เห็นแสงอิสรภาพที่ปลายอุโมงค์ แต่จุดยืนยังไม่เปลี่ยน: “อัฐสิษฎ” ศิลปินผู้ต้องขังคดี ม.112 ก่อนฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ 3 ธ.ค. 69

วันที่ 27 ต.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “อัฐสิษฎ” (สงวนนามสกุล) ศิลปินวาดภาพดิจิทัลเพ้นท์จาก จ.นครราชสีมา ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2567 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน จากการเผยแพร่ภาพวาดแนวเสียดสีสังคมบนเฟซบุ๊ก 2 ภาพ และไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์

เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2567 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน (ประมาณ 3 ปี) และไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกย้ายจากเรือนจำกลางบางขวางกลับมาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2569

ถึงวันนี้อัฐสิษฎถูกคุมขังมาแล้ว 974 วัน หรือ กว่า 2 ปี 8 เดือน อีกไม่ถึงหกสัปดาห์ศาลอุทธรณ์จะนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 3 ธ.ค. 2569 ขณะที่โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็จะครบในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 เมื่อปลายทางของการรอคอยมาอยู่ตรงหน้า เขาจึงบอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรกับผลคำพิพากษาแล้ว

แต่ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนพ้นโทษ ยังมีเรื่องที่อัฐสิษฎอยากเล่า ทั้งชีวิตหลังย้ายกลับจากบางขวาง สิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อมีทนายความเข้าเยี่ยม และจุดยืนที่เขายังยึดไว้ไม่เปลี่ยน 

________________________________

อัฐสิษฎสวมหน้ากากอนามัยนั่งรออยู่ในห้องเยี่ยม หลังจากถูกย้ายจากเรือนจำกลางบางขวางกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ  เขาเล่าให้ฟังว่า ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือความรวดเร็วของข่าวสารจากโลกภายนอก เนื่องจากมีคนเข้า – ออกอยู่ทุกวัน

แต่ถึงอย่างนั้น ข้อมูลที่ได้รับก็จำเป็นต้องนำมากลั่นกรองข้อเท็จจริงกันเอง เพราะเรื่องเล่าจากคนที่ออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่นั้น แทบไม่เคยตรงกันเลยสักคน

ในทางกลับกัน บางขวางเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงที่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นคดีโทษประหารชีวิต ผู้คนที่นั่นจึงเป็นวัยผู้ใหญ่มากกว่า ทำให้บรรยากาศไม่ค่อยวุ่นวาย อีกทั้งสภาพความเป็นอยู่ยังสะอาดและไม่แออัดเท่าที่นี่ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ค่อยเข้าใจ คือการที่ผู้ต้องขังที่บางขวางมักชอบอวดกันเรื่องโทษหนักหรือโทษจำคุกตลอดชีวิต 

ช่วงเวลาที่อยู่บางขวาง อัฐสิษฎเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ยังสามารถนับวันเดือนปีเพื่อรอคอยอิสรภาพได้ ในขณะที่คนรอบตัวต่างต้องโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อต้องย้ายกลับมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้คนหมุนเวียนเข้าออกตลอดเวลา บรรยากาศเหล่านี้ทำให้เขาจิตใจดิ่งวูบลงไปอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวจนรู้สึกผ่อนคลายลงได้ในที่สุด

สิ่งหนึ่งที่ยังคงค้างคาใจเขาอยู่ตลอด คือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 ธ.ค. 2569 ซึ่งเขารอคอยมานานถึง “สองปีแปดเดือนแล้ว” แต่อัฐสิษฎบอกว่าตอนนี้ไม่ได้คิดอะไรมาก จากที่เคยเครียดและเฝ้าถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่ได้ประกันตัวสักที มาถึงวันนี้ความกังวลเหล่านั้นกลับหมดไป เพราะกำหนดวันสิ้นสุดการคุมขังของเขาจะครบกำหนดในเดือน ก.พ. 2570 อยู่แล้ว

เขายอมรับว่าช่วงแรกเครียดมาก ไม่ได้ปล่อยวางได้อย่างตอนนี้ แต่เมื่อเดินมาถึงจุดนี้ เขายังคงคิดเหมือนที่เคยบอกไว้ คือคิดเสียว่ามาอยู่คุกเป็นเพื่อนคนที่มีโทษยาวกว่า และเมื่อมองเห็นปลายทางที่ชัดเจนแล้ว ที่เหลือก็เป็นเพียงแค่การรอคอยวันที่จะได้ก้าวขาออกไป “มันก็เหมือนเรามองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วอ่ะ” เขาบอก 

ปัญหาที่เขาต้องเผชิญในปัจจุบันจึงมีเพียงเรื่องของวันนี้เท่านั้น ในฐานะผู้ช่วยงาน เขาอาจจะเจออุปสรรคเรื่องคนและเรื่องงานอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าจัดการได้ดี

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2569 อัฐสิษฎเล่าให้ฟังว่าคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พร้อมด้วยตัวแทนจากแอมเนสตี้ฯ พร้อมด้วย ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และ ‘ขนุน’ สิรภพ อดีตผู้ต้องขังคดี ม.112  ได้เข้ามาในเรือนจำ และพบผู้ต้องขังคดี ม. 112 รวมถึงคดีการเมืองอื่น ๆ เพื่อพูดคุยเพื่อสอบถามถึงปัญหาต่าง ๆ ซึ่งอัฐสิษฎได้สะท้อนความต้องการอย่างตรงไปตรงมาว่า อยากให้มีทนายความเข้ามาเยี่ยมผู้ต้องขังคดีการเมืองอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยและความเป็นธรรม

“พอมีทนายเข้ามา การปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ก็แตกต่างไปจริงๆ มีความเกรงใจกันมากขึ้น และช่วยให้มีการสอดส่องดูแลพวกเราได้อย่างทั่วถึง”  อัฐสิษฎเล่า 

การได้เจอ ‘ขนุน’ อีกครั้งทำให้เขาดีใจมาก เพราะตอนที่อยู่ด้วยกันข้างใน แม้ทั้งคู่จะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอมา และเมื่อได้เห็นขนุนออกไปขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของผู้ต้องขังอยู่ภายนอก เขาก็รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้จากใจจริง

“ข้างในกำแพงนี้ เขาไม่อยากให้เรื่องมันแพร่งพรายออกไปหรอก ส่วนใหญ่อยากให้มันจบลงแค่หลังกำแพงสูงนี่แหละ” อัฐสิษฎสะท้อนถึงสิ่งที่เขาพบเห็นมาตลอด หลายเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับนักโทษการเมือง จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ก็ด้วยแรงผลักดันจากคนข้างนอก ซึ่งเขารู้สึกขอบคุณทุกคนจากใจจริงที่ช่วยกันส่งเสียง

จากประสบการณ์ตรง อัฐสิษฎมองว่าผู้ต้องขังคดีการเมืองหรือคดี ม.112 ที่ก้าวเท้าเข้ามาในนี้ มักถูกคาดหวังให้ยอมจำนน ให้ยอมรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบลงไป มากกว่าที่จะลุกขึ้นสู้ “เพราะถ้าเลือกที่จะสู้ ก็จะเป็นเหมือนผม”  เขาว่า 

แต่สำหรับเขาแล้ว เขาไม่อยากยอมจำนน เพราะหากยอมจำนนก็มักถูกค่อนแคะ หรือไม่ก็จะถูกมองว่าโง่เขลา 

ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ต้องออกเดินทางไปศาล การได้เห็นภาพกลุ่มป้า ๆ ซึ่งเป็นมวลชนมายืนคอยส่งกำลังใจให้ ก็ช่วยเติมพลังชีวิตให้เขาได้อย่างมหาศาล และทำให้รู้ว่าตนเองไม่ได้เดินทางอย่างโดดเดี่ยว อัฐสิษฎบอกว่าหากเขาไม่ติดคุก ในแง่หนึ่งเขาก็คงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับผู้คนอีกมากมาย ทั้งกลุ่มทนายความและคุณป้าเหล่านี้ “การมาอยู่ตรงนี้ มันช่วยเปิดโลกกว้างให้ผมได้เห็นอะไรมากขึ้นจริง ๆ” ศิลปินหนุ่มบอก 

ในช่วงท้ายของบทสนทนา ศิลปินหนุ่มยังได้แสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวของแต่ละคน โดยมองว่าทุกคนต่างมีอิสระเป็นของตัวเอง มีต้นทุนเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากัน และปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างในประเทศนี้ ก็ทำให้รูปแบบการต่อสู้ของผู้คนแตกต่างกันไปตามบริบท

“ใครทำอะไรได้ก็ทำเถอะครับ ตัวผมเองไม่ชอบให้ใครมาบังคับ และก็ไม่อยากจะไปบังคับใครเหมือนกัน ขอบคุณทุกคนจริงๆ ครับที่ยังคอยติดตามและส่งกำลังใจให้กันเสมอมา” อัฐสิษฎกล่าวทิ้งท้าย

.

สำหรับอัฐสิษฎ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2567 หลังศาลอาญาพิพากษาคดีตาม ม.112 ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน และไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ โดยมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 3 ธ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.
สามารถเขียนจดหมายถึงอัฐสิษฎและผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง

.

ย้อนอ่านเรื่องราวของอัฐสิษฎ

“ผมจะอุทธรณ์ ผมไม่ถอนเด็ดขาด”: “อัฐสิษฎ” ศิลปิน ผู้ต้องขังคดี ม.112 ศาลอุทธรณ์เพิ่งนัดฟังคำพิพากษา 3 ธ.ค.69 เหลืออีก 3 เดือนก่อนครบกำหนดโทษ

“ต้องอยู่แบบนี้อีกแล้ว”:  “อัฐสิษฎ” ศิลปินคดี ม.112 ผู้รอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในเรือนจำมาแล้ว 2 ปี โดยยังไร้กำหนดนัด

X