เสวนา “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” : ชี้ปัญหาการเพิ่มโทษขั้นต่ำ ม.112 ชวนมองบริบททางการเมืองเบื้องหลังนิรโทษกรรมแต่ละยุคสมัย

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2569 เวลา 13.00 – 17.30 น. ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีงานเสวนา “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” ซึ่งเป็นกิจกรรมแรกในแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” เพื่อรณรงค์ร่วมลงชื่อให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มอัตราโทษของความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น ในประมวลกฎหมายอาญา หลายมาตรา ให้มีโทษจำคุกสูงขึ้น โดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภา รวมไปถึงข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามมาตรา 112 ซึ่งแต่เดิมมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี โดยไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำ ถูกแก้มาเป็นมีโทษขั้นต่ำจำคุก 3 ปี และสูงสุดถึง 15 ปี

โดยภายในงานมีประชาชนและตัวแทนจากหลายฝ่ายเข้าร่วมงาน ทั้งจากองค์กรภาคประชาสังคม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักวิชาการ และจำเลยในคดีการเมืองในแต่ละยุคสมัย

จากนิรโทษกรรม 2521 ถึง นิรโทษกรรม 2569 – บริบทของการนิรโทษกรรม 2 ยุคที่แตกต่างกันและดุลอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ในช่วงแรกของงานได้มีการจัดฉายสารคดี “นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา” ซึ่งเป็นสารคดีที่บันทึกเหตุการณ์ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ร่วมรับประทานอาหารและสนทนากับจำเลยจากคดี 6 ตุลาฯ ทั้ง 19 คนที่เพิ่งได้รับการนิรโทษกรรมทางการเมือง หลังจากที่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ศ. 2521 เพิ่งประกาศบังคับใช้ โดยสารคดีฉบับนี้มีความยาว 53 นาที และได้รับการสนับสนุนภาพยนตร์สำหรับจัดฉายโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

สามารถดูสารคดีทางออนไลน์ได้ที่นี่ https://youtu.be/zc4JWogjn7k?si=Ogq8eqOM1CBuNiFN

หลังจากการฉายสารคดีเสร็จสิ้น ได้มีวงพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ในสารคดีดังกล่าว โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ หนึ่งในจำเลยคดี 6 ตุลา และอยู่ในเหตุการณ์ในสารคดี และ ชัยธวัช ตุลาธน ผู้อำนวยการอาวุโส มูลนิธิคณะก้าวหน้า และชวนสนทนาโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ภายในประเทศ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ มองว่าการที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เรียกนักศึกษาที่ได้เพิ่งได้รับการนิรโทษกรรมและออกจากเรือนจำมาพูดคุยในเวลานั้น สะท้อนว่าทหารในยุคนั้นมีการกระทำทางการเมืองอย่างชาญฉลาด เปรียบการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับนักศึกษาในเวลานั้นเหมือนกับการปลดปล่อยนกพิราบออกจากกรง ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อสังคมโลกในขณะนั้นดูสง่างามขึ้น

นอกจากนี้หากมองบริบททางการเมืองโลกในเวลานั้น สหรัฐอเมริกาซึ่งถือได้ว่าเป็นมหามิตรภายใต้การนำของ จิมมี่ คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนมากซึ่งส่งผลต่อท่าทีของไทยว่าต้องเคารพหลักสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้นด้วย

หากมามองในปัจจุบันในปี 2569 มหามิตรของไทยคือจีนและรัสเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเท่าไรนัก ซึ่งบริบทในปัจจุบันเช่นนี้ก็ย่อมทำให้สถานการณ์สิทธิในประเทศไทยอ่อนแอลงด้วยเช่นกัน

.

ชัยธวัช ชวนพิจารณาถึงความคิดของชนชั้นนำไทยซึ่งส่งผลต่อการผลักดันการนิรโทษกรรมทางการเมือง ในคดี 6 ตุลาฯ นั้น แม้จะเริ่มต้นด้วยการกล่าวหาว่านักศึกษาดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ต่อมาก็ใช้ความผิดฐานคอมมิวนิสต์ในการฟ้องนักศึกษา โจทก์หลักของชนชั้นนำในช่วงเวลานั้นคือการปราบคอมมิวนิสต์ โดยมาตรา 112 เป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นเท่านั้นที่ผลักดันให้มีดำเนินคดีต่อนักศึกษา

อีกทั้งภาพความโหดร้ายของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซึ่งมีการเผยแพร่ไปเรื่อย ๆ ในระหว่างที่คดียังมีการพิจารณา ยิ่งนานวันเข้า ก็ยิ่งก็ทำให้ฝ่ายโจทก์กลับกลายสถานะเป็นจำเลยของสังคมเสียเอง ซึ่งในจุดนี้อาจมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจของทหารที่จะให้มีการนิรโทษกรรมทางการเมือง

เมื่อมองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จะเห็นได้ว่ามีความรุนแรงมากกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมาก แต่ก็ยังสามารถทำการนิรโทษกรรมทางการเมืองได้ และยังเป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง สิ่งที่ทำให้การนิรโทษกรรม (รวมคดีมาตรา 112) ยังคงไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ชัยธวัชมองว่าเป็นเพราะดุลอำนาจของสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้แม้แต่ฝ่ายการเมืองที่เห็นประโยชน์ของการนิรโทษกรรมให้กับผู้โดนดคี มาตรา 112 แต่ก็ไม่มีใครกล้าริเริ่มและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

โจทก์ของชนชั้นนำในปัจจุบันคือการควบคุมไม่ให้ความรู้สึกนึกคิดแบบใหม่กระจายออกไปในสังคม ท่ามกลางความเชื่อชุดเดิมซึ่งไม่อาจมีอิทธิพลชี้นำสังคมได้อีกต่อไป ทำให้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ชนชั้นนำยังเหลือไว้ใช้ในการกดปราบ และยังเป็นเครื่องมือที่ได้ผล ชนชั้นนำจึงยังคงใช้ต่อไป แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกก็ตาม ชัยธวัชคาดว่าชนชั้นนำไทยอาจต้องการให้คดีมาตรา 112 มีการพิจารณาคดีลงโทษให้เสร็จสิ้นลงเสียก่อน แล้วจากนั้นจึงค่อยให้มีการนิรโทษกรรมตามมา

ชัยธวชัชตั้งข้อสังเกตอีกว่า มาตรา 112 ในปัจจุบันมักถูกใช้พร้อมกับ มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการใช้มาตรา 112 เป็นฐานความคิดในการบอกว่าสถานะของสถาบันกษัตริย์อันมิอาจล่วงละเมิดได้คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย อย่างไรก็ดี โดยเนื้อแท้นั้น ทั้งมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ไม่ได้มีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกัน เพราะเจตนารมณ์ของมาตรา 6 มีไว้ถวายเกียรติเท่านั้น แต่การใช้ควบคู่กันไปเช่นนี้ กลับทำให้ มาตรา 112 มีสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ถึงขนาดที่ใครไปแตะต้องจะมีความหมายเท่ากับการท้าทาย ล้มล้าง ซึ่งก็เห็นได้จากคำวินิจฉัยสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกล

.

หมายเหตุ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีการนิรโทษกรรมให้กับผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในช่วงปี 2549-2565 ได้ผ่านวาระ 3 ในการพิจารณาของวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว และอาจเป็นที่แน่ชัดว่ากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่โดนในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา อันรวมถึงเยาวชนด้วย 

มองย้อนคดี ม.112 ในแต่ละยุค – สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน เมื่อโทษขั้นต่ำบีบบังคับคนให้จำยอม 

ต่อมา เป็นวงเสวนาประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112 โดย บุณยนุช มัทธุจักร จาก iLaw, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล อดีตจำเลยคดี 6 ตุลา, สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยในศาลทหารเชียงรายในยุค คสช. และ จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยในยุคราษฎร 2563 ดำเนินรายการโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw

บุณยนุช มัทธุจักร ชวนมองประวัติการแก้ประกาศคำสั่งต่าง ๆ โดยคณะปฏิวัติ ซึ่งมีผลเป็นหรือคำสั่งบริหารนั้นมีการกระทำเช่นนี้มานานแล้ว หากนับหมุดหมายครั้งแรกคือพระราชกฤษฎีกาปิดการประชุมสภาปี 2476  โดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งในระหว่างนั้นทำให้มีกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านโดยไม่ต้องผ่านการพิจาณาจากสภาผู้แทนราษฏรเลย

หรือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2490 ก็นับเป็นหมุดหมายสำคัญและกลายธรรมเนียมของการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญ และเมื่อมองดูการออกประกาศหรือคำสั่งต่าง ๆ ของคณะทหารในแต่ละยุค เช่น การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2501 มีการออกประกาศคณะปฏิวัติ 58 ฉบับ และสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร มีการออกประกาศถึง 364 ฉบับ 

ซึ่งการที่ประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติสามารถมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายได้ ก็เกิดขึ้นได้จากการมีคำพิพากษาโดยศาลยุติธรรมที่ให้ความชอบธรรมกับคำสั่งของคณะปฏิวัติ โดยศาลถือว่าหัวหน้าคณะปฏิวัติเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนั่นเอง และเมื่อคำสั่งของคณะปฏิวัติมีสถานะกลายเป็นกฎหมายแล้ว การจะแก้ไขต้องผ่านการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการปกติด้วย ทำให้แม้ตอนออกคำสั่งคณะปฏิวัติจะสามารถออกกฎหมายมาได้อย่างง่ายดาย แต่การจะแก้นั้นกฎหมายนั้นกลับทำได้อย่างยากเย็น

คำสั่งของปฏิวัติที่สำคัญคือคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ส่งผลทำให้ความผิดอาญาในหลายมาตรามีโทษสูงขึ้น รวมไปถึงมาตรา 112 ซึ่งแต่เดิมมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี โดยไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำ ถูกแก้มาเป็นมีโทษขั้นต่ำจำคุก 3 ปี และสูงสุดถึง 15 ปี ซึ่งปี 2569 นี้เป็นปีที่ 50 แล้วที่โทษของมาตรา 112 ไม่ถูกแก้ไขให้ลดลงเลย หลังมีคำสั่งฉบับดังกล่าว 

ยิ่งชีพ ได้เสริมว่าการแก้ไขดังกล่าวทำให้โทษของมาตรา 112 นั้นมีโทษเท่ากับความผิดฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี)

เธอชวนมองว่าการรัฐประหารหนึ่งครั้งนั้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างใหญ่หลวง แม้คณะรัฐประหารจะลงจากอำนาจแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบจากคำสั่งฉบับต่าง ๆ ที่ได้มีการออกไว้ก่อนหน้านี้ ยังคงอยู่ไปอีกนาน 

นอกจากนี้ แม้การแก้หรือยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิวัติจะทำได้ยาก บุณยนุชและยิ่งชีพชวนมองว่าในสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้มีการออกประกาศคำสั่งต่าง ๆ มากกว่าห้าร้อยฉบับ แต่ก็สามารถมีการเสนอยกเลิกคำสั่งต่าง ๆ ได้สำเร็จกว่า 40 ฉบับ

.

สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ หรือ “เอ” จำเลยคดีมาตรา 112 ในยุค คสช. ได้เล่าถึงกระบวนการดำเนินคดีในยุคนั้นท่ามกลางบรรยากาศการปกครองของคณะรัฐประหารว่ามีความผิดปกติหลายประการ ทั้ง ๆ การที่แม้ตนจะให้ความร่วมมือแต่โดยดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อทราบข้อกล่าวหา แต่ตำรวจยืนยันว่าจำเป็นต้องออกจากหมายจับ อันเนื่องมาจากทหารบังคับ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นกระบวนการอันไม่ปกติ

การเข้าเรือนจำในยุคนั้น ก็มีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังไม่เหมาะสม มีผู้คุมเรือนจำที่เมาสุราและใช้กำลังทำร้ายผู้ต้องขัง ตนเองก็เคยโดนทำร้ายและถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เมื่อต้องอยู่ในนั้น

เมื่อต้องเดินทางไปสืบพยานที่ศาลทหารเชียงราย (หรือศาลมณฑลทหารบกที่ 37) ตนก็พบว่าแม้แต่ทหารที่ดำเนินการในศาลก็ไม่มีความรู้ทางกฎหมายดีพอ ทำให้กระบวนการก็มีความล่าช้า ยังดีที่ว่าทนายของตนคือทนายอานนท์ นำภา ซึ่งมีความรู้ด้านกฎหมาย รวมถึงความรู้ด้านกระบวนวิธีพิจารณาทางกฎหมายอย่างแม่นยำ จึงทำให้กระบวนการไม่ช้าเกินไปนัก 

นอกจากนี้เงื่อนไขศาลทหารในการให้ประกันยังมีเงื่อนไขแปลก ๆ ที่ตนไม่อาจควบคุมได้ เช่น เงื่อนไขของตนซึ่ง “ห้ามแสดงความคิดเห็นที่จะทำให้ผู้อื่นมาแสดงความคิดเห็นไม่เหมาะสม” ซึ่งหมายความว่าหากเขาแสดงความคิดเห็นเรื่องใดไป แล้วมีคนมาตอบความเห็นดังกล่าวในลักษณะที่ไม่เหมาะสมก็ถือว่าทำผิดเงื่อนไขประกัน ซึ่งด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ก็ทำให้เขาถูกถอนประกันในที่สุด

ในห้วงเวลานั้น ท่ามกลางการพิจารณาคดีโดยศาลทหาร หากโดนคดีความ ยิ่งเป็นคดีมาตรา 112 ซึ่งมีโทษขั้นต่ำ 3 ปีด้วยแล้วนั้น ทำให้มีผู้ต้องถูกพิพากษาจำคุกจำนวนมาก ซึ่งหลายคนก็ต้องจำใจให้การรับสารภาพเพื่อไม่ให้ต้องโทษจำคุกนานเกินไป และเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งทหารและในศาลก็ยังมีการมาเกลี้ยกล่อมตนบ่อย ๆ ให้รับสารภาพเพราะหากรับ โทษอาจลดลงเหลือเพียงโทษจำคุกขั้นต่ำ แต่หากแพ้นั้นอาจต้องโทษจำคุกยาวนาน ดังคำพูดที่ว่า “สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน”

ย้อนอ่านคดีมาตรา 112 ของสราวุทธิ์ ศาลพิพากษายกฟ้อง คดี ม.112 ของช่างตัดแว่นเชียงราย ชี้พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัย

.

จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยในยุคราษฎร 2563 ซึ่งปัจจุบันคดีของเธอนั้นก็ยังไม่สิ้นสุดลง เธอกล่าวว่าการที่โทษขั้นต่ำของมาตรา 112 ซึ่งอยู่ที่ 3 ปีนั้น ก็ถือว่าเป็นโทษที่สูง ซึ่งการต้องติดคุกอย่างต่ำ 3 ปีหรืออาจมากกว่านั้น มันก็ตัดอนาคตของคนที่โดนคดีได้เหมือนกัน เธอเองแม้คดียังไม่สิ้นสุดแต่ก็มีความกังวลต่ออนาคตข้างหน้าตลอดมาว่าวันหนึ่งตนอาจต้องเข้าไปอยู่ในคุก ทำให้แม้จะเรียนจบมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถฝันหรือหวังถึงอนาคตที่สดใสได้

นอกจากโทษจำคุกที่สูงแล้ว ระยะเวลาในการดำเนินคดียังมีความล่าช้า เธอกล่าวว่าเหตุของคดีเธอที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2563 นั้น ในปัจจุบันปี 2569 ในบางคดียังไม่ได้เริ่มสืบพยานเลยก็มีเหมือนกัน

.

ธงชัย วินิจจะกูล อดีตจำเลยคดี 6 ตุลาฯ เล่าว่าในส่วนคดีของตนนั้น ตนโดนในข้อหาความผิดฐานคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ มาตรา 112 โดยในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คนที่โดนคดีมาตรา 112 นั้นมีเพียงคนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงละครเท่านั้น

ความล่าช้าของกระบวนการในศาลในสมัยนั้นเองก็มีความล่าช้าไม่ต่างจากในปัจจุบัน การสืบพยานในคดี 6 ตุลาฯ ก่อนหน้าจะมีการนิรโทษกรรมนั้น ยังสืบไปไม่ถึงประเด็นมาตรา 112 เลยด้วยซ้ำ แต่ยังวนเวียนกับการแสดงละครรวมถึงการซักประวัติจำเลย 

ธงชัยยืนยันจากที่สราวุทธิ์ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าศาลทหารไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย มีผู้พิพากษาคนเดียวเท่านั้นที่รู้กฎหมาย เพราะเหตุว่าศาลทหารมีหน้าที่วินิจฉัยเกี่ยวกับวินัยทหารเท่านั้น การไปดำเนินคดีกับพลเรือนไม่เกี่ยวกับวินัยทหารจึงเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัว

ธงชัยมองว่าการเมืองของชนชั้นนำมีผลต่อการนำไปสู่การนิรโทษกรรมอย่างมาก การนิรโทษกรรมเมื่อปี 2521 เขามองว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์สื่อสารกับนักศึกษาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นพระมหากรุณาธิคุณ การเรียกนักศึกษามาพูดคุยนั้นเปรียบเสมือนการสื่อสารกับสถาบันกษัตริย์ว่าตนมีความจงรักภักดี

ธงชัยตั้งข้อสังเกตว่าผลจากแก้โทษขั้นต่ำของมาตรา 112 มาเป็นจำคุก 3 ปีทำให้ผู้พิพากษาพิจารณาว่าความผิดตามมาตรา 112 ถือเป็นความผิดโทษสูง และหยิบยกมาเป็นเหตุผลไม่ให้ประกัน โดยธงชัยได้ชวนสนทนากับ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความสิทธิมนุษยชนซึ่งอยู่ในงานเช่นกัน กฤษฎางค์ก็ยอมรับว่าในคดีมาตรา 112 ผู้พิพากษามีการหยิบยกเรื่องโทษสูงมาเป็นเหตุผลในการไม่ให้ประกันตัวด้วย

นอกจากนี้โทษที่สูงหลายปี ยังส่งผลต่อความรู้สึกของจำเลยอย่างมาก ทำให้จำเลยแต่ละคนต้องพิจารณาอย่างหนักว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกับคดีของตน และบ้างคนก็ต้องรับสารภาพเพราะพิจารณาจากระยะเวลาที่เขาอาจถูกตัดสิน ซึ่งธงชัยชวนให้ทุกคนมองว่าเราไม่อาจไปตำหนิหรือตัดสินว่าคนเหล่านี้ไม่สู้หรือยอมแพ้ได้ แม้แต่คนที่รับสารภาพเอง ก็อาจต้องจมอยู่กับความรู้สึกแย่เหล่านั้นไปตลอดชีวิต

ธงชัยย้ำว่าโทษจำคุก ไม่ว่าจะเป็น 3 ปี หรือ 7 ปี เป็นเรื่องคอบาดตายของทุกคน และชวนมองย้อนดูความผิดมาตรา 112 เทียบกับกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นกษัตริย์ฉบับอื่น ๆ ในอดีต ว่าสิ่งที่ทำให้มาตรา 112 แตกต่างไปจากเดิมก็คือ การระบุลักษณะความผิดว่า “อาฆาตมาดร้าย” ลงไปด้วย ทำให้มาตรา 112 ไม่สามารถถูกพิจารณาในฐานะเทียบเท่ากฎหมายหมิ่นประมาทได้ และทำให้สถานะของมันกลายเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งยังส่งผลทำให้ใครก็ตามสามารถฟ้องได้อีกด้วย

ภาพจาก iLaw 

.

หลังจากวงเสวนาเสร็จสิ้น ได้มีการเดินเท้าไปยังบริเวณประติมานุสรณ์ 6 ตุลา และอ่านแถลงการณ์เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” โดยมีเนื้อหาดังนี้

แถลงการณ์เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ”

หลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักถูกกล่าวถึงในฐานะหน้าประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าในฐานะบทเรียนความรุนแรงของรัฐ แต่สำหรับพวกเราที่ชีวิตถูกหักรากถอนโคนด้วยน้ำมือของเผด็จการ อีกทั้งมรดกบาปของการรัฐประหารในวันนั้น ยังคงฝังรากลึกและทำหน้าที่กดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย อยู่จนถึงวินาทีนี้

ในตอนเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการก่อการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้นทั้งหมิ่นศาลหมิ่นประมาทและอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน

จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของกฎหมายยังคงอยู่ และยังมีการทำรัฐประหารซึ่งฉุดรั้งประเทศมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยโอกาสครบรอบ 50 ปีนี้ เราจึงอยากให้ 6 ตุลาเป็นวาระให้รับใช้ประชาชน โดยการร่วมกันยกเลิกประกาศดังกล่าว “ทั้งฉบับ”

นี่ไม่ใช่แค่การลบมรดกบาปในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น แต่เป็นการปักธงว่า คณะรัฐประหารและกฎหมายของพวกเขาที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นสิ่งที่ “มิอาจยอมรับได้และไม่ควรมีที่ยืนในสังคม” อีกต่อไป

พวกเราจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมลงชื่อ เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม ไม่ว่าจะเป็นพวกเราหรือคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เราต่างได้รับผลกระทบของรัฐประหารด้วยกันทั้งนั้น การผสานพลังของพวกเราจะช่วยให้ประเทศไทย เป็น “ประชาธิปไตยขึ้นอีกก้าว” มาร่วมลงชื่อด้วยกัน เพื่อลบมรดกบาปรัฐประหารและเขียนอนาคตด้วยประชาชน

ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา

คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน

ขอบคุณ 

.

ชวนประชนทุกคนเข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 มรดกจาก 6 ตุลา ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 และทำให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้นจากการใช้สิทธิเสรีภาพ

50 ปี 6 ตุลาฯ 

50,000 ชื่อ รื้อกฎหมายคณะรัฐประหาร 

ร่วมลงชื่อออนไลน์ได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์

https://decoup6octsins.com

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 112: มรดกจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 

โทษในกฎหมาย “หมิ่น” ทั้งระบบ มรดกคณะรัฐประหาร 6ตุลาฯ 

X