ตัวแทนศูนย์ทนายฯ กล่าวถ้อยแถลงบนเวทีก่อนทบทวน UPR ว่าด้วยการดำเนินคดีการเมือง และปัญหา ม.112 ที่ยังดำเนินอยู่

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ที่ Palais des Nations ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UPR Info Pre-session ครั้งที่ 53 ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดให้ภาคประชาสังคมนำเสนอข้อมูลต่อคณะผู้แทนรัฐต่าง ๆ ก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (Universal Periodic Review) โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

อัครชัย ในฐานะตัวแทนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ชี้ให้เห็นปัญหาการใช้กฎหมายดำเนินคดีกับการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้นานาประเทศระบุถึงปัญหาของมาตรา 112 ลงไปในข้อเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้เป็นเสมือน “ช้างในห้อง” ที่ทุกคนมองเห็น แต่ไม่มีใครพูดถึงมานาน

ถ้อยแถลงบนเวที UPR-Info Pre-session ครั้งที่ 53 เสนอแก้ไข ม.112 ปล่อยตัวผู้ต้องขังทั้งหมด และยุติการดำเนินคดีการเมืองกับเด็กและเยาวชน 

อัครชัย ชัยมณีการเกษ กล่าวถึงการทำให้การแสดงออกอย่างเสรีและการมีส่วนร่วมทางการเมืองกลายเป็นความผิดทางอาญาในประเทศไทย โดยเน้นสองประเด็น คือการดำเนินคดีทางการเมือง และมาตรา 112 โดยมีข้อความดังต่อไปนี้ 

สวัสดีครับทุกท่าน ผมชื่ออัครชัย ผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายรณรงค์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรของเราก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 สองวันหลังการรัฐประหาร เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ปกป้องประชาธิปไตยที่ถูกจับกุม ตั้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดี และคุมขังจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

วันนี้ผมขอพูดถึงการทำให้การแสดงออกอย่างเสรีและการมีส่วนร่วมทางการเมืองกลายเป็นความผิดทางอาญาในประเทศไทย

ในถ้อยแถลงนี้ ผมขอเน้น 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือการดำเนินคดีทางการเมือง และประเด็นที่สองคือปัญหามาตรา 112

สิ่งแรกที่ผมอยากให้ทุกท่านทราบคือ เมื่อปี 2563 ประเทศไทยเกิดขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยคนรุ่นใหม่ และเมื่อผมพูดว่า “คนรุ่นใหม่” ผมหมายถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี นักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และนักศึกษา พวกเขาออกมาบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องอย่างสงบให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตย ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่รัฐบาลตอบกลับมาคือ นับตั้งแต่ปี 2563 รัฐได้ตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีกับประชาชนไปแล้วราว 2,000 คน รวมถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี เกือบ 300 คน ภายใต้กฎหมายที่มีลักษณะปิดกั้นหลายฉบับ

ในการทบทวน UPR รอบที่สาม ประเทศไทยรับข้อเสนอแนะอย่างน้อย 15 ข้อ ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง แต่กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 และในขณะเดียวกัน ยังมีคดีการเมืองที่ยังไม่สิ้นสุดเกือบ 600 คดี ซึ่งมีมูลเหตุมาจากการแสดงออกหรือการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ ข้อเสนอแนะของศูนย์ทนายฯ ต่อเวที UPR Info Pre-session ครั้งที่ 53 จึงมีดังต่อไปนี้

  1. ประเทศไทยต้องยุติการดำเนินคดีทั้งหมดต่อบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน ที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน
  2. ห้ามการจับกุมและควบคุมตัวเด็กและเยาวชน รวมทั้งห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาต่อเด็กและเยาวชน จากการกระทำที่ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) 

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สำคัญที่สุดที่อยากเน้นย้ำ คือคดี ม.112 ของประมวลกฎหมายอาญา สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ มาตรานี้กำหนดให้การ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” พระมหากษัตริย์ไทย เป็นความผิดทางอาญา โทษในกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้สัดส่วนอย่างยิ่ง โดยกำหนดโทษจำคุก 3 – 15 ปี ต่อหนึ่งกรรม ซึ่งเท่ากับโทษของฐานความผิดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยมิได้มีเจตนาตามกฎหมายอาญาไทย

อัตราการพิพากษาลงโทษในคดี ม.112 นั้นสูงมาก อยู่ที่ร้อยละ 90 ซึ่งตัวเลขนี้บอกเราว่าประชาชนไม่อาจพึ่งพาศาลให้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของตนได้ ขอบเขตของกฎหมายดังกล่าวกว้างขวางอย่างยิ่ง

มีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีจากการทำโพลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างสงบ, ตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐสภาไทยจึงจัดสรรงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้แก่สถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19, มีเยาวชนคนหนึ่งถูกพิพากษาว่ามีความผิดจากการสวมเสื้อครอปท็อปไปร่วมการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ หรือแม้แต่อ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้

นับตั้งแต่ปี 2563 มีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีตามกฎหมายนี้แล้วเกือบ 300 คน รวมถึงเด็กและเยาวชน 20 คน ผมขอให้ทุกท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ 2 คดี ดังต่อไปนี้ 

คดีแรกเป็นของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกเขารวมกันกว่า 31 ปี ใน 14 คดี ตามมาตรา 112  ซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาในคดีใดที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เขากลับถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วกว่า 1,000 วัน ในระหว่างการต่อสู้ชั้นอุทธรณ์

และคดีที่สองของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร นักกิจกรรมประชาธิปไตย ซึ่งถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกกว่า 50 ปี จากการแชร์คลิปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยบนเฟซบุ๊ก รวมถึงคลิปจากสารคดีของ BBC และจากรายการ Last Week Tonight ของจอห์น โอลิเวอร์

จากตัวอย่างข้างต้น คดีดังกล่าวนอกจากผลกระทบด้านลบที่กฎหมายนี้มีต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบด้านลบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชาธิปไตยไทยด้วย

เมื่อเดือน พ.ค.  2566 ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไป และพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่งมากที่สุด

ต่อมาในปี 2567 หนึ่งปีหลังการเลือกตั้ง  ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง เพียงเพราะเสนอให้แก้ไขมาตรา 112

ซึ่งเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า จำนวน 44 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ถูกไต่สวนในข้อกล่าวหา “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” และหากศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีความผิด พวกเขาก็จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประชาชนที่เรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรา 112 อย่างสงบ ไม่ว่าบนท้องถนนหรือบนโลกออนไลน์ ต่างถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก พรรคการเมืองที่เสนอให้แก้ไขกฎหมายนี้ถูกยุบพรรคการเมือง และผู้แทนราษฎรที่ร่วมเสนอร่างกฎหมายแก้ไขนี้ ก็เสี่ยงที่จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

ในเมื่อการพยายามแก้ไขกฎหมายนี้ภายในประเทศ ยากลำบากและอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเชื่อว่าข้อเสนอแนะจากกระบวนการ UPR ต่อกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เราขอเรียกร้องให้ท่านเสนอแนะต่อประเทศไทยว่า

  1. แก้ไขมาตรา 112 ให้สอดคล้องกับข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
  2. ยุติการดำเนินคดีทั้งหมดตามมาตรา 112 และปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังตามกฎหมายนี้ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข
  3. ขยายขอบเขตของกฎหมายนิรโทษกรรมที่เพิ่งผ่านออกมา ให้ครอบคลุมผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน มาตรา 112 เป็น “ช้างในห้อง” มานานเกินไปแล้ว เป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น แต่ไม่มีใครยอมเอ่ยถึง ทุกคนรู้ดีว่ากฎหมายนี้กำลังทำอะไรกับประชาชนไทยและกับประชาธิปไตยไทย ผมมาที่นี่ในวันนี้เพื่อขอให้ท่านใช้การทบทวน UPR ที่กำลังจะมาถึงนี้ พูดถึงช้างตัวนั้นเสียที ด้วยการระบุชื่อ “มาตรา 112” 

ก่อนที่เวทีวันนี้จะจบลง ขออย่าให้เราลืมว่าเรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร เรามาอยู่ที่นี่ เพราะในประเทศของผม การพูดในสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว ยังคงเป็นความผิดทางอาญา เรามาอยู่ที่นี่ เพราะ “จิรวัฒน์”  ผู้ต้องขังคดี ม.112  อยู่ในเรือนจำ จากการแชร์โพสต์ ตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐสภาไทยจึงจัดสรรงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้แก่สถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19  และเขาไม่รู้ว่ามะเร็งจะพรากภรรยาของเขาไปก่อนที่เขาจะได้เป็นอิสระหรือไม่

เรามาอยู่ที่นี่ เพราะอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ขึ้นปราศรัยในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์ เพื่อพูดถึง “ผู้ที่ไม่อาจเอ่ยนาม” และต้องเข้าเรือนจำเพราะการปราศรัยครั้งนั้น

ตอนที่เขาเข้าเรือนจำ ลูกชายของเขาเพิ่งหัดคลาน ตอนนี้ลูกของเขาวิ่งได้แล้ว ลูกของเขาพูดคำว่า “ศาล” ได้ก่อนคำว่า “พ่อ” เพราะห้องพิจารณาคดีคือที่เดียวที่เขาจะได้เจอพ่อ และเมื่อลูกได้ยินเสียงโซ่ตรวนดังมาตามทางเดิน เขาจะวิ่งเข้าหาเสียงนั้น เพราะนั่นคือวิธีที่เขารู้ว่าพ่อมาถึงศาลแล้ว

อานนท์เคยบอกผมว่า คำว่า “กล้าหาญ” ที่เปล่งออกมาจากปาก กับคำว่า “กล้าหาญ” ที่เปล่งออกมาจากหัวใจ ไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ความกล้าหาญแบบเดียวกัน

ผมมาอยู่ที่นี่ เพราะผมเชื่อว่าความกล้าหาญเช่นนั้นมีอยู่ในห้องนี้เช่นกัน และมันมีราคาที่ท่านต้องจ่ายน้อยกว่าที่เขาจ่ายไปมาก เรามาพูดถึงช้างตัวนั้นกันเถอะ ด้วยการระบุชื่อ “มาตรา 112” ลงไปในข้อเสนอแนะ UPR ของพวกท่าน

ทั้งนี้กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review หรือ UPR) จะจัดขึ้นในทุกรอบ 4 ปีครึ่ง โดยมีลักษณะเป็นการที่แต่ละประเทศสมาชิกของสหประชาชาติจะทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนกับประเทศที่อยู่ในรอบของการทบทวน (peer review) สำหรับประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในรอบที่ 4 ซึ่งจะมีรอบการพิจารณาของไทยอยู่ในช่วงวันที่ 9 พ.ย. 2569

.

ย้อนอ่านการทบทวน UPR รอบที่ 3 กรณีของไทยเมื่อปี 2564

นานาชาติเสนอทบทวน แก้ไข ม.112 – รัฐไทยแถลงวาจายันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สวนทางความเป็นจริง

X