อคณะพนักงานสอบสวน
28 ธ.ค. 2565 ทรงพลให้สัมภาษณ์เพจ “ทะลุ มข – Thalu kku” ตอนหนึ่งระบุว่า “ผมก็อยากส่งเสียงของประชาชนนั้นแหละครับ พอมีโอกาสผมก็อยากแสดงสัญลักษณ์ แสดงออกถึงข้อเรียกร้อง ที่ขบวนการประชาชนที่พวกเราได้เรียกร้องมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาทั้ง 3 ข้อเรียกร้องครับ”
28 ก.พ. 2566 ทรงพลให้สัมภาษณ์ The Isaan Record ระบุว่าวันรับปริญญาเป็นโอกาสครั้งเดียวที่จะได้เห็นตัวแทนของสถาบันฯ “ถ้ามันมีโอกาสที่เราจะได้สื่อสาร เราก็อยากสื่อสารข้อเรียกร้อง หรือประเด็นปัญหาที่เราอยากให้เขาร่วมกันปรับหรือช่วยกันแก้ไข”
21 เม.ย. 2566 ทรงพลได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจาก สภ.เมืองขอนแก่น
19 พ.ค. 2566 ทรงพลเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา คณะพนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์ว่า นอกจากการชูสามนิ้วและการให้สัมภาษณ์ทั้งสองครั้งแล้ว ทรงพลยังเคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มที่เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ทำให้มีการกล่าวหาว่ามีเหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนาให้ประชาชนเข้าใจว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์มีการปกครองแบบเผด็จการ แบ่งชนชั้น” ทรงพลให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
8 ม.ค. 2567 พนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
28 พ.ย. 2568 เกือบ 2 ปีหลังได้รับสำนวน พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดขอนแก่น หลังศาลรับฟ้อง ได้อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้วางหลักทรัพย์ 150,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
.
คำฟ้อง 3 กรรม: กล่าวหาชูสามนิ้วต่อพระพักตร์ผู้แทนพระองค์ โดยไม่แสดงความเคารพ
กิตติพัฒน์ จำปาศิริ พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น เป็นผู้เรียงฟ้อง โดยแยกการกระทำเป็น 3 กรรม ดังนี้
กรรมที่ 1 วันที่ 20 ธ.ค. 2565 ระหว่างเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำเลยยกมือซ้ายขึ้นเหนือศีรษะแล้วชูสามนิ้วต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเป็นผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงออกถึงข้อเรียกร้องทางการเมือง ได้แก่ หยุดคุกคามประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่แสดงความเคารพสักการะและไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการรับพระราชทานปริญญาบัตร อันเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
กรรมที่ 2 วันที่ 28 ธ.ค. 2565 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง โดยการให้สัมภาษณ์ผ่านเพจ “ทะลุ มข – Thalu kku” พร้อมภาพพิธีและภาพการชูสามนิ้ว “ยืนยันว่าการกระทำถูกต้องสามารถกระทำได้”
กรรมที่ 3 วันที่ 28 ก.พ. 2566 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในลักษณะเดียวกัน ผ่านการให้สัมภาษณ์เพจ “ISAAN RECORD”

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ตัวบทจึงคุ้มครองบุคคลเพียง 4 สถานะเท่านั้น
ทั้งนี้ในสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2532 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยว่าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่องค์รัชทายาท ตำรวจจึงไม่อาจดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้ และแนวคำวินิจฉัยของศาลในบางคดีก่อนหน้าก็ตีความไปในทิศทางเดียวกัน
คำฟ้องของอัยการจึงบรรยายว่าสมเด็จพระเทพฯ เสด็จมา “ในฐานะผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์” ส่วนฝ่ายตำรวจในชั้นสอบสวนอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ประกอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 28-29/2565 ว่าความคุ้มครองย่อมครอบคลุมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย ขณะที่ฝ่ายจำเลยยืนยันว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
ศาลจังหวัดขอนแก่นสืบพยานรวม 6 นัด ในวันที่ 7-10 และ 14-15 ก.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 8 โดยฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าเบิกความจำนวน 26 ปาก ในช่วง 4 วันแรก เป็นการสืบพยานวันละ 4 ปาก ส่วนวันที่ 14 ก.ค. สืบพยานโจทก์จำนวน 9 ปาก ส่วนวันสุดท้าย เป็นการสืบพยานโจทก์อีก 1 ปาก และพยานจำเลยอีก 1 ปาก
.
ผู้กล่าวหารับ เห็นเหตุการณ์จากข่าวที่ไม่ได้จับภาพจำเลย และรับว่าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาท- ม.112 ไม่ได้ระบุคุ้มครองผู้แทนพระองค์
กมล กิจกสิวัฒน์ ผู้กล่าวหา เบิกความว่า หลังเกิดเหตุราว 2–3 วัน ตนได้ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น โดยทราบเหตุการณ์จากเพจข่าวท็อปนิวส์ ซึ่งรายงานว่าจำเลยชูสามนิ้วต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพฯ หลังรับพระราชทานปริญญาบัตร ตนเห็นว่าเป็นการกระทำต่อหน้าผู้แทนองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายถึงรัชกาลที่ 10 โดยทราบความหมายจากสื่อสังคมออนไลน์
ก่อนตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานจบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นแนวร่วมกลุ่มปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยตามมาตรา 112 พยานรับว่า ต้องเป็นการกระทำต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น แต่ในการตีความของพยาน เห็นว่าการกระทำต่อผู้แทนพระองค์ก็เป็นความผิดด้วย
กมลรับว่า กรมสมเด็จพระเทพฯ มิใช่องค์รัชทายาทของรัชกาลที่ 10 เมื่อทนายจำเลยให้ดูหนังสือของสำนักพระราชวัง เรื่อง ขอทราบพระองค์รัชทายาท ซึ่งระบุว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เป็นองค์รัชทายาทพระองค์เดียว พยานรับว่าเนื้อหาเป็นเช่นนั้น เมื่อถูกถามว่าวันเกิดเหตุไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมเด็จพระเทพฯ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ถูกต้อง แต่เมื่อให้อธิบาย พยานตอบว่าไม่ทราบ และไม่สามารถก้าวล่วงได้
ทนายจำเลยให้ดูภาพข่าวองคมนตรีและบุคคลอื่นที่เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีต่าง ๆ แล้วถามว่าหากมีผู้ชูสามนิ้วต่อหน้าบุคคลเหล่านั้นจะผิดมาตรา 112 หรือไม่ พยานตอบว่าไม่มีความเห็น แต่พยานรับว่ามาตรา 112 ไม่ได้ระบุคำว่าผู้แทนพระองค์ และรับว่ากฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด
กมลยังรับว่า ไม่ทราบว่าการชูสามนิ้วมีความหมายถึงเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ และไม่ทราบว่าการชูสามนิ้วหมายถึงการขู่ฆ่าหรือขู่ทำร้ายหรือไม่ พยานรับว่าก่อนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำเลยแสดงความเคารพแล้ว และจำเลยชูสามนิ้วห่างจากพระองค์ประมาณ 3 เมตร ภาพที่ตนเห็นเป็นภาพข่าวการพระราชทานปริญญาบัตรทั่วไป ไม่ได้จับภาพที่จำเลยโดยเฉพาะ มีเพียงการบรรยายเนื้อหาข่าวว่าจำเลยกระทำเช่นนั้น ในภาพข่าวไม่สามารถมองเห็นหน้าจำเลยได้
.
วัฒนธรรมจังหวัดเห็นว่า ผู้ร้องทุกข์คดีลักษณะนี้ควรเป็นผู้เสียหายโดยตรง ไม่ใช่บุคคลทั่วไป
นาวี แสงฤทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม จังหวัดขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ตำรวจติดต่อขอให้มาเป็นพยาน โดยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังคร่าว ๆ ตนเข้าใจว่าการชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์เรียกร้องเสรีภาพ สันติภาพ และหากเกี่ยวกับสถาบันฯ ก็เป็นเรื่องความเสมอภาค
พยานเห็นว่าการเรียกร้องใด ๆ สามารถทำได้ เพียงแต่สถานที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นงานพระราชพิธี พยานยังเบิกความว่าในความเข้าใจของตน ผู้มีสิทธิร้องทุกข์ดำเนินคดีตามมาตรา 112 ควรเป็นผู้เสียหายโดยตรง มิใช่บุคคลทั่วไป
ก่อนตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานศาลยุติธรรม พนักงานสอบสวนไม่ได้นำภาพขณะจำเลยชูสามนิ้วมาให้ดู เพียงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เมื่อถามว่าการกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายหรือไม่ พยานตอบว่า “ไม่” ก่อนเปลี่ยนคำตอบเป็นไม่ทราบ เนื่องจากเป็นเรื่องข้อกฎหมาย และรับว่าตนทราบเพียงว่าการกระทำใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเท่านั้น
.
ศิษย์เก่า มข. เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เหมาะสม แต่ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย
วีระชัย สุดจันฮาม ข้าราชการบำนาญและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ทราบข่าวจากเพจของมหาวิทยาลัยและสำนักข่าวท็อปนิวส์ ซึ่งรายงานโดยไม่มีภาพประกอบ ตนเห็นว่าการชูสามนิ้วเป็นการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ หากจำเลยไม่จงรักภักดี ก็สามารถเลือกไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้
ก่อนตอบทนายจำเลยว่าไม่เคยศึกษาที่มาของการชูสามนิ้ว และเข้าใจความหมายจากสื่อท็อปนิวส์ ไม่ทราบว่าจำเลยชูสามนิ้วในลักษณะใด เนื้อหาข่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำใด หรือพกอาวุธหรือสิ่งของอันตราย หลังเกิดเหตุมีเพียงการเผยแพร่ภาพสดทางเพจมหาวิทยาลัยที่สะดุดหยุดลง แต่พิธีภายในหอประชุมยังดำเนินต่อไป มหาวิทยาลัยได้ทำบันทึกทำความเข้าใจกับผู้ปกครองของจำเลย และไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลย
เมื่อทนายจำเลยให้ดูคู่มือการฝึกซ้อม พยานอธิบายว่าบัณฑิตต้องถวายความเคารพอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พยานรับว่าการชูสามนิ้วยังใช้ในการปฏิญาณตนของลูกเสือสามัญด้วย และเบิกความว่า ตามความรู้สึกของพยาน การกระทำของจำเลยที่ชูสามนิ้วต่อหน้าพระพักตร์ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย
.
เลขาปลัดจังหวัดไม่อยู่ในเหตุการณ์ – นิติกร พม. ผู้พูดคุยกับผู้ปกครองจำเลย รับว่าจำเลยชูสามนิ้วไม่ถึง 1 วินาที ไม่ได้พูดถ้อยคำใด พิธีไม่สะดุด
กิตติชัย ชูปลื้ม เลขานุการปลัดจังหวัดขอนแก่น ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นผู้ช่วยป้องกันจังหวัด เบิกความโดยสรุปว่า ตนอยู่ในชุดงานจับกุมที่รอรับแจ้งเหตุที่ศาลากลางจังหวัด แต่ไม่ได้จับกุมผู้ใด และจำไม่ได้ว่าการกระทำมิบังควรเป็นลักษณะใดและผู้กระทำชื่ออะไร เพราะเหตุเกิดนานแล้ว
เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และไม่ทราบว่าการกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือไม่ เมื่อถูกถามว่าหากปลัดจังหวัดมอบหมายให้พยานไปปฏิบัติภารกิจแทน แล้วมีคนต่อว่าพยาน จะหมายถึงต่อว่าปลัดจังหวัดหรือไม่ พยานตอบว่าขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ และไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการต่อว่าปลัดจังหวัดเสมอไป

พรลภัส ควรรณสุ นิติกร สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ได้รับมอบหมายให้อยู่ในกองอำนวยการถวายความปลอดภัย ทำหน้าที่ดูแลพฤติกรรมเด็กและเยาวชน หากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสมก็จะเข้าไปพูดคุย และ “ปรับทัศนคติ” หลังเกิดเหตุ ตนได้พูดคุยกับผู้ปกครองของจำเลย โดยบอกว่าการกระทำลักษณะนี้อาจกระทบต่ออาชีพในอนาคตหรือการรับราชการ จากนั้นมหาวิทยาลัยได้ทำบันทึกความเข้าใจกับผู้ปกครอง
พยานรับว่าการพระราชทานปริญญาบัตรไม่ได้สะดุดจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยจำเลยชูสามนิ้วเป็นระยะเวลาไม่ถึง 1 วินาที โดยไม่ได้พูดถ้อยคำใด และไม่ได้ถูกควบคุมตัวระหว่างพิธี มหาวิทยาลัยได้ตัดภาพช่วงดังกล่าวออก
พยานรับว่า สมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และการชูสามนิ้วก็มีความหมายในหลายบริบท ทั้งการปฏิญาณตนของลูกเสือ ภาพยนตร์ The Hunger Games ที่ตนเคยชม และทราบว่าเคยมีการชูสามนิ้วต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงรัฐประหาร
.
พยานความเห็นอ้างธงประจำรถพระที่นั่ง-สร้อยพระนาม ชี้ผู้แทนพระองค์เทียบเท่าพระมหากษัตริย์ แต่ปฏิเสธดูคลิปเหตุการณ์ ขออ่านเพียงรายงานสืบสวน
รศ.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เบิกความโดยสรุปว่า พยานเคยเป็นกรรมการวิสามัญพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ของวุฒิสภา และเขียนหนังสือเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 2 เล่ม พนักงานสอบสวนเชิญมาให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ โดยให้ดูรายงานการสืบสวนประกอบ
พยานเห็นว่าตามประเพณีไทย การที่ผู้แทนพระองค์เสด็จเทียบเท่ากับองค์พระมหากษัตริย์ และอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของทิวากร วิถีตน ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย พยานยังอ้างถึงธงพระเยาวราชใหญ่ฝ่ายในที่ประดับรถยนต์พระที่นั่ง และสร้อยพระนามาภิไธยที่ได้รับพระราชทาน เพื่อแสดงว่าสมเด็จพระเทพฯ มีสถานะพิเศษ พยานเห็นว่าการชูสามนิ้วเป็นการดูหมิ่น โดยเปรียบเทียบกับการดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และเห็นว่าข้อความ “ประชาชนจงเจริญ” ในโพสต์หลังเกิดเหตุเป็นการล้อเลียนเสียดสี
ก่อนทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่า กรมสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และไม่ใช่รัชทายาท แต่เป็นผู้แทนพระองค์ในการประกอบพระราชกรณียกิจครั้งนี้ เมื่อทนายจำเลยถามว่าหากมีบุคคลประทุษร้ายผู้แทนพระองค์ จะถือเป็นการประทุษร้ายองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่ พยานไม่ตอบ โดยอ้างว่าไม่ใช่ประเด็นในคดี
พยานรับว่าหนังสือทั้งสองเล่มเขียนขึ้นเองอิสระ ส่วนที่อ้างถึงข้อความที่โพสต์ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความ เพียงแต่พนักงานสอบสวนบอกว่าจำเลยเป็นผู้ลง และพยานยังรับว่า พนักงานสอบสวนจะนำคลิปขณะที่จำเลยกระทำความผิดมาให้ดู แต่พยานปฏิเสธ ขออ่านเพียงรายงานการสืบสวนเท่านั้น
.
ประชาชน 2 ปากอาสามาเป็นพยาน หลังดูข่าวที่ไม่มีภาพเหตุการณ์ อ้าง “แม่ค้าในตลาด” ก็เข้าใจความหมายสามนิ้ว
ละม้าย อารยทรัพย์ ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว เบิกความโดยสรุปว่า ทราบเหตุการณ์ในคดีจากข่าวช่องท็อปนิวส์ทางโทรทัศน์ ซึ่งไม่มีภาพประกอบ มีเพียงเนื้อหาข่าว ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ เห็นว่าการชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านพระมหากษัตริย์ โดยระบุว่าแม่ค้าในตลาดยังสามารถเข้าใจความหมายเช่นนี้ได้
อนงค์ ทวีแสง เกษตรกร เบิกความโดยสรุปว่า ทราบข่าวจากช่องท็อปนิวส์และการแชร์ในกลุ่มไลน์ ส่วนความหมายของการชูสามนิ้ว ตนทราบจากแม่ค้าในตลาดที่พูดคุยกันว่าเป็นการแสดงออกที่ประสงค์จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
ทั้งนี้พยานทั้งสองรับว่าอาสามาเป็นพยานเองเพราะรู้สึกไม่สบายใจ พนักงานสอบสวนไม่ได้นำภาพหรือคลิปขณะเกิดเหตุมาให้ดู
พยานสองปากนี้ได้เบิกความขัดแย้งกัน โดยละม้ายเบิกความว่าเดินทางไปพร้อมกับอนงค์ ขณะที่อนงค์เบิกความว่าพบกับละม้ายที่สถานีตำรวจโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน นอกจากนั้น อนงค์ยังรับว่าตามเนื้อหาข่าว จำเลยเพียงแสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว ไม่ได้กระทำการอื่นใด
.
ตำรวจสืบสวนผู้เฝ้าระวังจำเลยเป็นพิเศษ รับการกระทำไม่ถึงขั้นดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย และไม่อาจตีความได้ถึงขนาดเป็นการกระทำต่อ ร.10
พ.ต.ท.วิษณุ โคตรพจน์ ขณะเกิดเหตุเป็นรองผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น เบิกความว่า ตั้งแต่ปี 2563 ตนได้รับคำสั่งให้ติดตามเฝ้าดูนักกิจกรรมในพื้นที่ รวมถึงจำเลย ในวันพระราชทานปริญญาบัตร มีการประชุมตั้งแต่เช้ามืด ตนชี้แจงว่าจำเลยจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จึงให้จับตาดูเป็นพิเศษ การถ่ายทอดสดของมหาวิทยาลัยจะช้ากว่าพิธีจริงประมาณ 10 นาที เนื่องจากเกรงว่าจะมีภาพที่ไม่เหมาะสม หลังเกิดเหตุ ตนให้เจ้าหน้าที่ไปเฝ้าสังเกตการณ์ที่คณะนิติศาสตร์ และได้พบ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ที่มาแสดงความยินดีกับจำเลย พยานเห็นว่าจำเลยเรียนนิติศาสตร์ย่อมรู้ว่าสิ่งใดควรทำ และควรไปแสดงออกในสถานที่อื่น
ก่อนตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่านอกจากคดีนี้ จำเลยไม่เคยถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และตามรายงานการสืบสวน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ พยานทราบว่า การชูสามนิ้วในไทยเริ่มมีมาก่อนกระแสการปฏิรูปสถาบันฯ หลายปีแล้ว และรัฐบาลเคยปลุกกระแสให้นักเรียนชูสามนิ้วตามคำปฏิญาณของลูกเสือ ข้อแรกคือ “ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” การชูสามนิ้วจึงตีความหมายได้หลายรูปแบบ
จากภาพวิดีโอ จำเลยยืนชูสามนิ้วโดยไม่ได้กล่าวคำพูดใด ไม่พบว่าพกอาวุธ และก่อนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้โค้งคำนับ 1 ครั้ง พยานเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่มีการชูสามนิ้วดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่ถึงขั้นเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย
พยานรับว่าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาทของรัชกาลที่ 10 และในวันดังกล่าวเป็นเพียงผู้แทนพระองค์ ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อถูกถามว่าหากผู้บังคับบัญชามอบหมายให้พยานไปปฏิบัติภารกิจแทนแล้วมีคนใส่ร้ายพยาน จะหมายถึงใส่ร้ายผู้บังคับบัญชาหรือไม่ พยานตอบว่า “ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกัน”
เมื่อถูกถามว่าการชูสามนิ้วต่อหน้าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการชูต่อหน้ารัชกาลที่ 10 ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า เป็นการกระทำต่อหน้าสมเด็จพระเทพฯ แต่ไม่อาจตีนัยสำคัญลึกได้ถึงขนาดว่าเป็นการกระทำต่อรัชกาลที่ 10
พยานยังรับว่า ชุดสืบสวนไม่ได้สืบหาหมายเลขไอพีของเพจทะลุ มข. ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความในเพจเองหรือไม่ ส่วนบทสัมภาษณ์ของจำเลยไม่ได้กล่าวว่า ต้องการปฏิวัติหรือล้มล้าง และวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด พยานรับว่า บ่งบอกให้เห็นว่ามีเจตนาที่ดี
.
ตำรวจผู้รวบรวมพฤติกรรมจำเลยรับ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมต้องการล้มล้างสถาบันฯ และยังไม่เคยมีคดีที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด
พ.ต.ท.กันตินันท์ สงครามยศ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวนของภูธรจังหวัดขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ได้รับมอบหมายให้ถอดเทปบทสัมภาษณ์ในเพจทะลุ มข. ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ ในความเห็นของพยาน คำว่า “เจ้าของประเทศ” ที่จำเลยพูด อาจต้องการสื่อถึงสมเด็จพระเทพฯ หรืออาจสื่อถึงรัชกาลที่ 10
เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่ามาตรา 112 ไม่มีคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยหลังเกิดเหตุพิธียังดำเนินต่อไปด้วยความสงบเรียบร้อย พยานไม่ได้ดูคลิปขณะเกิดเหตุ ไม่ทราบความหมายของการชูสามนิ้ว และไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้โพสต์ข้อความในเพจทะลุ มข.

พ.ต.ท.พงศ์ภัค สิริพัฒนพงศ์ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า หลังเกิดเหตุ ได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลการทำกิจกรรมของจำเลยตั้งแต่ปี 2563 จากเพจทะลุฟ้า ทะลุ มข. และเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยรวมแล้ววัตถุประสงค์ของกิจกรรมคือ เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และยกเลิกมาตรา 112
เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่ายังไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ศาลมีคำพิพากษาว่าผิดกฎหมาย ส่วนภาพจำเลยสวมชุดครุยชูสามนิ้วในรายงานไม่ใช่ภาพขณะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พยานจำไม่ได้ว่า ภาพใดในรายงานมาจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของจำเลย และรับว่าตามรายงานการติดตามพฤติกรรมของจำเลย ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
.
สันติบาลไม่ขอตอบว่าสมเด็จพระเทพฯ เป็นรัชทายาทหรือไม่-ไม่ขอตอบว่าการชูสามนิ้วเป็นการดูหมิ่นอย่างไร
พ.ต.ท.ธวุฒิ เพ็ชรแก้ว ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตร กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 เบิกความโดยสรุปว่า ประจำอยู่ที่กองอำนวยการร่วม หลังเกิดเหตุได้ติดตามไปเฝ้าดูจำเลยที่คณะนิติศาสตร์ ซึ่งมีเพื่อนมาแสดงความยินดีและถ่ายภาพร่วมกัน และได้รวบรวมประวัติการทำกิจกรรมของจำเลย เช่น การชุมนุมที่ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีป้าย “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” พยานเห็นว่าการกระทำของจำเลยกระทบความมั่นคง เพราะอาจมีการลอกเลียนแบบ
อย่างไรก็ตามพยานรับว่าเป็นเสรีภาพของจำเลยที่จะร่วมกิจกรรมทางการเมือง และประชาชนสามารถเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 หรือปฏิรูปสถาบันฯ ได้ แต่ต้องทำในสถานที่ที่เหมาะสม พยานไม่ทราบว่ามาตรา 112 ระบุคำว่า “ผู้แทนพระองค์” หรือไม่
ในคำถามว่าสมเด็จพระเทพฯ ถือเป็นรัชทายาทหรือไม่ และการเสด็จครั้งนี้ไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ขอตอบทั้งสองคำถาม และรับว่าเห็นคลิปเฉพาะช่วงที่จำเลยเดินถอยหลังและชูสามนิ้ว ขณะนั้นมีบัณฑิตคนอื่นเดินเข้ารับต่อไปตามปกติ และเมื่อถูกถามว่าการกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่นอย่างไร พยานตอบว่า ไม่ขอตอบ
.
ฝ่ายรักษาความปลอดภัย มข. เผย จำเลยถูกจัดเป็น 1 ใน 15 “บัณฑิตกลุ่มเสี่ยง” ตามข้อมูลฝ่ายความมั่นคง มหาลัยไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีใด ๆ
มรกต สุบิน ขณะเกิดเหตุเป็นรักษาการผู้อำนวยการกองป้องกันและรักษาความปลอดภัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ก่อนพิธี กองอำนวยการร่วมซึ่งมีหน่วยงานราว 15 หน่วยงานได้ประชุมเฝ้าติดตามบุคคล “กลุ่มเสี่ยง” โดยได้ข้อมูลจาก ปอท. ร่วมกับฝ่ายความมั่นคง เช่น ทหาร ตำรวจ และ กอ.รมน. พบว่ามีบัณฑิตกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด 15 ราย ซึ่งจำเลยเป็นหนึ่งในนั้น
ในวันเกิดเหตุ พยานเห็นเหตุการณ์ผ่านจอมอนิเตอร์แบบเวลาจริง จำเลยโค้งคำนับแล้วเดินเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อเดินถอยหลังออกมา จำเลยใช้มือซ้ายชูสามนิ้วเหนือศีรษะ แล้วหันขวาเดินลงเวที จุดที่ชูสามนิ้วห่างจากพระที่นั่งประมาณ 5 ก้าว พยานจึงประสานให้ตัดสัญญาณถ่ายทอดสดชั่วคราว และประสานช่างภาพไม่ให้ภาพเผยแพร่ออกไป พยานเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เหมาะสม และตลอด 22 ปี ที่ทำงานด้านนี้ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้
พยานรับว่าจำเลยไม่ได้พูดถ้อยคำใด และชูสามนิ้วอยู่ไม่เกิน 10 วินาที พยานไม่ทราบว่าสมเด็จพระเทพฯ ทรงเห็นการกระทำดังกล่าวหรือไม่ เพราะขณะนั้นพระองค์กำลังพระราชทานปริญญาบัตรให้บัณฑิตคนถัดไป ภาพเหตุการณ์ไม่ได้ถูกถ่ายทอดสดไปยังจุดต่าง ๆ และจำเลยไม่เคยถูกดำเนินการทางวินัยจากมหาวิทยาลัย
เมื่อถูกถามว่าการชูสามนิ้วมีความหมายว่าอย่างไร พยานไม่ขอตอบ พยานรับว่าเท่าที่ทราบ มหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลย และสำนักพระราชวังไม่ได้มีหนังสือแจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นดำเนินคดีกับจำเลยในเรื่องนี้
.
อดีตผู้ช่วยอธิการบดีฯ รับ ภาพเหตุการณ์ถูกลบทั้งหมดและไม่เคยเผยแพร่ ความเห็นว่า “ลดพระเกียรติ” เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว
ผศ.สมพงษ์ สิทธิพรหม ขณะเกิดเหตุเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความปลอดภัย ม.ขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่ามีบัณฑิตชูสามนิ้วระหว่างเข้ารับปริญญา โดยตนไม่ได้ดูคลิปเหตุการณ์ และทราบภายหลังว่ากองพลทหารราบที่ 3 ได้ลบคลิปวิดีโอเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว พยานเห็นว่าหากเผยแพร่ออกไปจะลดทอนพระเกียรติ แต่จะลดทอนความมั่นคงของประเทศหรือไม่นั้น พยานไม่แน่ใจ
เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าภาพเหตุการณ์ถูกลบและไม่เคยเผยแพร่ให้บุคคลภายนอก ความเห็นว่าการกระทำของจำเลยลดพระเกียรติเป็นความเห็นส่วนตัว ส่วนคนอื่นจะเห็นต่างหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ ในการเสด็จครั้งนี้เป็นการโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จแทนมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และยังเคยโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลอื่น เช่น องคมนตรี มาปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนในพื้นที่ขอนแก่นด้วย
เมื่อถูกถามว่าหากมีผู้ชูสามนิ้วต่อหน้าองคมนตรีที่เป็นผู้แทนพระองค์ จะเป็นการหมิ่นพระเกียรติหรือไม่ พยานไม่ขอตอบ
.
อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มข. รับ ม.112 คุ้มครองเพียง 4 สถานะ สมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาท-ผู้สำเร็จราชการ และคณะไม่มีนโยบายแจ้งความ
วนิดา แสงสารพันธ์ ขณะเกิดเหตุเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มข. เบิกความว่า วันเกิดเหตุตนทำหน้าที่อ่านรายนามบัณฑิตราว 300 คนต่อเนื่อง จึงไม่ได้เห็นเหตุการณ์ หลังจากนั้นมีอาจารย์มาแจ้ง และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และแม่ทัพภาคที่ 2 เข้ามาสอบถาม พยานเห็นว่าการกระทำไม่เหมาะสม เพราะงานพิธีต้องการความสำรวม
พยานรับว่าการอ่านรายนามบัณฑิตดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และพิธียังดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย พยานรับว่ากรมสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาท และไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส่วนมาตรา 112 บัญญัติคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
พยานไม่ทราบว่าการชูสามนิ้วเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายหรือไม่ และรับว่าทางคณะนิติศาสตร์ไม่ได้มีนโยบายให้มีการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลย ทั้งทางอธิการบดีไม่ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าวด้วย
อนุชิต ปัสสาสุ เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยฝึกซ้อมบัณฑิต เบิกความโดยสรุปว่า บัณฑิตต้องเข้าซ้อมครบตามกำหนดจึงจะมีสิทธิเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร วันเกิดเหตุตนดูแลแถวบัณฑิตในหอประชุม แต่ไม่เห็นเหตุการณ์ ตนทราบเรื่องจากคำบอกเล่าของบุคคลอื่นที่พูดต่อกันมาเป็นทอด ๆ และไม่ทราบข้อเท็จจริงและรายละเอียดเหตุการณ์
บุษกร ปราบณศักดิ์ ไทยเสถียร อาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหัวหน้าฝ่ายฝึกซ้อมบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ เบิกความโดยสรุปว่า การเข้ารับปริญญาบัตรเป็นสิทธิของบัณฑิตแต่ละคน และไม่มีผลต่อเรื่องใด ๆ ระหว่างการฝึกซ้อม พยานไม่ได้รับข้อมูลให้เฝ้าสังเกตบัณฑิตคนใด วันเกิดเหตุไม่ได้เห็นเหตุการณ์ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่กองอำนวยการถวายความปลอดภัยให้พยานไปพูดคุยกับจำเลย จึงเชิญจำเลยออกจากแถวมาสอบถาม จำเลยพยักหน้ารับและมีอาการตกใจ พยานบอกว่าหากเกิดเหตุไม่ปกติ อาจส่งผลกระทบกับตัวบัณฑิตด้วย
ก่อนตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าหลังพูดคุยกับจำเลย พิธียังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีก
.
พยานความเห็นรับ สามนิ้วไม่มีความหมายตายตัว อาจหมายถึงความเสมอภาค – ล่ามภาษามือ รับชูสามนิ้วเหนือศีรษะไม่มีความหมายในภาษามือ ไม่มีความหมายสากล
ร.ต.ต.พิบูลย์ เจริญสุข ข้าราชการบำนาญ เบิกความโดยสรุปว่า ทราบเรื่องเหตุการณ์นี้จากยูทูปซึ่งไม่มีภาพประกอบ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องต่างคนต่างความคิด แต่ควรทำในสถานที่ที่เหมาะสม
ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าประกอบอาชีพทนายความและนั่งให้คำปรึกษาประชาชนที่สถานีตำรวจ เหตุที่ได้มาเป็นพยานเพราะพนักงานสอบสวนเห็นว่าตนเป็นทนายความและเป็นผู้อาวุโส จึงขอให้มาให้ความเห็น ในส่วนการชูสามนิ้ว พยานเห็นว่าไม่ได้มีบทนิยามความหมายตายตัว และอาจจะหมายถึงการแสดงความเสมอภาคก็เป็นได้
สุทิตย์ สิมมา ครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดขอนแก่นและล่ามภาษามือ เบิกความโดยสรุปว่า ตำรวจได้ไปสอบถามพยานว่าการชูสามนิ้วในภาษามือมีความหมายอย่างไร โดยในภาษามือ การชูสามนิ้วระดับหัวไหล่แปลว่าสัญญาหรือสาบาน ส่วนการชูสามนิ้วเหนือศีรษะในทางภาษามือไม่มีความหมาย จึงไม่ทราบว่าจำเลยหมายความว่าอะไร
เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าการชูสามนิ้วเหนือศีรษะไม่มีความหมายสากล เป็นการตีความของแต่ละบุคคล และตำรวจไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจำเลยชูสามนิ้วในจังหวะใด
.
ผกก.สืบสวน เผย ฝ่ายความมั่นคงเคยถาม มข. ว่าจะห้ามจำเลยเข้ารับปริญญาได้หรือไม่ และรับว่าไม่ได้เสนอความเห็นว่าจำเลยผิด ม.112
พ.ต.อ.เอกณัฏฐ์ โหม่งพุฒ ขณะเกิดเหตุเป็นผู้กำกับการสืบสวนของภูธรจังหวัดขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ก่อนพิธีมีการประชุมเตรียมแผนกับหน่วยงานความมั่นคง ทั้งที่ค่ายศรีพัชรินทร์และที่กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย ซึ่งมีรองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน จำเลยเป็นหนึ่งในบุคคลที่ต้องติดตามเป็นกรณีพิเศษ ในการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2565 มีการสอบถามมหาวิทยาลัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะไม่ให้จำเลยเข้ารับปริญญา มหาวิทยาลัยแจ้งว่าเป็นสิทธิของบัณฑิต จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
พยานได้ดูคลิปย้อนหลัง เห็นจำเลยถอยหลังออกมาประมาณ 3 ก้าว แล้วชูสามนิ้วเหนือศีรษะ แต่จำไม่ได้ว่าหลังจากนั้นจำเลยทำความเคารพก่อนหันเดินออกไปหรือไม่ พยานเห็นว่าการให้สัมภาษณ์เป็นสิทธิของจำเลย และการชูสามนิ้วเป็นสิทธิที่ทำได้ เพียงแต่ไม่ควรทำในสถานที่ที่มีกฎกติกากำหนดไว้
เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุ มข. และตามรายงานการสืบสวน พยานไม่ได้มีความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาว่าทรงพลกระทำความผิดตามมาตรา 112 พยานเบิกความว่า โดยส่วนใหญ่วิญญูชนจะเข้าใจว่าการชูสามนิ้วเป็นการต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค พบว่ามีการแสดงสัญลักษณ์เริ่มต้นจากการต่อต้านการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พ.ต.ท.จักกฤษ พ่อชมภู ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรกองกำกับการสืบสวนภูธรจังหวัดขอนแก่น เบิกความโดยสรุปว่า ได้รับมอบหมายให้ถอดเทปบทสัมภาษณ์ของจำเลยในเพจ The Isaan Record ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ แต่พยานไม่ได้มีความเห็นในทางกฎหมายว่าบทสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทอย่างไร
.
พนักงานสอบสวนรับว่า บทสัมภาษณ์เพียงเสนอแก้ไข ม.112 ไม่ได้เชิญชวนชุมนุม และไม่เคยมีคำพิพากษาตีความว่าคำว่าพระมหากษัตริย์รวมถึงผู้แทนพระองค์ด้วย
ร.ต.อ.ภาณุพงศ์ บุรพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวน เบิกความโดยสรุปว่า คณะพนักงานสอบสวนเห็นว่าการกระทำของจำเลยประสงค์จะสื่อถึงองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน และบทสัมภาษณ์ใน The Isaan Record ที่พูดถึงการลดงบประมาณของสถาบันฯ ทำให้เชื่อว่าจำเลยมองว่าสถาบันฯ มีปัญหา
ทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าไม่ทราบว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุ มข. ส่วน The Isaan Record เป็นสำนักข่าวออนไลน์ และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความในทั้งสองเพจ
พยานรับว่าในการพิจารณางบประมาณของหน่วยงานรัฐต้องผ่านรัฐสภา และงบประมาณรัฐก็มาจากภาษีของประชาชน ในส่วนการชูสามนิ้วไม่ได้มีความหมายสากล การแก้ไขกฎหมายสามารถกระทำได้
พยานรับว่า ในบทสัมภาษณ์ของจำเลย เป็นเพียงการเสนอความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้มีการเรียกร้องให้มีการชุมนุมหรือกระทำการใด ๆ พยานไม่ได้เห็นคลิปเหตุการณ์ และรับว่าประวัติการถูกดำเนินคดีของจำเลยส่วนใหญ่เป็นคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มาก่อน
พ.ต.ท.ปุณณริศร์ ธรานันทเศรษฐ์ รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวน เบิกความโดยสรุปว่า แม้มาตรา 112 จะไม่ได้ระบุถึงการกระทำต่อพระบรมวงศานุวงศ์ แต่การที่จำเลยซึ่งจบนิติศาสตร์อ้างว่าการกระทำไม่เป็นความผิด จึงเห็นว่าเป็นการเลี่ยงบาลี และในวันดังกล่าวสมเด็จพระเทพฯ มากระทำการแทนพระมหากษัตริย์ จึงถือเป็นเสมือนการกระทำต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง พยานยังอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณี อานนท์ นำภา กับพวก ว่าการชูสามนิ้วเข้าข่ายพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ
พยานรับว่าไม่ทราบว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุ มข. ส่วนแอดมินเพจ The Isaan Record ตนเคยทราบ แต่จำชื่อไม่ได้ แต่รับว่าไม่ใช่ตัวจำเลย พยานรับว่า ประชาชนสามารถเรียกร้องให้ลดหรือเพิ่มงบประมาณ และเสนอแก้ไขกฎหมายได้ พยานไม่ได้ดูคลิปเหตุการณ์ และเบิกความว่าตนและคณะพนักงานสอบสวนมองว่าเป็นการกระทำต่อองค์พระมหากษัตริย์ แต่รับว่ากรมสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่พระราชินี ไม่ใช่รัชทายาท และไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมรับว่ายังไม่เคยมีคำพิพากษาที่ตีความคำว่าพระมหากษัตริย์ รวมความถึงผู้แทนพระองค์ด้วย
.
กลุ่มพนักงานสอบสวนยืนยันความเห็นสั่งฟ้อง แต่รับว่าบทสัมภาษณ์ไม่มีข้อความชักชวนผู้อื่นให้ทำตาม-ความหมายของชูสามนิ้ว แล้วแต่บริบท
พ.ต.ท.สุพรรณ สุขพิไลกุล เบิกความว่า เป็นคณะพนักงานสอบสวนและสอบคำให้การพยาน แต่ไม่ได้ร่วมแจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ให้ความเห็นในสำนวน เพราะย้ายไปรับตำแหน่งที่ สภ.กระนวน ก่อน
พ.ต.ท.เฉลียว โมรีย์ เบิกความโดยสรุปว่า เป็นผู้สอบคำให้การพยานหลายปาก รวมถึง อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ คณะพนักงานสอบสวนเห็นว่าจำเลยมีความผิด เพราะการชูสามนิ้วเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์และสถาบันฯ
ตอบคำถามค้าน พยานรับว่าบทสัมภาษณ์ในเพจทะลุ มข. และ The Isaan Record ไม่มีข้อความในลักษณะชักชวนหรือเชิญชวนบุคคลอื่นให้กระทำการลักษณะเดียวกัน และจากการสืบสวนสอบสวน ไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นแอดมินของทั้งสองเพจ จึงไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความ
ร.ต.อ.ปิยะศักดิ์ พ้องเสียง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เบิกความโดยสรุปเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์รวมถึงตำแหน่งตัวแทนขององค์พระมหากษัตริย์ด้วย และก่อนเกิดเหตุจำเลย เคยร่วมกิจกรรมที่มีป้ายยกเลิกรับบริจาคโดยราชกุศล และยกเลิกมาตรา 112 แต่จำไม่ได้ว่าจำเลยให้สัมภาษณ์กี่เพจและมีเนื้อหาอย่างไร
ทนายจำเลยถามค้าน พยานรับว่าไม่ทราบว่าการชูสามนิ้วยังหมายถึงเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ และการชูสามนิ้วไม่ได้มีความหมายเป็นสากล ขึ้นอยู่กับบริบทในการแสดงออก
.
สมชายชี้ “ผู้แทนพระองค์” เป็นคนละตำแหน่งกับผู้สำเร็จราชการ จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ม.112
ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้สอนวิชานิติปรัชญาและกฎหมายรัฐธรรมนูญ เบิกความโดยสรุปว่า ตนได้ทำความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับคดีนี้ โดยสรุปคือมาตรา 112 ให้ความคุ้มครองตัวบุคคล 4 สถานะ ไม่ได้คุ้มครองตัวสถาบัน ส่วนกรมสมเด็จพระเทพฯ ก็มิใช่พระมหากษัตริย์และมิใช่พระราชินี จึงต้องพิจารณาว่าเข้าสถานะรัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่
ในส่วนรัชทายาท ต้องเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลประกอบรัฐธรรมนูญ คือพระมหากษัตริย์ต้องทรงตั้งผู้สืบราชสมบัติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่ใช่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จะเป็นรัชทายาท
ส่วนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จะแต่งตั้งเมื่อพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่สามารถปฏิบัติพระราชภารกิจได้ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ยังไม่เคยมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

สำหรับ “ผู้แทนพระองค์” เป็นการโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลไปปฏิบัติภารกิจแทนเป็นเรื่องเฉพาะ เช่น การมอบรางวัลการแข่งขันตะกร้อชิงชนะเลิศ หรืองานเกี่ยวกับเรือหลวง เมื่องานจบ สถานะผู้แทนพระองค์ก็สิ้นสุดลง และไม่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยสรุปแล้ว ผู้แทนพระองค์เป็นคนละตำแหน่งกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งการเป็นผู้แทนพระองค์ไม่ได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
พยานเบิกความว่า กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด เพราะผู้กระทำต้องตระหนักรู้ได้ล่วงหน้าว่าการกระทำใดเป็นความผิด หากขยายความกฎหมาย ประชาชนจะไม่อาจรู้ได้ว่าการกระทำของตนผิดหรือไม่ และกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ตามตำราของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ การดูหมิ่นไม่รวมถึงการเสียดสีและล้อเลียน ส่วนการชูสามนิ้วมีการตีความหลากหลาย ที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games
อัยการโจทก์ถามค้าน พยานรับว่าไม่รู้จักจำเลยมาก่อน และไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของจำเลย เมื่ออัยการถามว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พยานตอบว่า สังคมสามารถมีความเห็นแตกต่างกันได้ ตราบใดที่ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น การกระทำของจำเลยไม่ได้ขัดขวางการพระราชทานปริญญาบัตร และแม้อาจมีคนไม่พอใจ ก็สามารถใช้สิทธิติเตียนได้ แต่ตราบใดที่การกระทำนั้นยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย จำเลยก็ไม่ควรที่จะได้รับบทลงโทษ
.
ก่อนฟังคำพิพากษา: จำเลยยื่นคำร้องนิรโทษกรรมข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ออกจากสารบบความ โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 จนถึงขณะนี้ ศาลยังไม่มีคำสั่งในคำร้องดังกล่าว หากศาลมีคำสั่งตามคำร้อง ข้อกล่าวหาในกรรมที่ 2 และกรรมที่ 3 ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก จะเหลือเพียงข้อหามาตรา 112 ซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรม
สำหรับทรงพล ตั้งแต่เคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับกลุ่มทะลุฟ้า เขาถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองรวม 25 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 เพียงคดีเดียว คือคดีนี้
.
ดูฐานข้อมูลคดีนี้: คดี 112 “ยาใจ-ทะลุฟ้า” ถูกผู้สมัคร สส.ไทยภักดีแจ้งความ กรณีชู 3 นิ้ว ต่อหน้าพระเทพฯ วันรับปริญญา
