ชวนอ่านเสวนาเปิดตัวรายงาน “ว่าด้วยปัญหาของมาตรา 112 ในคดีพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์” 

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเสวนาเปิดตัวรายงาน “ว่าด้วยปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์” ซึ่งเขียนโดย ภาสกร ญี่นาง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รายงานดังกล่าวทำการสำรวจคำพิพากษาคดีตาม #มาตรา112 ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอดีตพระมหากษัตริย์หลังปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งศาลมีการตีความขยายให้คุ้มครองไปเพิ่มมากขึ้นในคดีต่าง ๆ โดยเฉพาะในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา

งานเสวนามีผู้ร่วมอภิปรายและพูดคุยในประเด็นปัญหาดังกล่าว ดังต่อไปนี้ ภาสกร ญี่นาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วัลย์นภัส เจนร่วมจิต ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ชัยพงษ์ สำเนียง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมีผู้ดำเนินรายการ นันทัชพร ศรีจันทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

.

ก่อนเริ่มวงเสวนา นัทมน คงเจริญ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้อนรอยให้เห็นว่าที่ผ่านมา สังคมไทยมีปัญหามากมายกับการใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้มาตรา 112 ซึ่งตามหลักการแล้ว การเรียนกฎหมายต้องตระหนักเสมอว่า กฎหมายอาญาต้องตีความตามตัวบทอย่างเคร่งครัด แต่ในทางปฏิบัติ ก็จะพบว่ามีหลายกรณีด้วยกันที่ศาลได้ตีความขยายขอบเขตเนื้อหาของกฎหมายออกไปกว้างเกินกว่าตัวบทบัญญัติ ซึ่งหากมองปรากฏการณ์นั้นผ่านมุมมองในฐานะสถาบันที่สอนกฎหมาย ย่อมไม่ถูกต้องตามหลักการที่ได้พร่ำสอนและร่ำเรียนกันมา

ดังนั้น แทนที่จะคาดเดากันไปเอง รายงายฉบับนี้ได้พยายามศึกษาค้นคว้าในประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้น มีการรวบรวมกรณีศึกษาและการวิเคราะห์ผ่านกรอบคิดทฤษฎีทางสังคม เพื่อหาคำตอบว่า เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยและสถาบันกฎหมาย

.

มาตรา 112  ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท  หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ภาสกร ญี่นาง เริ่มต้นวงเสวนาด้วยการนำเสนอเนื้อหาสาระในรายงานการศึกษา โดยชี้ปัญหาว่า การบังคับใช้มาตรา 112 นั้น สร้างปัญหาและข้อท้าทายต่อหลักการพื้นฐานกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ ในเรื่องโครงสร้างความรับผิดทางอาญา สิ่งตั้งต้นที่เราต้องพิจารณา ว่าบุคคลจะมีความรับผิดทางอาญาหรือไม่ ต้องปรากฏว่า มีการกระทำ และการกระทำนั้นครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดหลักประกันทางด้านสิทธิเสรีภาพว่า จะไม่มีบุคคลใด ต้องรับผิดหรือถูกลงโทษโดยอำเภอใจ หรือถูกลงโทษทั้งที่กฎหมายไม่ได้กำหนดความผิดเอาไว้ ดังนั้น หากจะลงโทษกรณีการกล่าวพาดพิงอดีตกษัตริย์ ก็ต้องปรากฏเสียก่อนว่า กฎหมายได้กำหนดวัตถุแห่งการกระทำ หรือสิ่งที่มุ่งคุ้มครองว่า “อดีตกษัตริย์” อย่างชัดแจ้ง

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้น ในคำพิพากษาลงโทษผู้แสดงออกทางการเมืองในลักษณะพาดพิงอดีตกษัตริย์ว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 ทั้ง ๆ ที่ องค์ประกอบความผิดของกฎหมายระบุเพียง “พระมหากษัตริย์”  “พระราชินี”  “รัชทายาท” หรือ “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” เท่านั้น กลายเป็นปฏิบัติการทางกฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานกฎหมายอาญาอย่างสิ้นเชิง ทั้งหลักการตีความกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด, หลักความมั่นคงแน่นอนของกฎหมาย และหลักการที่กฎหมายควรต้องสามารถคาดเดาผลที่ตามมาได้ล่วงหน้า รัฐไม่ควรขยายความหมายของถ้อยคำในกฎหมายเพื่อเอาผิดบุคคลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

ประเด็นที่รายงานฉบับนี้ ต้องการนำเสนอ ไม่ใช่ประเด็นที่ว่า ศาลบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ผิดกับหลักการพื้นฐานอย่างไร แต่จะเน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาว่า เหตุใดศาลจึงตีความคำว่า “พระมหากษัตริย์” ใน มาตรา 112 ให้ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ได้อย่างเป็นปกติหรือยอมรับได้ในระบบกฎหมายไทย

ภาสกร ย้อนร่องรอยองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรา 112 โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ ได้แก่ หนึ่ง งานที่ศึกษาปรากฏการณ์กฎหมายนี้ กับกดปราบทางการเมือง กับ สอง มาตรา 112 และปัญหาการบังคับใช้ในกรอบองค์ความรู้ทางนิติศาสตร์

การทบทวนวรรณกรรมในกลุ่มที่หนึ่ง งานในลักษณะนี้จะชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายความมั่นคงกับการจัดระเบียบอำนาจทางการเมืองของไทยอย่างลึกซึ้ง เช่น งานศึกษาของ David Streckfuss ที่ได้จัดวางกฎหมายดังกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์ระยะยาวของกฎหมายฐานหมิ่นประมาท ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง การกบฏ การยุยงปลุกปั่น และกฎหมายที่ควบคุมการกล่าวความจริงในพื้นที่สาธารณะ พร้อมแสดงให้เห็นว่า กฎหมายหมิ่นประมาทในสังคมไทยเป็นกลไกที่สัมพันธ์กับการผลิต “ระบอบความจริง” (regimes of truth) ทางการเมือง เป็นเครื่องมือกำหนดว่า ความจริงแบบใดสามารถพูดได้ ความจริงแบบใดเป็นอันตราย และผู้พูดความจริงบางประเภทจะถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นผู้คุกคามระเบียบของรัฐหรือเป็นคนที่ไม่มี “ความเป็นไทย” ได้อย่างไร

ประเด็นดังกล่าว สอดคล้องกับกับนวนิยายการเมืองคลาสสิกของ George Orwell เรื่อง 1984 ทำให้เห็นตรรกะของรัฐอำนาจนิยมที่ไม่ได้ต้องการควบคุมเพียงพฤติกรรมภายนอกของประชาชนเท่านั้น แต่ต้องการควบคุมเงื่อนไขของ “ความจริง” เอง รัฐอาจลงโทษประชาชนเพียงเพราะพวกเขายืนยันความจริงอีกชุดหนึ่งที่รัฐกำหนด

นอกจากนี้ มาตรา 112 ยังดำรงอยู่เป็นทั้งอาวุธในสนามการเมือง และเครื่องมือในการธำรงรักษา “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ฯ” คล้ายกับรัฐเร้นลึกที่คอยขับเคลื่อนกระบวนการทำให้ระเบียบอำนาจแบบอนุรักษนิยมผ่านกลไกเชิงสถาบันที่เป็นทางการ

การตีความมาตรานี้ในคดีที่เกี่ยวข้องกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นปัญหานิติวิธีที่ดำเนินไปอย่างแยกไม่ขาดจากโครงสร้างอำนาจ และหากกล่าวให้ถึงที่สุด มาตรา 112 ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกครองสังคมไทยด้วยความกลัว จนประชาชนเลือกปิดกั้นความคิดและเสรีภาพของตนเองในที่สุด

คำถามต่อไป คือ “กฎหมายทำให้การกล่าวถึงอดีตพระมหากษัตริย์ในบางลักษณะกลายเป็นความผิด ปรากฏเป็นเหตุผลทางกฎหมายที่ชอบธรรมได้อย่างไร”

การทบทวนวรรณกรรมกลุ่มที่สอง เป็นงานศึกษาทางกฎหมายที่คอยตั้งคำถามต่อปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักการพื้นฐาน อาทิงานของสาวตรี สุขศรี ซึ่งได้หยิบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2556 มาเป็นวัตถุแห่งการศึกษา เนื่องจากว่า คดีดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับตีความมาตรา 112 ที่ครอบคลุมไปถึงอดีตกษัตริย์ (ตีความครอบคลุมไปถึงรัชกาลที่ 4)  ในคำพิพากษาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 112 มิได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังครองราชย์อยู่ และอาศัยเหตุผลเรื่องหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ความต่อเนื่องของราชวงศ์ ความผูกพันของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน เพื่อวางหลักว่าการกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ก็ยังอาจเป็นความผิดตามมาตรา 112 ศาลใช้เหตุผลเชิงเจตนารมณ์และเหตุผลเชิงสถาบันมาขยายฐานแห่งการคุ้มครองของกฎหมายเพื่อลงโทษบุคคลแทน

อีกด้านหนึ่ง การวิเคราะห์มาตรา 112 ด้านนิติปรัชญา ก็ปรากฏปัญหาอีกด้วยว่า สารบัญญัติและการบังคับใช้มาตรา 112 ส่วนใหญ่ไม่ตรงกับแก่นแท้ของกฎหมาย ไม่ว่าจะมองในฉากทัศน์ของนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา สัจนิยมทางกฎหมาย และแม้กระทั่งหลักนิติธรรมแบบตะวันตกที่เน้นความเป็นภววิสัย ปราศจากอคติ และสัมพันธ์กับความยุติธรรม เสรีภาพ ความเสมอภาค และความรับผิดชอบ

วรรณกรรมทางนิติศาสตร์ชี้ว่า มาตรา 112 มีความตึงเครียดกับหลักกฎหมายอาญาสมัยใหม่ ทั้งการตีความโดยเคร่งครัด ความชัดเจนแน่นอนของกฎหมาย และสิทธิในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะการตีความคำว่า “พระมหากษัตริย์” ให้ครอบคลุมอดีตพระมหากษัตริย์

ภาสกรนำเสนอว่า งานศึกษาทางนิติศาสตร์เกี่ยวกับมาตรา 112 สามารถเคลื่อนจากการวิเคราะห์ตัวบทและคำพิพากษา ไปสู่การตั้งคำถามต่อฐานความชอบธรรมของกฎหมายเอง งานนิติศาสตร์ส่วนใหญ่อาจตอบคำถามว่า “มาตรา 112 ขัดหรือแย้งกับหลักกฎหมายอาญาอย่างไร” แต่งานศึกษานี้ต้องการศึกษาหาคำตอบว่า “ความขัดหรือแย้งนั้นถูกทำให้กลายเป็นความปกติทางกฎหมายได้อย่างไร”

หลังจากนั้น ภาสกร ได้อธิบายกรอบคิดสำหรับการวิเคราะห์คำพิพากษาเพื่อตอบคำถามวิจัย โดยประกอบด้วย แนวคิดเรื่อง “สภาวะยกเว้น” ของ Carl Schmitt และ Giorgio Agamben ซึ่งใช้อธิบายภาวะที่กฎหมายยังคงดำรงอยู่ แต่หลักประกันพื้นฐานบางประการถูกพักใช้หรือลดความสำคัญลงด้วยเหตุผลเรื่องความจำเป็นและความมั่นคง เมื่อนำมาใช้กับมาตรา 112 กรอบคิดนี้ช่วยให้เห็นว่า ศาลอาจมิได้ปฏิเสธหลักการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัดอย่างเปิดเผย ตรงกันข้าม ศาลได้ใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคง ความต่อเนื่องของราชวงศ์ ตลอดจนความรู้สึกของประชาชน เข้ามาให้น้ำหนักเหนือหลักดังกล่าว

กรอบคิดอีกส่วนหนึ่งคือแนวคิดเรื่อง “บทสนทนาสาธารณะ” และ “บทสนทนาซ่อนเร้น” ของ James C. Scott ประกอบกับแนวคิดเรื่องการทำให้สภาวะยกเว้นกลายเป็นความปกติ โดยจะอ่านทั้งเหตุผลที่ศาลประกาศอย่างเป็นทางการและตรรกะเชิงสถาบันที่แฝงอยู่ในการให้เหตุผลดังกล่าว

การวิเคราะห์จะพิจารณาว่า ศาลนิยามภัยจากการพาดพิงอดีตพระมหากษัตริย์อย่างไร จัดลำดับน้ำหนักระหว่างหลักกฎหมายอาญากับเหตุผลด้านความมั่นคงอย่างไร และใช้ภาษาเชิงกฎหมายทำให้การตีความขยายปรากฏเป็นเรื่องปกติได้อย่างไร กรอบคิดนี้จึงมุ่งอธิบายกระบวนการที่ข้อยกเว้นต่อหลักกฎหมายอาญาถูกผลิต รับรองความชอบธรรม และกลายเป็นแนวทางปกติในการบังคับใช้มาตรา 112

.

.

ในส่วนถัดไป ภาสกร ได้เริ่มกล่าวถึงคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ภายหลังปี 2563 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกล่าวถึงอดีตพระมหากษัตริย์ โดยตั้งคำถามสำคัญว่า ศาลใช้กระบวนการให้เหตุผลอย่างไรในการทำให้การคุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์กลายเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ในทางกฎหมาย ทั้งที่ตัวบทมาตรา 112 มิได้ระบุถึงอดีตพระมหากษัตริย์ไว้อย่างชัดแจ้ง และกฎหมายอาญาต้องอยู่ภายใต้หลักการตีความโดยเคร่งครัด

กลไกประการแรก คือ การเปลี่ยนวัตถุแห่งการคุ้มครองจาก “พระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคล” ไปสู่ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ในฐานะสถาบันทางรัฐธรรมนูญและสัญลักษณ์ของความมั่นคงแห่งรัฐ ศาลจึงมิได้เริ่มต้นจากการพิจารณาว่า บุคคลใดอยู่ภายในถ้อยคำของมาตรา 112 หากเริ่มจากเจตนารมณ์ของกฎหมายและตำแหน่งของบทบัญญัติในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ส่งผลให้การพาดพิงอดีตพระมหากษัตริย์ถูกมองว่าอาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยรวมได้

กลไกประการที่สอง คือ การนำ “ความรู้สึกของประชาชน” และ “ความผูกพันสาธารณะ” เข้ามาเป็นฐานรองรับความเสียหายในทางกฎหมาย คำพิพากษาหลายคดีให้ความสำคัญกับความเคารพ ความศรัทธา ความจงรักภักดี และความผูกพันของประชาชนที่มีต่ออดีตกษัตริย์ เมื่อความรู้สึกดังกล่าวถูกเชื่อมโยงเข้ากับความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของรัฐ การแสดงออกที่ถูกมองว่ากระทบต่อความรู้สึกของประชาชนจึงสามารถถูกนำเข้าสู่ขอบเขตของความรับผิดทางอาญาได้

กลไกประการที่สาม คือ การเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันผ่านการสืบราชสันตติวงศ์ ความสัมพันธ์ทางสายพระโลหิต พระราชกรณียกิจ และความทรงจำร่วมของสังคม ดังปรากฏในคดี “บัสบาส” คดีชูเกียรติ และคดีวรรณวลีกับพวก ศาลให้เหตุผลว่า การพาดพิงอดีตกษัตริย์ย่อมส่งผลถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันและสถาบันพระมหากษัตริย์ การวิพากษ์ประวัติศาสตร์หรือพระราชกรณียกิจจึงถูกเปลี่ยนสถานะจากข้อถกเถียงทางวิชาการและการเมืองให้กลายเป็นปัญหาความมั่นคงของรัฐ

ภาสกรยังได้วิเคราะห์คำพิพากษาในฐานะ “บทสนทนาสาธารณะ” และ “บทสนทนาซ่อนเร้น” โดยในระดับสาธารณะ ศาลใช้ภาษากฎหมายที่ดูเป็นกลาง เช่น เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ วัตถุแห่งการคุ้มครอง และความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ส่วนในระดับที่ซ่อนเร้น คำพิพากษาได้ทำหน้าที่ธำรงสถานะพิเศษของสถาบันฯ แปลความเห็นต่างทางการเมืองให้กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง และกำหนดว่าประวัติศาสตร์หรือความทรงจำเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แบบใดสามารถกล่าวถึงได้ในพื้นที่สาธารณะ

โดยสรุป ภาสกรเสนอว่า คำพิพากษาเหล่านี้ทำให้การตีความขยายดังกล่าวกลายเป็นแนวทางปกติของกฎหมาย ผ่านการให้น้ำหนักแก่ความมั่นคง สถานะของสถาบัน และความรู้สึกของประชาชนเหนือหลักประกันทางอาญา ผลที่เกิดขึ้นคือ หลักการตีความโดยเคร่งครัด ความชัดเจนแน่นอนของกฎหมาย และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกลดความสำคัญลง โดยไม่จำเป็นต้องประกาศอย่างเปิดเผยว่ามาตรา 112 กำลังได้รับการบังคับใช้ในฐานะข้อยกเว้นจากหลักกฎหมายอาญาทั่วไป

ด้านข้อเสนอแนะ ภาสกรเสนอให้นำมาตรา 112 กลับเข้าสู่กรอบของกฎหมายอาญาสมัยใหม่ โดยกำหนดขอบเขตบุคคลผู้ได้รับความคุ้มครองให้ชัดเจน ยืนยันหลักการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัดและตีความความไม่ชัดเจนให้เป็นคุณแก่จำเลย แยกการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคลออกจากการคุ้มครองสถาบันในเชิงนามธรรม และจำกัดการอ้างความมั่นคงเฉพาะกรณีที่มีอันตรายชัดเจนและเฉพาะเจาะจง

นอกจากนี้ ควรคุ้มครองการอภิปรายทางประวัติศาสตร์ งานวิชาการ นโยบายสาธารณะ และความคิดเห็นทางการเมืองโดยสุจริต ตลอดจนปรับปรุงถ้อยคำ ระดับโทษ กระบวนการกลั่นกรองคดี และหลักประกันสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการขั้นต่ำเพื่อลดความเสียหายทางกฎหมายภายใต้เงื่อนไขที่มาตรา 112 ยังคงดำรงอยู่ มิได้ปฏิเสธหรือปิดกั้นข้อเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 รวมถึงปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายอาญากับสถาบันพระมหากษัตริย์ในระดับโครงสร้างแต่อย่างใด

.

.

วัลย์นภัส เจนร่วมจิต เห็นว่ารายงานนี้แตกต่างจากงานทางนิติศาสตร์อื่น ๆ เนื่องจากมีการผสมผสานการศึกษากฎหมายกับทฤษฎีทางสังคม ซึ่งช่วยเปิดมุมมองการศึกษาเรื่องปัญหาของมาตรา 112 ให้หลากหลายมากขึ้น

ที่ผ่านมา การทำงานเป็นทนายความต้องอาศัยการศึกษาตัวบทและองค์ประกอบความผิดอย่างละเอียด ประกอบกับหลักการพื้นฐานทางกฎหมายอาญาที่อาจนำช่วยให้สามารถคาดเดาแนวทางคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ได้ สำหรับนักกฎหมายเราอาจจะมองกฎหมายแบบ 1 บวก 1 เท่ากับ 2 ทว่าในความจริง กลับไม่เป็นเช่นนั้น ทำให้เกิดคำถามว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางกฎหมาย อะไรที่ทำงานแฝงอยู่หลังคำพิพากษาเหล่านั้น แล้วเราจะเดินออกจากวังวนของปัญหานี้ได้อย่างไร

สรุปแล้วขอบเขตของมาตรา 112 อยู่ตรงไหน ต้องตีความครอบคลุมอย่างไร หากเป็นนักศึกษานิติศาสตร์หรือนักกฎหมายก็ต้องยึดติดอยู่แล้วว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด โดยจะขยายความหรือเปรียบเทียบกฎหมายที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่งหรือนำจารีตประเพณีมาตีความลงโทษกับบุคคลไม่ได้เป็นอันขาด แต่ปัญหาตอนนี้มันไปไกลมาก ตอนนี้คนในสังคมที่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายไม่มีทางรู้เลยว่า ขอบเขตอยู่ตรงไหน จะทำอะไร สิ่งนั้นจะผิดหรือไม่ผิด ตอนนี้เส้นมันพร่าเลือน ไม่รู้จะแบ่งส่วนการทำผิดกฎหมายกับการใช้เสรีภาพอย่างไร

ประเด็นเกี่ยวกับอดีตกษัตริย์ก็เช่นเดียวกัน ประชาชนมิอาจรู้หรือคาดหมายได้เลยว่า ศาลจะตัดสินกรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์ว่าอย่างไร และมาตรา 112 จะถูกนำมาใช้กับพระมหากษัตริย์รัชกาลใดบ้าง ราชวงศ์ใดบ้าง จะรวมอดีตราชินี อดีตรัชทายาท หรืออดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่

นอกเหนือจากเรื่องวัตถุแห่งการกระทำแล้ว มาตรา 112 ยังมีปัญหาในการตีความเกี่ยวกับการกระทำ ทั้งเรื่องการหมิ่นประมาท การดูหมิ่น การอาฆาตมาดร้าย ศาลจะตีความอย่างไรประชาชนก็มิอาจคาดหมายได้อย่างแน่ชัด

การที่กฎหมายไม่ชัดเจนนั้นอาจสร้างปัญหาต่อสังคมมากกว่าที่คิด ในตำรากฎหมายอาญาของอาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ เคยมีการยกตัวอย่างเรื่องกฎหมายของระบอบนาซี ฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 1935 บัญญัติว่า ผู้ใดซึ่งกระทำการใด ๆ ที่อาจถูกลงโทษตามกฎหมายก็ได้ อาจเพราะเพียงกระทำการอันขัดต่อความรู้สึกอันดีงามของประชาชน ผู้นั้นต้องรับโทษ ซึ่งกฎหมายนี้ก็มีความใกล้เคียงกับกฎหมายที่ไทยมีอยู่เนื่องจากความคลุมเครือและความไม่ชัดเจนของบทบัญญัติที่มีโทษทางอาญา

ระหว่างการต่อสู้คดี ในฐานะทนายความ ก็ได้พยายามต่อสู้เสมอในประเด็นที่ว่า “พระมหากษัตริย์” ในมาตรา 112 ควรหมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเท่านั้น จะตีความกว้างไปกว่านั้นไม่ได้ ประมวลกฎหมายอาญาที่แปลเป็นภาษาอังกฤษก็มีการใช้คำว่า “the king” ที่มีไว้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์อย่างเจาะจงองค์ปัจจุบันเท่านั้น กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “kings” ที่หมายความถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พอมีคำพิพากษาออกมา ศาลก็พยายามนำเหตุผลมาใช้ประกอบในคำพิพากษาหลายเรื่อง ทั้ง ความรู้สึกขอประชาชน เรื่องความมั่นคงของชาติ ความสืบเนื่องของราชวงศ์ เป็นการนำเหตุผลอื่น ๆ นอกเหนือจากกฎหมายมาใช้ จนทำให้คำพิพากษาที่ผิดหลักการ ดูเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

สุดท้ายกฎหมายก็กลับมีส่วนในการควบคุมประวัติศาสตร์ ควบคุมความจริง ที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายผู้มีอำนาจและชนชั้นนำที่ถือครองกลไกเชิงสถาบัน การควบคุมเกิดขึ้นโดยอาศัยความคลุมเครือของกฎหมายที่ดำรงอยู่ในระบบ ซึ่งสุดท้าย ไม่ว่าจะในทางบังคับใช้กฎหมายหรือในเชิงวิชาการที่มุ่งศึกษามาตรา 112 ก็ยังไม่หยุดนิ่ง และสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีสิ้นสุด

.

.

1 + 1 ≠ 2 

สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวเริ่มต้นว่า ปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในสังคมที่ตรรกะง่าย ๆ อย่าง 1 + 1 = 2 ไม่สามารถเป็นที่เข้าใจได้อย่างตรงไปตรงมา โดยจะกล่าวถึงสามเรื่องที่จะทำให้เราทำความเข้าใจ ต่อปัญหาตรรกะง่าย ๆ ที่ถูกทำให้ยาก

เรื่องแรก คือเรื่องตัวบทเดิม ความหมายเปลี่ยนแปลง เรื่องที่สอง จะพูดถึงเรื่อง “เสียงกระซิบนอกสำนวน” ซึ่งจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากความหมายที่ซ่อนเร้นในคำพิพากษา และเรื่องที่สาม คือ เราจะเพ่งมองเรื่องนี้อย่างไร

ปี 2569 นี้ ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ บทบัญญัติมาตรา 112 ที่เราใช้มา เป็นตัวบทที่ได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการรัฐประหาร ซึ่งนำโดย
พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จากนั้นก็ได้มีการออกคำสั่งคณะปฏิรูปฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ในมิติของมาตรา 112 ก็คือการเพิ่มโทษ ตัวบทองค์ประกอบความผิดเหมือนเดิม แต่ปรับโทษจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เปลี่ยนเป็นจำคุก 3 ถึง 15 ปี ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อกฎหมายคือ ถึงที่สุดอย่างไรต้องมีการลงโทษอย่างน้อยคือจำคุก 3 ปี ถ้าปีนี้เราจะพูดถึง 50 ปีของ 6 ตุลาฯ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะพูดถึงครบรอบ 50 ปี ของมาตรา 112 ที่บังคับใช้ในปัจจุบันด้วย

สมชายกล่าวถึงคดีมาตรา 112 ในช่วงยุคก่อน ซึ่งในช่วงแรกจะมีคดีเกิดขึ้นไม่มากนัก เช่น คดีเขียนบทกวี “ถึงชาวฟ้า จากทาสชาวดิน” ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา ถ้าเราอ่านบทกวีดังกล่าว จะมีการใช้คำว่า “เจ้า” หลายจุด ซึ่งจะต้องแยกแยะว่าคำว่าเจ้าในที่นี้หมายถึงอะไร คนเขียนก็ได้เปรียบเทียบตัวเองว่าตนเองเป็นคนอยู่บนพื้นราบ แล้วได้สนทนากับชาวเขาที่อยู่บนพื้นที่สูงเฉียดฟ้า ซึ่งมีเทวดาให้ความช่วยเหลือ จนผู้เขียนบทกวีรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในฐานะตนเองเป็นชาวนา

บทกวีดังกล่าว นำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลทหาร ว่าผู้เขียนบทกวี มีเจตนาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ซึ่งต่อมาศาลได้ตัดสินยกฟ้อง โดยอัยการหยิบยกประเด็นว่า บทกวีกล่าวหาว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ให้ความยุติธรรมแก่ชาวนา ให้ความช่วยเหลือแต่ชาวเขา ทั้งนี้ ศาลทหารก็ได้หยิบข้อความตอนหนึ่งที่ว่า “เจ้าชาวฟ้าเจ้าชาวเขา ช่วยบอกเหล่าเทวดาที” ซึ่งคำว่า “เหล่าเทวดา” ศาลมองว่า ย่อมหมายถึง “กลุ่มใหญ่ ๆ” แต่พระมหากษัตริย์มีเพียงพระองค์เดียว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ความน่าสนใจคือ หากบทกวีดังกล่าวเขียนขึ้นใน ปี 2564 ผลอาจเป็นตรงกันข้ามกัน

ตัวอย่างอีกคดีนึงก็คือ คดีพระธรรมกายตัดต้นไม้ ที่ว่าด้วยเรื่องเจ้าอาวาสวัดโดนข้อหา 112 ด้วยเหตุผลที่ว่าได้เข้าไปตัดต้นไม้ที่สมเด็จย่าเข้าไปปลูกไว้ ย้ายพระพุทธรูปที่สมเด็จย่าเป็นประธานในการหล่อ รวมถึง กรณีที่เจ้าอาวาสไปซื้อที่ดินโดยไม่ใช้ยศตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ คดีเหล่านี้ไม่แน่ใจว่าเดินหน้าไปอย่างไร แต่ถือว่าเป็นคดีที่ตลกมาก ไม่ควรเข้าสู่ศาลอยู่แล้ว

สมชาย เน้นมิติเชิงประวัติศาสตร์ว่า ในอดีต คดี 112 มีน้อยมากที่ศาลจะตัดสินลงโทษ และก็จะเป็นคดีที่ปฏิเสธได้ยากว่าผิดจริง ถ้าเป็นกรณีที่คลุมเครือ ศาลก็มักจะพิพากษายกฟ้อง แต่พอเข้าทศวรรษ 2560 กระบวนการยุติธรรมก็จะเริ่มถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองมิติ คือ หนึ่ง ความพยายามที่จะขยายความหมายในองค์ประกอบส่วนการกระทำ (หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย) และ สอง การขยายความหมายเกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง (“พระมหากษัตริย์” “พระราชินี”  “รัชทายาท” หรือ “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”)

การขยายความหมายเกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง ก็ดังที่ปรากฏในรายงานว่า คำพิพากษาได้ขยายให้มีการคุ้มครองครอบคลุมไปถึงอดีตพระมหากษัตริย์ด้วยเหตุผลต่าง ๆ หรืออย่างในคดีโฆษณาของ Lazada ซึ่งมี การถกเถียงในเรื่องตำแหน่งขององค์รัชทายาท ซึ่งตามกฎหมายต้องหมายถึงบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นรัชทายาท และศาลก็ได้วินิจฉัยว่าบุคคลที่ปรากฏในโฆษณาอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับสถาบันชั้นสูง ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงได้ว่าเป็นใคร เพียงแค่แต่งตัวเหมือนชนชั้นสูง สุดท้ายจึงมีการพิพากษายกฟ้องคดี ดังกล่าว

ส่วนการขยายความหมายในองค์ประกอบส่วนการกระทำ เราจะพบว่าการกระทำชนิดที่เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นได้ถูกจำกัดมากขึ้น หลายคดีศาลตัดสินลงโทษ ซึ่งไม่แน่ใจว่าหากพิจารณาจากคดีที่เกิดขึ้นและยกฟ้องในอดีตแล้วต้องนำมาให้ศาลในยุคปัจจุบันพิจารณา ศาลจะยังตัดสินยกฟ้องเหมือนเดิมหรือไม่

ในประเด็นที่สอง สมชาย เห็นต่างจากรายงานของภาสกร ซึ่งนำเสนอบทสนทนาซ่อนเร้นในคำพิพากษา แต่เขาเห็นว่ามีสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษา และอาจเป็นปฏิบัติการที่โฉ่งฉ่าง ซึ่งหมายถึงกรณีที่คำพิพากษาอาจอยู่ภายใต้ความปรารถนาอะไรบางอย่าง แล้วก็จะระดมเหตุผลนานาเพื่อปกป้องอะไรบางอย่าง ดังนั้น ถ้าเราจะทำความเข้าใจว่า ทำไมคำพิพากษาเกี่ยวกับอดีตพระมหากษัตริย์ถึงมีปัญหา อาจต้องหันมาสนใจถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งพอเรียกว่าเป็น “เสียงกระซิบนอกสำนวน” ดูบ้าง

“เสียงกระซิบนอกสำนวน” อาจจะช่วยสะท้อนความจริงบางอย่างที่สำคัญ แต่กลับถูกถ้อยคำหรือพิธีการในลักษณะทางการคอยบดบังไว้ ในบริบทคดีมาตรา 112 เราอาจพิจารณาเสียงกระซิบจากตัวละคร 3 “ตน” ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ริเริ่ม ผู้ดำเนินการ และผู้ชี้ขาด

“ผู้ริเริ่ม” คนกลุ่มนี้เวลาถูกถามอะไรจริงจัง มักจะบอกว่าจำไม่ได้ ไม่รู้ ไม่ขอตอบ จากประสบการณ์ของสมชายที่เคยได้พูดคุยกับตนที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ริเริ่มดำเนินการ ขณะที่สมชายไปเป็นพยานในคดี เมื่อเบิกความแล้วเสร็จก็ต้องเซ็นลงนามในเอกสาร ก็เลยถือโอกาสถามผู้ริเริ่ม พร้อมพยายามแสดงความเห็นว่า “คดีแบบนี้ไม่น่าเข้าองค์ประกอบความผิด” ผู้ริเริ่มก็ตอบมาว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมเลย ขึ้นอยู่กับทางกรุงเทพ ถ้าเขาจะเอาก็ต้องทำไม่มีใครอยากทำ…” ขณะที่บางคนก็มาแสดงความเห็นด้วยกับสิ่งที่สมชายเบิกความ

สมชาย เล่าต่อว่า ส่วน “ผู้ดำเนินการ” ส่วนใหญ่จะเป็นคู่ตรงข้ามกับจำเลยในคดีอาญามาตรา 112 พอหลังเบิกความเสร็จบางครั้งตนที่สองก็เคยแอบมากระซิบว่า “เราพวกเดียวกัน…” และตอนซักค้านพยาน ก็มีการพยายามมาบอกว่า ที่ต้องซักก็เพื่อให้มีติดสำนวนคดีเอาไว้  “…เดี๋ยวทางเจ้านายชั้นสูงสุดมาเห็นเข้าจะมีคำถามเข้าว่าทำไมไม่ซัก…”

สำหรับตนที่สาม ที่สมชายนิยามให้หมายความถึง “ผู้ชี้ขาด” ครั้งหนึ่งในการสืบพยานและสมชายก็ได้ให้ปากคำไปตามความเห็นของตน แล้วเมื่อจบลง ตนที่สามก็กวักมือเรียกสมชายว่าขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัว พร้อมถามว่า “ถ้า 112 ไม่คุ้มครองอดีตกษัตริย์ และถ้ามีใครมาด่าว่าอดีตกษัตริย์ จะทำอย่างไร” ซึ่งดูจากนัยน์ตาแล้วดูมีความห่วงกังวลแบบนั้นอย่างจริงจัง หรือในอีกคดีหนึ่งที่จำเลยต่อสู้คดี “ทุกเม็ดทุกดอก” พอมาถึงช่วงขณะหนึ่ง ตนที่สามก็พูดทำนองว่า “…ปวดหัว ไม่น่าว่างในวันนี้เลย…”

จากนั้น สมชายก็ได้ทิ้งคำถามว่า “…เสียงกระซิบพวกนี้บอกอะไร มันมีพลังงานอะไรบางอย่างทำงานอยู่หรือเปล่า” จะเห็นว่าบางกรณีคนที่ทำงานในกลไกเชิงสถาบันไม่สมัครใจที่จะทำหากพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีมาตรา 112 บางกรณีคนทำงานรู้ว่าไม่ถูกต้องกับหลักการ บางกรณีคนทำงานรู้ว่ากฎหมายไปไม่ถึง แต่ทั้งหมดนั้นดำเนินไปอยู่เพราะมีพลังงานกำกับอยู่ใช่หรือไม่ เสียงกระซิบนอกสำนวน จึงน่าจะบอกความจริงในหลากหลายมิติได้เหมือนกัน

ประเด็นสุดท้ายที่สมชายอภิปราย กล่าวถึงการทำงานท่ามกลางคดี 112 ของทั้งตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าความรู้ทางนิติศาสตร์อย่างรุนแรง เราปล่อยให้มีการตีความและบังคับใช้กฎหมายอย่างสะเปะสะปะแบบนี้ได้อย่างไร

อัยการและศาลที่ได้รับการยกย่องว่า มีความรู้และเป็นอิสระ ทำไมจึงทำหน้าที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ ตลอดหลายปีมานี้ บทบัญญัติมาตรา 112 แทบใช้ถ้อยคำแบบเดิม แต่การบังคับใช้กลับเปลี่ยนแปลงไปและขัดกับหลักการพื้นฐานกฎหมายมากขึ้น เท่ากับว่า องค์กรศาลและอัยการมีปัญหามากขึ้นด้วยใช่หรือไม่

นอกจากจะมองเฉพาะส่วนแล้ว สมชายชวนผู้ฟังเสวนา ให้มองปรากฏการณ์มาตรา 112 อย่างกว้างขวางมากขึ้น มุมมองที่แตกต่างก็จะทำให้เราได้รับคำตอบที่แตกต่าง เราอาจศึกษากฎหมายผ่านการวิจัยกฎหมายเชิงนิเวศ ซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจกฎหมายเชิงระบบที่เข้ามาสานและสัมพันธ์ ต่อเนื่องอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่เป็นทางการ แทนที่เราจะมองตรง ๆ เราอาจชำเลืองมองหรือมองมันด้วยหางตา เพื่อจะค้นหาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ได้รับการถักทอให้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางกฎหมายที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

.

มองผ่านเลนส์ของคนนอกวงด้านกฎหมาย ชัยพงษ์ สำเนียง นำเสนอว่าคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ซึ่งตีความกว้างขวางเกินเลยตัวบทไปถึงการพาดพิงอดีตกษัตริย์ คำตัดสินนี้นอกจากจะกระทบต่อองค์ความรู้ทางนิติศาสตร์แล้ว ยังสะท้อนถึงปฏิบัติการทางกฎหมายที่อาจกำลังสถาปนาเงาร่างแห่งความกลัวให้ครอบคลุมวงการประวัติศาสตร์และการเรียนประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ในแง่ที่ปิดกั้นพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์และแช่แข็งการเรียนรู้ทางอดีตให้อยู่ในกรอบที่ตีบแคบลง

ชัยพงษ์ ชี้ประเด็นว่า สิ่งหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ทำ คือ จะใช้หลักฐานในการอธิบายเรื่องเล่าในอดีต หรือการสร้างรูปร่างในอดีตบนหลักฐานที่มีอยู่ และแนวปฏิบัตินักเรียนประวัติศาสตร์จะต้องทำเป็นปกติคือ ต้องไม่คิดอะไรที่เกินเลยจากหลักฐาน ไม่ตีความล้นเกินจากหลักฐาน

แต่พอมาดูในคำพิพากษาก็จะเห็นว่า ศาลมีปฏิบัติการทางกฎหมายในลักษณะความเกินตัวบท ซึ่งก็ไม่เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกินขึ้น และในการศึกษาประวัติศาสตร์ คือ การศึกษาอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ มันอาจจะมีการให้ความเห็นที่แตกต่างกันไป บ่อยครั้งที่อำนาจรัฐหรือสถาบันกษัตริย์ต้องตกเป็นวัตถุแห่งการศึกษา ก็มักจะก่อการวิพากษ์เกี่ยวกับบทบาทของบุคคลในอดีต รวมทั้งพระมหากษัตริย์ในอดีต ว่าเป็นบุคคลที่ทำให้ประเทศไม่เดินหน้าหรือทำให้ประเทศมีปัญหา

มองในทางประวัติศาสตร์ การกล่าวถึงอดีตในลักษณะดังกล่าวก็ย่อมเป็นที่ยุติ หากผู้ศึกษาและอภิปรายได้อาศัยพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาและบอกเล่า ตรงกันข้าม เมื่อมองมาในพื้นที่กฎหมายจากการอ่านรายงานฯ เรื่องนี้กระทบกับการเรียนประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง เพราะกลายเป็นว่า ต้องตั้งคำถามว่าเรื่องไหนพูดได้ เรื่องไหนพูดไม่ได้ จนเสรีภาพทางวิชาการเลือนหายไปจากการเรียนประวัติศาสตร์

ตัวอย่างกรณี คดีของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 จากการพาดพิงพระนเรศวร แม้พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูล แต่การพูดถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อนหน้ากลับยังถูกทำให้เป็นความผิด นักประวัติศาสตร์ก็ต้องเจอกับปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่าจะพูดถึงอดีตได้อย่างไร และเมื่อพูดถึงอดีตไม่ได้ ประวัติศาสตร์จะศึกษาอะไร นักประวัติศาสตร์ต้องระวังตนเองมากขึ้น ทั้ง ที่ก่อนหน้านี้ เราอาจมีเสรีภาพในการพูดถึงบุคคลในอดีตว่าใครทำผิด ใครอาจเป็นผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์  แต่ในตอนนี้อาจทำไม่ได้อีกต่อไป

สำหรับนักประวัติศาสตร์ จะพูดกันต่อ ๆ กันมาว่า “…เราจะไม่เอาปัจจุบันไปตัดสินอดีต…”  แต่ปัญหาในคำพิพากษาได้พยายามในการเชื่อมโยงร้อยเรียงอดีตกับปัจจุบันให้เป็นเรื่องเดียวกัน แม้ในทางการศึกษาความทรงจำและความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ย่อมทำได้เป็นปกติ แต่พอเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดโทษทางกฎหมาย ย่อมสร้างความงงงวยให้กับนักประวัติศาสตร์ ว่าจะต้องจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองอย่างไร ต้องปฏิบัติงานอย่างไร

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ชัยพงษ์เห็นว่า มีแนวโน้มที่งานประวัติศาสตร์การเมืองได้ลดจำนวนลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเทรนด์การศึกษาที่คนสมัยนี้อาจเลือกศึกษาชีวิตประจำวัน รสนิยม หรือประวัติศาสตร์สังคมมากขึ้น สาเหตุก็อาจมาจากทั้งการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ผิดเพี้ยนไปจากหลักวิชา และรวมถึงบรรยากาศทางเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ การหดแคบลงของเสรีภาพดังกล่าว ก็ปรากฏผ่านให้เห็นกรณีการฟ้องร้องทางวิชาการที่ผุดขึ้นมามากขึ้น แทนที่จะถกเถียงกันเฉพาะในพื้นที่วิชาการอย่างเสมอภาคกัน พื้นที่ทางวิชาการจึงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ที่สำคัญ ผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะก่อเกิดโทษหรือไม่ อย่างไร สามารถทำลายบรรยากาศการเรียนในสังคม เพราะต่อให้ผู้นั้นจะทำการศึกษาอย่างบริสุทธิ์ใจ อ้างตามหลักฐานและหลักวิชาอย่างเป็นกลาง แต่หากมีศัตรูทางการเมืองและผู้ที่เห็นต่างกันในมิติอุดมการณ์การเมือง ประเด็นงานศึกษาก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ถูกโจมตีฟ้องร้องได้

ดังนั้น ท่ามกลางบรรยากาศความหวาดกลัวต่อโทษ พื้นที่ทางเสรีภาพทางวิชาการก็ต้องหดหายไป และความงอกงามทางปัญหาก็ถูกทำลายไป

.

.

โดยสรุป วงเสวนาพยายามอภิปรายว่า ปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 กรณีพาดพิงถึงอดีตพระมหากษัตริย์ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษต่อมา สร้างข้อถกเถียงต่อกระบวนการที่หลักกฎหมายอาญาพื้นฐานถูกลดทอนลง ผ่านการสร้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง ความต่อเนื่องของราชวงศ์ และความรู้สึกของประชาชน ถูกนำมาใช้รองรับการขยายขอบเขตความผิด ทำให้ “ข้อยกเว้นกลายเป็นแนวปฏิบัติปกติ”

อีกทั้ง หากเพ่งมองไปโดยรอบบริบทของปรากฏการณ์คดี 112 และการระดมสรรพกำลังให้หลักการทางกฎหมายอาญาสลายหายไปเพื่อปกป้องระเบียบบางอย่าง ก็อาจช่วยให้มองเห็นความจริงบางอย่างที่สอดแทรกอยู่ท่ามกลางปฏิบัติการที่เป็นทางการของสถาบัน

ผลสะเทือนของการตีความดังกล่าวขยายพ้นจากห้องพิจารณาคดีไปถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การศึกษาประวัติศาสตร์ และเสรีภาพทางวิชาการ เมื่อประชาชนหรือนักวิชาการที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไม่สามารถคาดหมายได้อย่างแน่นอนว่าเรื่องใดกล่าวได้หรือกล่าวไม่ได้ ความไม่ชัดเจนแน่นอนย่อมก่อให้เกิดการเซ็นเซอร์ตนเองและทำให้พื้นที่เรียนรู้ของสังคมหดแคบลง

วงเสวนาชี้ถึงความจำเป็นในการนำมาตรา 112 กลับมายังพื้นที่ที่หลักกฎหมายอาญาสมัยใหม่เป็นกรอบการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเป็นหลักประสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งการตีความโดยเคร่งครัด การกำหนดขอบเขตความผิดให้ชัดเจน การคุ้มครองการอภิปรายโดยสุจริต และการตรวจสอบแรงผลักดันที่อยู่นอกตัวบทอย่างเปิดเผย พร้อมกันนั้น สังคมยังควรเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงต่อข้อเสนอในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อหามาตรานี้

.

อ่านรายงานฉบับเต็ม “ว่าด้วยปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์”

และดูบันทึกวิดีโอการเสวนาเปิดตัวรายงาน

.

X