ในช่วงปี 2568–2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบปัญหาในแนวทางปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับการแจ้งกำหนดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแก่จำเลยที่ถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม
ในคดีอาญาอย่างน้อย 3 คดี ศาลไม่ได้ออกหมายเรียกหรือแจ้งกำหนดนัดให้จำเลยที่ถูกคุมขังและทนายความทราบล่วงหน้าก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งต่างจากกรณีที่จำเลยได้รับการประกันตัว ที่ศาลจะส่งหมายแจ้งทั้งจำเลยและทนายความตามปกติ นอกจากนี้ ในบางคดีที่จำเลยถูกคุมขัง ศาลยังคงออกหมายแจ้งทนายความล่วงหน้า แสดงให้เห็นถึงปัญหามาตรฐานแนวทางการปฏิบัติ
ตัวอย่างกรณีของทิวากร วิถีตน เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ขณะถูกคุมขังระหว่างชั้นฎีกาในคดีมาตรา 112 ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น เขาถูกนำตัวไปศาลจังหวัดขอนแก่นโดยเพิ่งทราบเมื่อไปถึงว่าจะมีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อไม่พบทนายความในห้องพิจารณาคดี และทิวากรยืนยันความประสงค์ว่าต้องการให้มีทนายความร่วมฟังคำพิพากษาด้วย ศาลจึงต้องประสานงานติดต่อเรียกทนายความ เข้าร่วมกระบวนการอย่างเร่งด่วน ก่อนดำเนินการอ่านคำพิพากษา
กรณีของ “กัลยา” เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 ขณะถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส เธอถูกนำตัวไปยังศาลจังหวัดนราธิวาสเพื่อฟังคำพิพากษาฎีกาโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า อีกทั้งเนื่องจากเป็นคดีที่ถูกดำเนินคดีและคุมขังในพื้นที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา ญาติและทนายความจึงไม่สามารถเดินทางไปร่วมรับฟังได้ ทำได้เพียงโทรศัพท์สอบถามผลคำพิพากษาในช่วงบ่ายวันนั้น
เช่นเดียวกับกรณีของอุดม ที่ศาลจังหวัดนราธิวาส เขาถูกนำตัวไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเพียงลำพังเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 โดยไม่มีใครทราบล่วงหน้า แม้แต่ตัวจำเลยเอง และคดีนี้ก็เป็นคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาถูกคุมขังห่างไกลภูมิลำเนาของตนเช่นกัน
การไม่ออกหมายนัดและไม่แจ้งกำหนดการล่วงหน้าแก่จำเลยในเรือนจำ ส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการปิดกั้นโอกาสของจำเลยในการปรึกษาหารือกับทนายความ และการเตรียมความพร้อมทั้งด้านคดีและสภาพจิตใจก่อนรับฟังคำพิพากษา
บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมาย ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ และการตีความบทบัญญัติที่นำไปสู่ความลักลั่นในกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นนี้
.
ความลักลั่นในกระบวนการอ่านคำพิพากษาและข้อจำกัดทางกฎหมาย
ปัจจุบันพบว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้มีการบัญญัติการแจ้งคู่ความหรือทนายความก่อนฟังคำพิพากษาไว้โดยตรง มีเพียงมาตรา 182 วรรค 2 ที่กำหนด “ให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผยในวันเสร็จการพิจารณาหรือภายใน 30 วันนับแต่เสร็จคดี ถ้ามีเหตุอันสมควรจะเลื่อนไปอ่านวันอื่นก็ได้…” และวรรค 2 “เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้”
เมื่อพิจารณากฎหมายดังกล่าวได้กำหนดกระบวนการเพียงให้อ่านคำพิพากษาโดยเปิดเผยและให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ดังนั้นเมื่อจำเลยอยู่ในความควบคุมของศาลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกหรือการแจ้งล่วงหน้า และความหมายของทนายความก็ไม่ใช่คู่ความที่ศาลจะต้องหมายเรียกมาอ่านต่อหน้าตามข้อกฎหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิที่จะมีทนายความเข้าแก้ต่าง หรือดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 8 (2) ทำให้ในหลายศาลจะออกหมายเรียกทนายความจำเลยมาศาลด้วย เพื่อเข้าร่วมการพิจารณาและให้คำปรึกษากับจำเลยในวันฟังคำพิพากษาล่วงหน้า
จากช่องว่างดังกล่าว ส่งผลให้ศาลแต่ละแห่งมีแนวทางปฏิบัติการหมายแจ้งวันนัดที่แตกต่างกัน ในกรณีที่จำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งศาลถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว จึงอาจไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องส่งหมายแจ้งนัดล่วงหน้าไปยังทนายความหรือจำเลย แต่สามารถนำตัวจำเลยมาศาลได้ทันที
อย่างไรก็ตาม เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1015/2541 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรค 2 และวรรค 3 บัญญัติให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่อศาลอ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2(15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “คู่ความ” หมายถึง โจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งตาม มาตรา 2(3) บัญญัติว่า “จำเลย” หมายถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว โดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด
ฉะนั้นทนายจำเลยจึงมิได้เป็นจำเลยหรือเป็นคู่ความตามความหมายดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีฟังโดยมีล่ามแปลให้จำเลยเข้าใจผลแห่งคำพิพากษานั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้แล้วเช่นนี้ ย่อมเป็นการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้ว ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ทนายความจำเลยทราบจะขัดต่อระเบียบหรือวิธีปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร ก็หาเป็นเหตุให้การอ่านคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นไม่ชอบไม่
กล่าวโดยสรุป ในด้านของบทบัญญัติทางกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ศาลไม่จำเป็นต้องแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าศาลจะต้องออกหมายแจ้งให้ทนายความทราบก่อน
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง แม้ทางหลักการและกฎหมายจะบัญญัติให้การอ่านคำพิพากษาเป็นไป “โดยเปิดเผย” แต่หากไม่มีผู้ใดทราบล่วงหน้าว่าจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันใด ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ แม้กฎหมายจะกำหนดขั้นตอนเพียงให้ “คู่ความ” ซึ่งหมายถึงเฉพาะโจทก์และจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษา แต่จำเลยก็ย่อมมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะให้ทนายความของตนเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน
สิทธิในการมีและปรึกษาทนายความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 8 ถือเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างเป็นธรรม (Fair Trial) การที่ศาลอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ถูกคุมขังฟังโดยไม่มีทนายความเข้าร่วมด้วย จึงมักนำไปสู่ข้อโต้แย้งในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ ศาลต้องเร่งประสานงานและติดตามตัวทนายความให้มาร่วมฟังคำพิพากษา แม้จะไม่ได้มีการออกหมายแจ้งนัดไว้ล่วงหน้าก็ตาม
สถานการณ์ที่ศาลเรียกทนายความมาอย่างเร่งด่วนช่นนี้ ย่อมทำให้ทนายความไม่สามารถให้คำปรึกษาแก่จำเลยได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับการยื่นฎีกาต่อไป หรือแม้แต่การเตรียมการอย่างอื่นภายหลังคดีสิ้นสุด เช่น การขอพิจารณาคดีใหม่ การขอศาลคำนวณโทษใหม่ เป็นต้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ความลักลั่นที่เกิดขึ้นนี้ อาจก่อให้เกิดผลกระทบและเป็นผลเสียต่อความยุติธรรมโดยรวมได้
.
การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเชิงนโยบาย
ปัญหาพื้นฐานของกรณีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ข้างต้น คือการได้ร้บสิทธิในการประกันตัวในการต่อสู้คดีจนถึงที่สุด แต่กรณีการแก้ไขปัญหาความลักลั่นในการแจ้งนัดอ่านคำพิพากษาสำหรับจำเลยที่ถูกคุมขัง จำเป็นต้องขับเคลื่อนควบคู่กันทั้งการตั้งรับเฉพาะหน้าและการแก้ไขเชิงโครงสร้างระยะยาว เพื่อให้หลักสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
มาตรการรับมือเฉพาะหน้า โดยจำเลยที่ถูกคุมขังควรยืนยันสิทธิในการมีทนายความต่อศาลเสมอหากถูกเบิกตัวมาโดยไม่ทราบล่วงหน้า ควบคู่กับการให้ทนายความยื่นคำแถลงต่อศาลไว้ในสารบบ เพื่อขอให้แจ้งวันนัดอ่านคำพิพากษาด้วย
นอกจากนี้ญาติหรือทนายความต้องเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบและติดตามสถานะคดีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการไม่ออกหมายเรียกก่อนฟังคำพิพากษา
ส่วนการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและกฎหมาย การยกระดับมาตรฐานแนวปฏิบัติ โดยการรวบรวมและร้องเรียนสภาพปัญหาไปยังหน่วยงานศาล พร้อมผลักดันให้มีการออก “ข้อแนะนำหรือข้อบังคับของประธานศาลฎีกา” เพื่อวางแนวปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ให้ศาลต้องออกหมายแจ้งวันนัดแก่ทนายความจำเลยทุกคดีอย่างเท่าเทียมในการฟังคำพิพากษาระดับต่าง ๆ
รวมถึงผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อบัญญัติหน้าที่ของศาลในการแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาแก่ทนายความไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นการปิดช่องว่างการใช้ดุลพินิจและรับรองสิทธิในการต่อสู้คดีของผู้ต้องขังได้อย่างยั่งยืนที่สุด
.
