วันผู้สูญหายสากล: “เมื่อตัวถูกบังคับสูญหายไป แต่ทรัพย์สินยังอยู่” ครอบครัวไม่ได้รับเยียวยาจากรัฐ เหลือเพียงกลไกทั่วไป เพื่อจัดการกับทรัพย์สิน

วันที่ 30 ส.ค. ของทุกปี เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป็นวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Victims of Enforced Disappearances) เพื่อรำลึกถึงบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ภาวะสงคราม การปราบปรามจากรัฐ หรือการก่อการร้าย รวมถึงรณรงค์ให้สังคมร่วมกันตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกบังคับให้สูญหายหรือการอุ้มหายโดยรัฐ ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ

ย้อนไปเมื่อ ปี 2565 ประเทศไทยมีการใช้บังคับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อดูแลและคุ้มครองประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างการซ้อมทรมาน และการบังคับบุคคลสูญหาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ ซึ่งแตกต่างไปจากกรณีบุคคลสาบสูญทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เนื่องในวันผู้สูญหายสากล จึงชวนทบทวนข้อน่าสังเกตว่า ประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะสำหรับเหยื่อและครอบครัวที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกบังคับให้สูญหายแล้ว แต่หลายครอบครัว อย่าง ครอบครัวของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือครอบครัวของสยาม ธีรวุฒิ ยังต้องพึ่งกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกบังคับสูญหายกลายเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อจัดการกับทรัพย์สินที่เป็นร่องรอยของการมีอยู่ของผู้ถูกบังคับสูญหายแทน

.

ในตัวบทอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) ที่ประเทศไทยได้เป็นภาคี ได้ระบุอย่างชัดเจนในข้อ 24 วรรค 6 “กำหนดให้รัฐภาคีต้องดำเนินการตามความเหมาะสมเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของผู้สูญหายที่ยังไม่ทราบชะตากรรม รวมถึง สถานะทางกฎหมายของญาติ ในด้านต่างๆ เช่น สวัสดิการสังคม ปัญหาทางการเงิน กฎหมายครอบครัว และสิทธิในทรัพย์สิน”

สำหรับประเทศไทยที่เป็นภาคีในอนุสัญญาดังกล่าว และตั้งแต่ปี 2566 ได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ แต่การเยียวยายังคงคลุมเครือมาตลอด ในช่วงเวลาที่กฎหมายยังไม่ชัดเจน ครอบครัวของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และครอบครัวของสยาม ธีรวุฒิ จำเป็นต้องเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุด เพื่อให้ได้รับการเยียวยาจากการที่สมาชิกในครอบครัวถูกบังคับสูญหาย

โดยย้อนไป ในช่วงปี 2565 ทั้งสองครอบครัวได้ยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาภายใต้ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งผลสุดท้ายในปี 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คือยกอุทธรณ์ของทั้งสองครอบครัว โดยทั้งสองกรณีศาลอุทธรณ์มีความเห็นตรงกันว่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ถูกบังคับสูญหายถึงแก่ความตาย หรือได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตหรือร่างกายหรือจิตใจเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น 

คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ มาตรา 25 ทำให้ปัจจุบันทั้งสองครอบครัวไร้สิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยา ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว

ส่วนการเยียวยาตามกลไกภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ ขึ้นอยู่กับคดีที่ทั้งสองครอบครัวเคยยื่นหนังสือร้องทุกข์ไว้ในปี 2566 เพื่อรอผลการพิจารณาว่า เป็นกรณีการบังคับสูญหายตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 ทั้งสองครอบครัวได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่ามีคำสั่งให้ยุติคดีและไม่รับทำการสอบสวน เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าเป็นการอุ้มหายตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ ทำให้ทั้งสองครอบครัวไม่สามารถรับการเยียวยาตามระเบียบของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้

จากการใช้กลไกทั้งทางกฎหมายเฉพาะอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ และกลไกการเยียวยาที่ใกล้เคียงอย่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ ปัจจุบันนี้ (2569) ทั้งสองครอบครัวต่างไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ จากกลไกใดภายใต้กฎหมายภายในประเทศ

.

เมื่อการเยียวยาถูกปฏิเสธ ทั้งสองครอบครัวจึงหวนคืนกลับไปใช้สิทธิทั่วไป ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกบังคับสูญหายเป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ซึ่งการสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญไม่ใช่การเยียวจากรัฐ แต่เป็นการขอสถานะทางกฎหมายเพื่อให้ครอบครัวได้จัดการบรรดาทรัพทย์สินของผู้ถูกบังคับสูญหายได้ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การโอน ขาย หรือธุรกรรมตามนิติกรรมสัญญาอื่น ๆ

ในกรณีของครอบครัวสุรชัย เมื่อปี 2567 ปราณีซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของสุรชัยและทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้สุรชัยเป็นคนสาบสูญต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากที่สุรชัยถูกบังคับให้สูญหายไป และไม่มีบุคคลใดพบตัวหรือติดต่อได้อีกเลยตั้งแต่ปี 2562 ศาลได้นัดไต่สวนและได้มีคำสั่งให้สุรชัยเป็นคนสาบสูญตามคำร้อง

ตรงกันข้ามในกรณีของครอบครัวสยาม เมื่อปี 2567 กัญญา มารดาของสยามได้ยื่นคำร้องขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากที่สยามลี้ภัยไปที่ประเทศลาว ต่อมาถูกบังคับให้สูญหายที่ประเทศเวียดนามเมื่อปี 2562 แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอให้รับฟังเป็นยุติได้ว่าสยามเป็นคนสาบสูญแล้ว 

ต่อมาหลังการอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าเนื่องจากสยามยังมีหมายจับในคดีมาตรา 112 และมีความเป็นไปได้ว่าสยามอาจกำลังหลบหนีและไม่ติดต่อผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องการให้ใครทราบที่อยู่ เพื่อความปลอดภัยจนกว่าจะหมดอายุความ 

และล่าสุดในเดือน ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาก็ได้มีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีนี้ โดยเห็นว่าไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย เพราะเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ทั้งไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน 

ข้อเท็จจริงในกรณีที่สยามถูกบังคับสูญหายไปมีเพิ่มเติมว่า ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือ “ลุงสนามหลวง” ผู้ที่ถูกบังคับสูญหายไปพร้อมกันกับสยามและมีหมายจับตามมาตรา 112 เช่นเดียวกัน แต่กลับกันในกรณีของชูชีพ ศาลแพ่งตลิ่งชันกลับมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว จึงเห็นได้ว่า การสั่งให้บุคคลสาบสูญซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายจะใช้กลไกได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล

.

แม้ในทางกฎหมายในประเทศ รัฐไทยมีทั้งพ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ และระเบียบการเยียวยาตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่หากเมื่อเทียบกับในตัวบทอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญฯ ที่ประเทศไทยได้เป็นภาคีในข้อ 24 วรรค 6 

เห็นได้ชัดเจนว่า ระเบียบการเยียวยายังคงไม่ครอบคลุมถึงเหยื่อหรือครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายโดยติดข้อกฎหมายที่ว่า กรณีที่ถูกบังคับสูญหายต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ซึ่งในตัวอนุสัญญาฯ ไม่ได้จำกัดว่าการเยียวยาต้องเกิดการพิสูจน์ทราบแล้วโดยใช้คำว่า “ผู้สูญหายที่ยังไม่ทราบชะตากรรม”

เมื่อครอบครัวของผู้ถูกบังคับสูญหายยังไม่ทราบชะตากรรมของคนเหล่านั้น การปิดประตูในการเยียวยาเพียงเพราะยังมีหลักฐานไม่เพียงพอ  จึงเป็นการช่วยเหลือครอบครัวที่ยังไม่เหมาะสมหรือมากเพียงพอตามอนุสัญญาฯ ที่ประเทศเป็นภาคี

ยิ่งไปกว่านั้น การที่กฎหมายไม่ได้อำนวยความสะดวกในการจัดการสถานะทางกฎหมายให้ ทั้งที่เป็นสิทธิพื้นฐานไม่ใช่การเยียวยาด้วยซ้ำไป ยิ่งเป็นการสร้างความยากลำบากแก่ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายในการได้รับสิทธิประโยชน์หรือจัดการทรัพย์สินที่ยังคงอยู่

.

ย้อนอ่านไทม์ไลน์: วันผู้สูญหายสากล: รวมความ (ไม่) คืบหน้ากรณีติดตามหา การบังคับ“สยาม-สุรชัย-วันเฉลิม” เกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงปี 2567-68

X