คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 นับเป็นคำสั่งของคณะรัฐประหารหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ยังคง “ฝังตัว” อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาตามปกติของไทยมาครบ 50 ปีแล้ว
หากใครเคยเปิดพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ซึ่งบังคับใช้ผ่านเวลามากว่า 70 ปีพอดี จะพบว่าในมาตราต่าง ๆ นั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่อยมาเป็นระยะ โดยจะพบ “ฟุตโน้ต” หรือ “เชิงอรรถ” ที่ระบุการแก้ไขเพิ่มเติมแต่ละมาตราไว้ ว่าถูกแก้ไขเมื่อไร อย่างไร รวมทั้งในส่วนท้ายของพระราชบัญญัติยังมีการแนบส่วนเหตุผลในการแก้ไขในแต่ละครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ในการแก้ไขครั้งนั้น ๆ ด้วย
ที่ผ่านมา เคยมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาแล้วรวม 30 ครั้ง ดำเนินการโดยการออกเป็นพระราชบัญญัติฉบับต่าง ๆ ครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2568 (ฉบับที่ 30) ที่แก้ไขเพิ่มเติมความผิดฐาน “คุกคามทางเพศ” และขอบเขตนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน
แต่หากไล่ดู “เชิงอรรถ” ในมาตราต่าง ๆ เราจะพบว่ามี “สิ่งแปลกปลอม” ที่ปรากฏว่าเป็นรูปแบบการแก้ไขกฎหมายที่ต่างออกไปจากการออกเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมข้างต้น นั่นคือการแก้ไขผ่านประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหาร ซึ่งพบว่ายังคงมีผลอยู่ในปัจจุบันอยู่จำนวน 2 ฉบับ และปรากฏอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเชิงอรรถในประมวลกฎหมายอาญามาอย่างยาวนาน
ฉบับแรก ได้แก่ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ในสมัยของจอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจตัวเอง ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในหลายมาตรา ทั้งในส่วนของการเพิ่มโทษ-ลดโทษ (มาตรา 52-53), ความผิดเกี่ยวกับการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีหรือใช้อาวุธ (มาตรา 140), ความผิดเกี่ยวกับการหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง (มาตรา 190-191), ความผิดเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาทรัพย์ (มาตรา 218, 224), ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์-ชิงทรัพย์-ปล้นทรัพย์ต่าง ๆ
ส่วนอีกฉบับหนึ่ง ก็คึอ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ผ่านการรัฐประหารหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 12 มาตรา โดยเป็นการแก้ไขอัตราโทษใหม่ในฐานความผิดเกี่ยวกับการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทลักษณะต่าง ๆ รวมทั้งความผิดเกี่ยวกับธงและศาสนา ทำให้อัตราโทษเพิ่มสูงขึ้นทั้งหมด
หากลองไล่เรียงดูแต่ละมาตราดังกล่าว พร้อมกับเชิงอรรถ ที่ระบุถึงการถูกแก้ไขเพิ่มเติมจากคำสั่งคณะรัฐประหาร จะทำให้เห็นภาพมากขึ้น (รวบรวมจากประมวลกฎหมายอาญา ฉบับของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่อัปเดตล่าสุดปี 2568)
.
.
ข้อหามาตรา 112 เป็นที่รับรู้กันว่า ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 เดิมนั้น กำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 7 ปี โดยไม่มีโทษขั้นต่ำ แต่คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 นี้ ได้แก้ไขให้มีโทษขั้นต่ำ คือจำคุกอย่างน้อย 3 ปี และสูงสุดจำคุกถึง 15 ปี ทำให้อัตราโทษในข้อหานี้เพิ่มสูงขึ้นมาก และศาลไม่สามารถลงโทษต่ำกว่า 3 ปี ได้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีการแก้ไขอีกมาจนถึงปัจจุบัน
.
.
มาตรา 118 ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเหยียดหยามธงหรือเครื่องหมายเกี่ยวกับประเทศชาตินั้น เดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 กำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คำสั่งคณะรัฐประหารหลัง 6 ตุลา ได้เพิ่มอัตราโทษไปหนึ่งเท่า คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท
หลังจากนั้น ในปี 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มาจากการรัฐประหารในยุคปี 2557 ได้มีการออก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) มารับรองการแก้ไขโทษดังกล่าว ให้ “ชอบด้วยกฎหมาย” มากขึ้น และเพิ่มอัตราโทษปรับขึ้นสิบเท่า เป็นไม่เกิน 40,000 บาท ตามวัตถุประสงค์ของการแก้ไขครั้งนั้น ที่แก้อัตราโทษปรับในกฎหมายอาญาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม แต่โทษจำคุกยังคงเป็นเช่นเดียวกับคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินปี 2519 ดังกล่าว
.
.
มาตรา 133-135 ข้อหาเกี่ยวกับประมุขของรัฐหรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ ทั้งในเรื่องการหมิ่นประมาทหรือการกระทำเหยียดหยามต่อธงหรือเครื่องหมาย
เดิมก่อนการแก้ไขในปี 2519 นั้น โทษที่ถูกกำหนดไว้ลดหลั่นกันลงมา มาตรา 133 การหมิ่นประมาทประมุขของรัฐต่างประเทศฯ นั้น เคยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หลังการรัฐประหาร 6 ตุลา ได้เพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000-14,000 บาท
มาตรา 134 เรื่องการหมิ่นประมาทผู้แทนรัฐต่างประเทศ เดิมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หลังรัฐประหาร 6 ตุลา ได้เพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท
มาตรา 135 เรื่องการเหยียดหยามต่อธงหรือเครื่องหมายของรัฐต่างประเทศ เดิมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คณะรัฐประหารหลัง 6 ตุลา ได้แก้ไขเพิ่มโทษไปหนึ่งเท่า คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท
และต่อมาเช่นเดียวกับข้อหามาตรา 118 ที่ในปี 2560 ได้มีการแก้ไขอัตราโทษปรับของทุกข้อกล่าวหาเหล่านี้ เพิ่มขึ้นอีกสิบเท่าตามสภาพเศรษฐกิจ โดยไม่ได้มีการแก้ไขโทษจำคุกกลับไปเป็นเช่นเดิม
.
.
มาตรา 136 ว่าด้วยการดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ นั้น เดิมกฎหมายอาญาปี 2499 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คณะรัฐประหารปี 2519 ได้แก้ไขเพิ่มโทษไปอีกหนึ่งเท่า เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท
และสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2560 ก็ได้แก้ไขเพิ่มอัตราโทษปรับไปสิบเท่า เป็นปรับไม่เกิน 20,000 บาท เช่นเดียวกับมาตราก่อนหน้า แต่ไม่ได้มีการแก้ไขโทษจำคุกใด ๆ
.
.
มาตรา 138 ข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ก็เช่นเดียวกัน ที่ถูกแก้ไขเพิ่มโทษในวรรคแรกไปอีกหนึ่งเท่าภายหลังรัฐประหาร 6 ตุลา โดยเดิมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 41 ได้เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท
และหลังจากนั้นสภานิติบัญญัติในปี 2560 ก็ได้เพิ่มอัตราโทษปรับไปอีก 10 เท่า ทำให้โทษปรับเพิ่มเป็นไม่เกิน 20,000 บาท เช่นกัน
.
.
มาตรา 198 ข้อหาดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาฯ เดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 เคยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หลังรัฐประหาร 2519 ได้มีการเพิ่มโทษขั้นต่ำและขั้นสูงขึ้นไปอีก เป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท
ต่อมาอัตราโทษปรับก็ถูกเพิ่มไปอีกสิบเท่า เป็นปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ในปี 2560 เช่นเดียวกับข้อหาก่อนหน้านี้
.
.
มาตรา 206 เรื่องการเหยียดหยามศาสนา มีการแก้ไขเช่นเดียวกับข้อหาดูหมิ่นศาลทั้งหมด คือเดิมมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คำสั่งคณะรัฐประหารฉบับที่ 41 ได้เพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท และมีการแก้ไขเฉพาะอัตราโทษปรับเพิ่มขึ้นไปสิบเท่า ในปี 2560 เช่นเดียวกัน แต่อัตราโทษจำคุกเป็นเช่นเดิม
.
.
จะเห็นได้ว่าข้อหามาตรา 326 และ 328 เรื่องการหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานี้ เชิงอรรถไม่ได้ระบุว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครอง ฉบับที่ 41 แต่ทั้งสองมาตรานี้ ถูกแก้ไขโทษโดยคำสั่งฉบับดังกล่าวก่อน
จากเดิมมาตรา 326 ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คำสั่งคณะรัฐประหาร 2519 ได้เพิ่มอัตราโทษไปหนึ่งเท่า เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ก่อนสภานิติบัญญัติในยุคคณะรัฐประหารปี 2534 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยการออก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 มาเพิ่มอัตราโทษปรับไปสิบเท่า เป็นปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่ไม่ได้มีการแก้ไขอัตราโทษจำคุกแต่อย่างใด โทษจำคุกในข้อหาหมิ่นประมาทนี้ จึงยังเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 6 ตุลา อยู่เช่นกัน
เช่นเดียวกับมาตรา 328 ที่เดิมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่คำสั่งของคณะรัฐประหาร 6 ตุลา ได้เพิ่มโทษไปอีกหนึ่งเท่า เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท ก่อนในปี 2535 สภานิติบัญญัติได้แก้ไขโทษปรับไปกว่า 50 เท่า เป็นปรับไม่เกิน 200,000 บาท แต่โทษจำคุกยังคงเป็นเช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน
.
.
สุดท้าย มาตรา 393 ข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ เดิมในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ไม่เคยมีโทษจำคุกมาก่อน มีเพียงโทษปรับไม่เกิน 500 บาท แต่คำสั่งคณะรัฐประหารปี 2519 ได้แก้ไขโทษใหม่ โดยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หลังจากนั้นสภานิติบัญญัติในยุคคณะรัฐประหาร 2557 ก็ได้มีการออก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2558 มาแก้ไขโทษปรับในข้อหานี้ โดยเพิ่มโทษปรับไปอีก 10 เท่า เป็นปรับไม่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่มีการแก้ไขโทษจำคุกอีก
.
น่าสังเกตว่าแม้ข้อหาเกือบทั้งหมดดังกล่าว จะมีการออก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ในปีต่าง ๆ จำนวน 3 ครั้ง (2535, 2558, 2560) มากำหนดอัตราโทษใหม่ แต่ก็เป็นการออกพระราชบัญญัติภายใต้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการรัฐประหารทั้งหมด และทั้งหมดเป็นการแก้ไขอัตราโทษปรับให้สูงขึ้นตามเหตุผลเรื่องสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยที่อัตราโทษจำคุกทั้งหมดนั้น ยังถือได้ว่าเป็น “ผลพวง” สำคัญที่เริ่มต้นมาจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ในปี 2519 นั่นเอง รวมทั้งกรณีมาตรา 112 เอง ซึ่งอัตราโทษที่เป็นอยู่นี้ ก็เป็นผลสืบเนื่องอย่างชัดเจนจากคำสั่งคณะรัฐประหารฉบับดังกล่าว มาจนถึงปัจจุบัน
กล่าวได้ว่าข้อหาในประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 12 มาตรา ยังคงเป็นผลพวงสำคัญจากเหตุการณ์ 6 ตุลา และรัฐประหารที่มาตามมาในปี 2519 คำถามสำคัญคือ สังคมไทยปล่อยให้ “คำสั่ง” ที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งมาจากการยึดอำนาจโดยไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย ยังคงสภาพอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ “กฎหมาย” ในระบบปกติอย่างต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ได้อย่างไร
ที่มาที่ไปของกฎหมายนั่นมีความสำคัญต่อความชอบธรรมของกฎหมายนั้น ๆ หากคำสั่งของผู้ยึดอำนาจที่อ้างตนเป็นรัฐฏาธิปัตย์ออกกฎหมายได้เองตามอำเภอใจ สามารถดำรงสืบเนื่องอยู่ในระบบกฎหมายต่อไปเรื่อย ๆ ได้ โดยไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไข หรือลบล้างผลพวงของมัน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าระบบกฎหมายไทย ที่ยังมี “เชิงอรรถ” เป็นคำสั่งของคณะรัฐประหารเช่นนี้ ยังนับได้ว่ามีสภาพเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตยอยู่หรือไม่
ในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา เชิญชวนกันลงชื่อเสนอกฎหมาย “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารดังกล่าว เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 และเริ่มต้นปรับปรุงแก้ไขให้ประมวลกฎหมายอาญาไม่มี “เชิงอรรถ” ที่คำสั่งคณะรัฐประหารยังฝังตัวอยู่ต่อไปได้อีก >> https://decoup6octsins.com/
.
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม
.




















