“คำสั่งคณะรัฐประหาร 6 ตุลา” ยังฝังตัวอยู่ “ท้ายฟ้อง” ในคดีอาญามากว่า 50 ปี

นอกจาก คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม  2519 ที่แก้ไขเพิ่มอัตราโทษในข้อหาต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นทั้งระบบ จะ “ฝังตัว” อยู่ในเชิงอรรถของประมวลกฎหมายอาญาไทยมากว่า 50 ปีแล้ว

คำสั่งของคณะรัฐประหาร ที่เป็นผลพวงจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ดังกล่าว ยัง “ฝังตัว” อยู่ในเอกสารการดำเนินคดีอาญาในระบบกฎหมายปกติเรื่อยมาด้วย

โดยปกติเอกสาร “คำฟ้อง” ในคดีต่าง ๆ จะมีแบบฟอร์มการฟ้องที่เป็นรูปแบบเดียวกัน นอกจากส่วนที่เป็นเนื้อหารายละเอียดคำบรรยายฟ้องแล้ว ยังมีส่วนท้ายฟ้อง ที่จะสรุปข้อกล่าวหาตามกฎหมายและมาตราที่ขอให้ศาลลงโทษในคดีอาญา รวมทั้งคำขอให้ศาลสั่งดำเนินการต่าง ๆ ด้วย เช่น สั่งนับโทษต่อ หรือขอให้ริบของกลาง เป็นต้น

ในคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองจำนวนมาก ที่ถูกกล่าวหาในข้อหามาตราต่าง ๆ ในจำนวน 12 มาตรา ที่ถูกแก้ไขเพิ่มโทษตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ข้างต้น พบว่าในหลายคดีพนักงานอัยการที่สั่งฟ้องจะระบุในท้ายฟ้องถึงคำสั่งฉบับนี้เอาไว้เช่นกัน รวมทั้งคดีอื่น ๆ ที่มีข้อกล่าวหาเหล่านี้ด้วย

ดังตัวอย่างคำขอท้ายฟ้องในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่จากเดิมเคยกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 7 ปี แต่คำสั่งคณะรัฐประหารฉบับนี้ในข้อที่ 1 ได้แก้ไขให้มีโทษขั้นต่ำ คือจำคุกอย่างน้อย 3 ปี และสูงสุดจำคุกถึง 15 ปี ทำให้อัตราโทษในข้อหานี้เพิ่มสูงขึ้นมาก หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีการแก้ไขอีกมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้คำสั่งของคณะรัฐประหารปี 2519 ยังปรากฏตัวอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ “กฎหมาย” ที่ระบุในท้ายคำฟ้อง

.

.

ตัวอย่างคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว มีทั้งคดีที่ฟ้องต่อศาลอาญา และต่อศาลทหาร ในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งออกคำสั่งให้คดีของพลเรือนต้องถูกพิจารณาในศาลทหาร

หรือแม้แต่ในข้อกล่าวหาอื่น ๆ ที่ถูกแก้ไขโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับนี้ แม้จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการระบุถึงคำสั่งคณะรัฐประหารฉบับนี้เอาไว้ในท้ายฟ้องในหลายคดี อาทิเช่น

คดีที่มีข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ซึ่งเดิมมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน แต่คณะรัฐประหารปี 2519 ได้แก้ไขเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี

.

.

คดีที่มีข้อกล่าวหาตามมาตรา 138 ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็ถูกแก้ไขเพิ่มโทษไปหนึ่งเท่า โดยคำสั่งคณะรัฐประหารปี 2519 เช่นเดียวกัน จากเดิมจำคุกไม่เกิน 6 เดือน เพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี

.

.

หรือคดีข้อหาดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา ตามมาตรา 198  ซึ่งเคยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่หลังรัฐประหาร 2519 ได้มีการเพิ่มอัตราโทษ โดยกำหนดโทษขั้นต่ำและขั้นสูงใหม่ เป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี

.

.

เหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างของคำสั่งคณะรัฐประหารปี 2519 ที่ยังคงมีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และ “ฝัง” ลงในระบบกฎหมายปกติ ทั้งในประมวลกฎหมายอาญา และเอกสารการดำเนินคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่า 50 ปี

คำถามสำคัญคือ สังคมไทยปล่อยให้ “คำสั่ง” ที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งมาจากการยึดอำนาจโดยไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย ยังคงสภาพอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ “กฎหมาย” และการดำเนินคดีต่าง ๆ ในระบบปกติอย่างต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ได้อย่างไร 

ที่มาที่ไปของกฎหมายนั่นมีความสำคัญต่อความชอบธรรมของกฎหมายนั้น ๆ หากคำสั่งของผู้ยึดอำนาจที่อ้างตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ออกกฎหมายได้เองตามอำเภอใจ สามารถดำรงสืบเนื่องอยู่ในระบบกฎหมายต่อไปเรื่อย ๆ ได้ โดยไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไข หรือลบล้างผลพวงของมัน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าระบบกฎหมายไทย ที่ยังคงมีคำสั่งของคณะรัฐประหารปรากฏตัวอยู่ “ท้ายฟ้อง” ในคดีอาญาต่าง ๆ อยู่เช่นนี้ ยังนับได้ว่ามีสภาพเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตยอยู่หรือไม่

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา เชิญชวนกันลงชื่อเสนอกฎหมาย “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารดังกล่าว เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 และเริ่มต้นปรับปรุงแก้ไขให้ประมวลกฎหมายอาญาไม่ให้มีคำสั่งคณะรัฐประหารแฝงฝังตัวอยู่ได้อีกต่อไป >> https://decoup6octsins.com/

.

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม

เสวนา “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” : ชี้ปัญหาการเพิ่มโทษขั้นต่ำ ม.112 ชวนมองบริบททางการเมืองเบื้องหลังนิรโทษกรรมแต่ละยุคสมัย

ย้อนอ่านเหตุผล “คำสั่งคณะรัฐประหาร 6 ตุลา” เพิ่มโทษ ม.112 ผ่าน 50 ปี ไม่ควรมีสภาพเป็นกฎหมาย ควรสิ้นผลไป

เมื่อ “คำสั่งคณะรัฐประหาร 6 ตุลา” ยังฝังตัวอยู่ใน “เชิงอรรถ” ของประมวลกฎหมายอาญามากว่า 50 ปี

.

X