ศาลมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในคดีมาตรา 112 กรณีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 และมีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในคดีมาตรา 112 กรณีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 โดยทั้งสองคดีเป็นคดีที่จตุภัทร์และณวรรษยื่นขอถอนประกันตนเองระหว่างถูกขังในคดีอื่น ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้นและยังไม่มีคำพิพากษาออกมาแต่อย่างใด อีกทั้งคดีดังกล่าวเป็นคดีสุดท้ายที่ทั้งสองคนยังมีหมายขังอยู่ หลังจากณวรรษถูกคุมขังครบกำหนดโทษ ส่วนจตุภัทร์ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคดีอื่นแล้ว
กรณี “ไผ่” จตุภัทร์ มารดาได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 หลังจากติดตามคำสั่งพบว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุโดยสรุปว่า ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำตามฟ้องอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง นำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันกษัตริย์ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี และไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
ส่วนกรณี “แอมป์” ณวรรษ ทนายความได้ยื่นประกันตัวในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวานนี้ (8 ก.ย. 2569) ในวันเดียวกันศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
.
ยื่นอุทธรณ์คำสั่งฯ “ไผ่” จตุภัทร์ คดี ม.112 เหตุชุมนุม 19 กันยาฯ ศาลอุทธรณ์ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ขณะถูกขังครบ 1 ปี และเป็นคดีที่ ‘ถอนประกัน’ เอง
กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 พริ้ม บุญภัทรรักษา มารดาของจตุภัทร์ ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ เป็นครั้งที่ 10 ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 ต่อศาลอาญา ในวันเดียวกับที่จตุภัทร์ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำเพื่อร่วมสืบพยาน ทั้งนี้ ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัวโดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้วศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
วันถัดมา (4 ก.ย. 2569) “ไผ่” จตุภัทร์ ถูกเบิกตัวมาร่วมสืบพยานที่ศาลต่อ พริ้ม บุญภัทรรักษา ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยมีสาระสำคัญระบุว่า
พฤติการณ์ในคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและประสงค์จะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด นับตั้งแต่ถูกดำเนินคดีนี้ จำเลยได้รับการประกันตัวมาโดยตลอด ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ตลอดจนไม่เคยผิดนัดศาล จำเลยได้ถอนประกันคดีนี้ด้วยความประสงค์ของตนเองระหว่างถูกขังในคดีอื่น และจำเลยได้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ตามคำสั่งอนุญาตประกันตัวของศาลฎีกาในคดี ม.112 อีกคดีหนึ่งแล้ว
ปัจจุบันพฤติการณ์คดีได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว กล่าวคือ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 อัยการโจทก์แถลงขอไม่คัดค้านการประกันตัวจำเลย จึงเห็นได้ว่าการให้ประกันตัวจำเลยย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาคดี ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันกษัตริย์ และไม่มีเหตุจำเป็นที่จำเลยจะไม่ได้รับการประกันตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 และมาตรา 108/1
ต่อมาในวันที่ 8 ก.ย. 2569 หลังจากที่ทนายความติดตามคำสั่ง พบว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาละพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้องอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง นำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างพิจารณามาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง” โดยเป็นคำสั่งลงวันที่ 5 ก.ย. 2569
.
กรณีดังกล่าว ทำให้จตุภัทร์ยังคงถูกคุมขังต่อไป แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยที่ภูเขียว ซึ่งเป็นคดีหลักที่ถูกขัง ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 2569 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 6 เดือนแล้ว เขายังไม่ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากเหลือเพียงคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ประกันตัว
ปัจจุบันคดีนี้ได้สืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ศาลอาญามีนัดหมายเริ่มสืบพยานจำเลยในวันที่ 22 ก.ย. 2569 เวลา 09.00 น. โดยในวันดังกล่าว “ไผ่” จตุภัทร์ และ อานนท์จะถูกเบิกตัวมาศาล โดยมี “ครูใหญ่” อรรถพล ที่จะถูกเบิกตัวมาเพื่อเข้าสืบพยานจำเลยด้วย
.
คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน เหตุเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมบางข้อหา ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง “แอมป์” ณวรรษ แม้ถอนประกันเองระหว่างถูกขังคดีอื่น และคดีอื่นขังครบโทษแล้ว
ขณะเดียวกันวานนี้ (8 ก.ย. 2569) ทนายความยื่นประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ ในระหว่างที่มีนัดสืบพยานโจทก์คดีมาตรา 112 กรณีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 โดยณวรรษ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อร่วมการสืบพยานด้วย
คำร้องขอประกันตัวณวรรษระบุใจความสำคัญว่า คดีนี้เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในข้อหามาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ จึงส่งผลให้จำเลยถูกฟ้องเพียงข้อหาตามมาตรา 112 ในฐานความผิดเดียวเท่านั้น
ก่อนหน้านี้จำเลยเคยยื่นถอนประกันและได้ยื่นขอประกันตัวระหว่างถูกขัง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว แม้ในขณะนั้นจำเลยถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ แต่เมื่อปัจจุบันจำเลยถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวคือมาตรา 112 ข้อเท็จจริงจึงเปลี่ยนแปลงไปและไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 และมาตรา 108/1 อีกต่อไป
อีกทั้งจำเลยก็ได้รับการประกันตัวจากศาลอาญากรุงเทพใต้ในระหว่างอุทธรณ์คดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่ง ทั้งนี้ จำเลยยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด หากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวใด ๆ
จากนั้นในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว โดยระบุคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นการยื่นประกันตัวครั้งที่ 6 แต่ณวรรษยังคงถูกคุมขังต่อไป แม้จะถูกขังครบกำหนดโทษในคดีหลักตามข้อหามาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2569 จนปัจจุบันผ่านมาสองเดือนแล้ว แต่เขายังไม่ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากปัจจุบันมีเพียงคดีนี้ที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
ทั้งนี้ ในนัดสืบพยานเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) ทนายความและจำเลยแถลงต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหา พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ และ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 ที่ถูกสั่งฟ้องมาในคดีนี้ร่วมกับมาตรา 112 เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งให้ส่งคณะกรรมการฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด แตกต่างจากกรณีที่ศาลอาญามีคำสั่งจำหน่ายคดีชุมนุม 19 กันยาฯ ในข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด และคงเหลือไว้เพียงข้อหามาตรา 112
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หมายเหตุ: เฉพาะภาพ “ไผ่” จตุภัทร์ เครดิตภาพถ่ายจาก iLaw
