3 เยาวชนร้อยเอ็ด เตรียมลุ้นคำพิพากษา คดี “คาร์ม็อบขบวนสะเดิด” ท่ามกลาง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้

วันพรุ่งนี้ (2 ก.ย. 2569) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดนัดฟังคำพิพากษาในคดีของเยาวชน 3 ราย ได้แก่ “กชกร”  (สงวนนามสกุล), “ธนันทร” (สงวนนามสกุล) และ “ธันยบูรณ์”  (สงวนนามสกุล) จากกรณีเข้าร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบขบวนสะเดิด” ของกลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่ 37/2564 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ หลังจากศาลนัดสืบพยานไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะนัดให้มาฟังคำพิพากษาตามวันเวลาดังกล่าว  

การฟังคำพิพากษาครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 9 วันหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้ โดยคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุมทางการเมืองเช่นนี้เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม จึงต้องจับตาว่าศาลจะมีคำสั่งเช่นไรในคดีนี้

.

ย้อนเส้นทางคดี: จากวันชุมนุมถึงวันพิพากษาใช้เวลา กว่า 4 ปี

เหตุการณ์ในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ขณะที่กลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอกจัดกิจกรรมคาร์ม็อบขบวนสะเดิด โดยมีการรวมกลุ่มของขบวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์และผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 200 คน ตลอดเส้นทางมีการบีบแตรร่วมกัน พร้อมกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ กล่าววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้น  ขณะนั้นกชกรและธนันทรมีอายุเพียง 16 ปี ส่วนธันยบูรณ์อายุ 17 ปี 

หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด เคยมีหมายเรียกไปยังเยาวชนและนักกิจกรรม รวม 7 คน แต่หลังจากขอเลื่อนนัดออกไป ก็ไม่ได้มีการติดต่อไปรับทราบข้อกล่าวหาอีก ก่อนพบว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้องคดี 

อย่างไรก็ตาม เมื่อส่งความเห็นไปยังพนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด อัยการกลับมีคำสั่งให้ฟ้องคดี พนักงานสอบสวนจึงได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้งหมดให้มารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ด เยาวชน 3 ทั้งราย และจิรายุ ประชาชนอีก 1 ราย  เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกัน นับเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาหลังเหตุการณ์ผ่านไปกว่า 4 ปี 

หลังจากผ่านไปราว 2 เดือน พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด ได้สั่งฟ้องคดีนี้ ในข้อหาจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่ 37/2564 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ 

ระหว่างวันที่ 16-18 มิ.ย. 2569 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดได้สืบพยานโจทก์รวม 6 ปาก ได้แก่ ตำรวจพนักงานสอบสวน 3 ปาก, นิติกรสาธารณสุข 1 ปาก, เจ้าหน้าที่เทศกิจร้อยเอ็ด 1 ปาก และเจ้าหน้าที่ อส. 1 ปาก รวมทั้งสืบพยานจำเลยอีก 3 ปาก โดยจำเลยทั้งสามเบิกความเป็นพยานเองทุกคน ก่อนนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 ก.ย. 2569

.

จับตาท่ามกลาง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้

สิ่งที่น่าจับตาในการฟังคำพิพากษาครั้งนี้คือ บริบทที่เปลี่ยนไปหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 โดยคดีของเยาวชนทั้งสาม ซึ่งเป็นคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จากการชุมนุมทางการเมืองในปี 2564 นั้น เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากศาลได้นัดฟังคำพิพากษาไว้ล่วงหน้าก่อนที่กฎหมายนิรโทษกรรมจะมีผลบังคับใช้ จึงยังต้องติดตามว่าศาลจะดำเนินการทางคดีอย่างไรต่อไป 

.

สำหรับกชกร ปัจจุบันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยกล่าวไว้ว่าการถูกดำเนินคดีครั้งนี้ส่งผลกระทบหลายมิติ ทั้งเรื่องเวลาที่ต้องเสียไปกับการไปศาล, การถูกยกเลิกงาน, ตารางสอนพิเศษ ซึ่งส่งผลให้ขาดรายได้ และแม้ยังมีประวัติการถูกดำเนินคดีทางการเมืองเพิ่มขึ้น แต่ก็ยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด และเพื่อเป็นการยืนยันสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก 

ส่วนธนันทร ปัจจุบันทำงานเป็น TikToker และธันยบูรณ์เป็น Streamer และศิลปินในงานคอนเสิร์ตหมอลำ

.

ทั้งนี้ สำหรับผู้ร่วมกิจกรรมคนอื่น ๆ ในกรณีคาร์ม็อบร้อยเอ็ดนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่มีการส่งตัวให้อัยการพิจารณา มีเพียงคดีของจิรายุเพียงรายเดียวที่ส่งตัวให้อัยการแล้ว และล่าสุดนัดฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 25 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันหลังจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้เพียง 1 วัน โดยจากการติดตามข้อมูลที่สำนักงานอัยการร้อยเอ็ดภายหลังพบว่า อัยการจังหวัดร้อยเอ็ดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีไปแล้ว อยู่ระหว่างแจ้งให้ผู้ต้องหารอไปรับเอกสารคำสั่งไม่ฟ้องอย่างเป็นทางการ

นอกจากนั้น ในส่วนของผู้ใหญ่ ยังมี “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และประชาชนอีกหนึ่งราย ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ด้วย แต่คดียังอยู่ในชั้นตำรวจ

X