ชวนอ่านเสวนา​เปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล” ถกปัญหาช่องว่างกฎหมาย-ผลกระทบต่อสังคม

เรียบเรียงเนื้อหาโดย กฤษดา ออสูงเนิน 

.

เมื่อวันที่ 26​ มิ.ย.​ 2569  เวลา​ 9.00​ น.​ ที่​ Law​ Chula Learning Space คณะนิติศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ​ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ และ​​ศูนย์กฎหมายเพื่อประชาชน คณะนิติศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเปิดตัวรายงาน ‘‘ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบและข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” 

การเสวนาครั้งนี้ มีขึ้นโดยสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์การดำเนินคดีอาญาทางไกลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกดำเนินคดี หรือไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานที่เกิดเหตุหรือข้อเท็จจริงของคดี

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการดำเนินคดีต่อบุคคลที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก ในรูปแบบของการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสาธารณะ รวมไปถึงประเด็นทางการเมืองบนพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งหลายกรณีเป็นการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา​ 112 ประกอบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.​ 2550 และผู้กล่าวหาไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีทัศนะ อุดมการณ์​ หรือแรงจูงใจทางการเมืองที่แตกต่างไปจากผู้ที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มจำนวนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.​ 2563​ เป็นต้นมา

วงเสวนาการดำเนินคดีและการฟ้องคดีทางไกล มีผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่​ ​อธิวัฒน์​ เส้งคุ่ย ทนายความ, รศ.สาวตรี​ สุขศรี​ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้เขียน​รายงาน,​ ผศ.ฐิติรัตน์ ทิพย์​สัมฤทธิ์​กุล​ อาจาร​ย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อ.ดร.คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร​ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ และ พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ ไหวดี ผู้กำกับการ 3​ บก.ปอท. โดย​มี​ ผศ.ดร.พัชร์ นิยม​ศิลป​ อาจารย์​ประจำ​คณะนิติศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ เป็นผู้ดำเนินรายการ

.

ผลกระทบจากการดำเนินคดีทางไกล ประสบการณ์ตรงจากทนายความตัวแทนผู้เสียหาย

อธิวัฒน์ เส่งคุ่ย ในฐานะทนายความเครือข่ายศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เริ่มต้นวงเสวนาโดยอธิบายสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือคดีมาตรา 112 ในพื้นที่ภาคใต้ว่าการแจ้งดำเนินคดีทางไกลของกลุ่มปกป้องสถาบันฯ เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของภาคใต้ โดยส่วนตัวแล้วเขาได้ให้ความช่วยเหลือคดี\ไม่น้อยกว่า 10 คดี 

การแจ้งความของกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ในพื้นที่ภาคใต้ มีลักษณะเมื่อพบเห็นการกระทำที่เห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 112 กลุ่มคนเหล่านี้จะดำเนินการแคปภาพหน้าจอและนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ตามสถานที่ที่ผู้แจ้งความอ้างว่าพบเห็นโพสต์ มิใช่สถานที่ที่โพสต์ของผู้ถูกกล่าวหา โดยมีลักษณะในการเดินทางไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งมักจะห่างไกลและเดินทางลำบากสำหรับผู้ถูกกล่าวหา

ยกตัวอย่างเช่น กรณีของผู้ต้องหาคดี ม.112 รายหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ควนขนุน จังหวัดพัทลุง ในกระบวนการรับทราบข้อกล่าวหา หรือมารายงานตัวของกรณีดังกล่าว จำเป็นต้องเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางจากบุรีรัมย์มายังสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ เนื่องจากพัทลุงไม่มีสนามบิน ทำให้เขาต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินหาดใหญ่ เพื่อเดินทางด้วยรถโดยสารไปพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.ควนขนุน อธิวัฒน์กล่าวว่าการรับทราบข้อกล่าวหาในกรณีนี้เป็นกรณีที่ไกลที่สุดที่ตนเองเคยเจอมา ซึ่งใช้เวลาเดินทางไป – กลับ ไม่ต่ำกว่า 2 วัน 

และหากมีการสั่งฟ้องคดี ผู้ต้องหาก็ต้องเดินทางไปยังศาลท้องที่ที่รับผิดชอบคดีนั้น ๆ  ซึ่งค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากค่าเดินทางข้างต้น ก็คือค่าเสียเวลา และค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ​ ทั้งเงินประกันตัว ซึ่งในคดี ม.112 ทั่วไปศาลมักจะให้วางขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 100,000 บาท​

อธิวัฒน์พูดสรุปในช่วงแรกนี้ว่า ในกรณีที่ผู้ต้องหาเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย ก็จะต้องจัดเตรียมหลักประกันด้วยตนเอง แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงแค่กระบวนการเบื้องต้นเท่านั้น เพราะผู้ต้องหาจะต้องเผชิญกับการรายงานตัวในกระบวนการยุติธรรมอีกหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น นัด​คุ้มครองสิทธิ​, นัดตรวจพยานหลักฐาน, นัดสืบพยานโจทก์และจำเลย กระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายกับการดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาเป็นอย่างมาก 

และในอีกกรณีหนึ่ง อธิวัฒน์เล่าถึงลูกความที่ป่วยเป็นจิตเวชถูกคุมขังไกลบ้านจากการไม่ได้รับสิทธิประกันตัว เมื่อต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับลูกความรายนี้มาก โดยเฉพาะการได้รับยาตามปกติที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ตลอดจนการที่ญาติจะเดินทางมาเยี่ยมในจังหวัดห่างไกลจากบ้านที่พักอาศัยก็สร้างภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางจำนวนมากให้กับครอบครัว

อธิวัฒน์ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการดำเนินคดี​ ม.112 ทางไกลว่าโดยปกติ ตัวบทกฎหมายนี้ก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งกรณีถูกดำเนินคดีห่างไกลจากบ้านของตนเองยิ่งสร้างความกลัวและภาระมหาศาลไม่เพียงแต่กับตัวผู้ถูกดำเนินคดี แต่สิ่งเหล่านี้กระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างของพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน

.​

.

ความท้าทายของทนายความ อุปสรรคในกระบวนการยุติธรรมและการคุกคาม

อธิวัฒน์มองว่าความท้าทายหนึ่งของทนายความในคดีมาตรา 112 คือการที่ต้องเผชิญกับเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่พร้อมจะดำเนินคดีอย่างเข้มงวด ใน​บางกรณีแม้จะได้ทำการตกลงกันแล้วในเรื่องของการประกันตัว แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับ​ไม่​อนุญาต​ 

อีกหนึ่งความท้าทายคือความเชื่อใจที่ลูกความมีต่อทนาย เพราะหากเป็นทนายที่มีความคุ้นเคยกัน จะช่วยลดความกังวลลง และทำให้การสื่อสารเพื่อให้ลูกความเข้าใจกระบวนการและสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขาได้ง่ายขึ้น​ หากไม่มีทนายความให้ความช่วยเหลือหรือลูกความไม่เข้าใจกระบวนการ บางกรณี​ ในขั้นตอนสอบสวน ผู้ต้องหารับข้อเท็จจริงในคดีไปหมดแล้วด้วยตัวคนเดียว เหลือเพียงการรับสารภาพ ซึ่งทนายก็ไม่สามารถที่จะให้การช่วยเหลือได้แล้ว 

อธิวัฒน์เสริมอีกว่าการใช้ทนายที่มีความคุ้นเคยต่อกันยังช่วยลดความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ เนื่องจากคดี 112 มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง​และผู้ต้องหาไม่สามารถรู้ได้ว่าทนายความที่ตนไม่รู้จักมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร

นอกจากนี้ทนายความที่พร้อมรับทำคดี 112 นั้นยังมีจำนวนน้อย และยิ่งน้อยลงไปอีกในระดับท้องถิ่น เนื่องจากการทำคดีในลักษณะนี้จำเป็นที่จะต้อง ‘พุ่งชน’ ​กับความไม่ปกติในกระบวนการยุติธรรม​ อาจจะต้องทักท้วงและเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ที่ลูกความควรจะได้ เช่น​ การได้รับเอกสารบันทึกการรับทราบข้อกล่าวหา (บางคดีตำรวจไม่ยินยอมให้เอกสารกับผู้ต้องหา) หรือสิทธิในการประกันตัว ซึ่งในระดับท้องถิ่น อาจเป็นตัดโอกาสในการทำงานของทนายในคดีอื่นต่อไป

อธิวัฒน์ได้เล่าอีกว่า​ ในการ​ดำเนินคดี​ทางไกล​ สามารถที่จะประยุกต์ใช้วิธีการใหม่ ๆ​ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์​ ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายแก่ผู้ต้องหาได้ เช่น​ ยื่นคำร้องต่อศาลให้ผู้ต้องหารายงานตัวผ่านช่องทางออนไลน์​ ซึ่ง​มีกรณีที่ได้รับการอนุญาตเช่นนี้จำนวน 2​ คดี​

อธิวัฒน์เล่าประสบการณ์ของตัวเองอีกว่า เคยถูกคุกคามจากเจ้าพนักงานตำรวจด้วยเช่นกัน​ โดยเกิดขึ้นภายในบริเวณของศาล มีรถกระบะมาจอดด้านหลังรถของเขา ภายในมีผู้ชาย​ 2 คนกำลังใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพ อธิวัฒน์ยังยกตัวอย่างกรณีของลูกความของตนเองว่าถูกติดตามจากเจ้าหน้าที่รัฐในการเดินทางไปยังภาคใต้ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางโดยมีการส่งต่อเป็นทอด ๆ

อธิวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าในคดีฟ้องทางไกล คนที่จะเป็นพวกเดียวกันกับผู้ต้องหามีจำนวนน้อย ถ้าสู้ในบ้านตนเอง เขามีบ้าน มีทนาย มีครอบครัวและเพื่อนที่จะให้กำลังใจ มันดีกว่าที่จะถูกดำเนินคดีในบ้านของตนเอง แต่การฟ้องคดีทางไกล ทำให้ผู้ต้องหาไม่มีทางเลือกมากและยังต้องแบกรักภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบางกรณีอาจจะนำไปสู่การรับสารภาพ เพื่อให้กระบวนการมันจบไป

.

นำเสนอรายงาน: ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง

จากนั้น รศ.สาวตรี​ สุขศรี เริ่มต้นการนำเสนอโดยเล่าที่มาของการจัดทำรายงานฉบับนี้ว่าปัญหาการฟ้องคดีทางไกลเป็นปัญหาที่มีมานานกว่า 10 ปี​แล้ว และทางศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนต้องการให้มีการรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาเขียนเป็นรายงาน เพื่อดูทั้งสาเหตุที่ก่อให้เกิดการฟ้องคดีทางไกลและปัญหาที่มีอยู่ในตัวกฎหมาย 

สาวตรี​ชี้แจงถึงข้อจำกัดในการเขียนรายงานฉบับนี้คือเรื่องของข้อมูลที่มีจำกัด เนื่องจากส่วนราชการไม่ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องคดี 112 ไว้อย่างเป็นระบบ​ และรายงานฉบับนี้มุ่งเน้นเฉพาะการฟ้องคดีทางไกลของคดีบางประเภทเท่านั้น ยังไม่ได้พิจารณาคดีในลักษณะคดีด้านสิ่งแวดล้อมหรือผู้บริโภคที่มีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เป็นผู้กล่าวหา

รายงานนี้เลือกใช้คำว่า การดำเนินคดีทางไกลเนื่องจากเป็นคำที่ครอบคลุมที่สุด แม้ว่าในต่างประเทศ​ คำนี้มีความหมายในแง่บวกคือเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการฟ้องคดี แต่ในบริบทของประเทศไทย​ มีการใช้คำนี้ในแง่ลบมาโดยตลอด​ คือ​ การดำเนินคดีในพื้นที่ห่างไกลภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา​ ส่วนคำที่มีความหมายเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้นั้น ใช้คำว่าการพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ 

การดำเนินคดีทางไกลในอดีตมีจำนวนน้อยและไร้รูปแบบ แต่ได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 2563 โดยเฉพาะคดี 112​ เนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง​บนสื่อออนไลน์ ไม่ได้ไร้รูปแบบเช่นในอดีต โดยทางศูนย์ทนายฯ ได้เริ่มเก็บข้อมูลคดีเรื่อยมา โดยในรายงานข้อมูลจะหยุดอยู่ที่เดือน​ตุลาคม​ 2566 

สาวตรีอธิบายเพิ่มเติมว่าการฟ้องคดีในลักษณะนี้มีโอกาสสูงที่ผู้กล่าวหาต้องการที่จะสร้างภาระให้กับผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่สนใจว่าคำพิพากษาของศาลจะออกมาในรูปแบบใด เพียงแค่ต้องการให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษจากตัวของกระบวนการพิจารณาคดีเอง

.

.

สถานการณ์และรูปแบบการดำเนินคดีทางไกลจากข้อมูลเชิงประจักษ์

ภายในรายงานมีการมองสถิติและข้อเท็จจริง​ใน​ 3 มิติ​ แบ่งเป็น ข้อกล่าวหา​ ผู้กล่าวหา และช่วงเวลา

มิติข้อกล่าวหา สะท้อนว่าการดำเนินคดีทางไกลไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้รูปแบบแต่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง

ขณะทำรายงานมีคดีทั้งหมด 66 คดี​ แบ่งเป็นคดีมาตรา​ 112 ประกอบกับ พ.ร.บ.​คอมพิวเตอร์ฯ ​จำนวน​ 53​ คดี​, คดีหมิ่นประมาท จำนวน​ 6 คดี,​ คดีพ.ร.บ.คอม​พิวเตอร์ฯ 4 คดี​ และคดีมาตรา​ 116 จำนวน​ 3 คดี

ด้วยสถานะของมาตรา 112 ที่เป็นอาญาแผ่นดิน เป็นความผิดต่อรัฐ ทุกคนสามารถกล่าวโทษได้ ทำให้เกิดการดำเนินคดีทางไกลในข้อหานี้จำนวนมาก

มิติผู้กล่าวหา เป็นข้อยืนยันว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองและอิทธิพลรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จากสถิติคดีมี 23 คดี​ จาก​ 66 คดี​ 

กลุ่มที่สอง บุคคลไม่มีสังกัด จำนวน 17 คดี​ 

เมื่อรวมกันแล้ว กลุ่มปกป้องสถาบันและกลุ่มที่ไม่มีสังกัดได้ทำการดำเนินคดีทางไกลในมาตรา 112 คิดเป็น 60% ของคดีฟ้องทางไกลทั้งหมด

กลุ่มที่สาม​ บุคคลทั่วไป จำนวน​ 12 คดี​ และใน​จำนวน​ 12 คดี​ มี​จำนวน 11 คดีเป็นคดี 112 

กลุ่มที่สี่​ หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน​ 9-10 คดี​ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์​ โดยไม่ได้มีลักษณะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองหรืออุดมการณ์อย่างแจ้งชัด

กลุ่มที่ห้า นักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะ จำนวน​ 6 คดี​ แต่ภายในที่ได้เขียนรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นจำนวนเคสได้กระโดดไปเป็นจำนวนมาก​ จากกรณีการฟ้องคดีแบบคลัสเตอร์ที่พะเยาเป็นลักษณะของการฟ้องในเขตพื้นที่ของนักการเมือง สาวตรีจึง​ตั้งข้อสังเกตในเรื่องความเป็นกลางว่าถูกครอบงำโดยอิทธิพลหรือไม่

มิติเวลา ทำให้เห็นถึงแนวโน้มและวิวัฒนาการของการใช้พื้นที่เป็นอาวุธ 

จุดเริ่มต้นคือปี 2563 ​มีการทดลองใช้กฎหมายในลักษณะแบบนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้นและปี 2564 เป็นปีที่มีการขยายตัวมากที่สุด โดยเป็นการฟ้องคดีแบบข้ามภูมิภาคและการฟ้องคดีแบบคลัสเตอร์ในพื้นที่ เช่น​ สภ.บางแก้ว​ จังหวัดสมุทรปราการ มีคดี​ทั้งหมดจำนวน​เกือบ​ 20 คดี สาวตรี​ตั้งคำถามว่า สภ. เหล่านั้นไม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาของการฟ้องคดีในลักษณะนี้เลยหรือ นอกจากนี้ยังมีเรื่องงบประมาณในการออกเดินทางเพื่อจับกุมผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณพอสมควร 

จากนั้นในปี 2565 การแจ้งความมีการกระจายออกไปในหลายพื้นที่มากขึ้น ไม่ได้มีความเป็นกลุ่มก้อนเช่นเดิมแล้ว และการฟ้องคดีทางไกลได้ถูกนำมาใช้ในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

สาวตรี​กล่าวสรุปว่าจากมุมมองทั้งหมด 3 มิติ แนวโน้มในอนาคต คดีฟ้องทางไกลอาจไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่มาตรา​ 112 แต่จะใกล้ตัวทุกคนมากยิ่งขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์ การหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม เราทุกคนอาจถูกฟ้องในสถานที่ห่างไกลก็ได้ เมื่อทุกคนเห็นแล้วว่าเครื่องมือหรือกลไกทางกฎหมายสามารถใช้ในการฟ้องคดีทางไกล​ได้

.​

ผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ผลกระทบต่อสิทธิการเข้าถึงทนายความ ทนายความที่รับทำคดี 112 หรือ 116 มีจำนวนน้อย แม้มีการรวมกลุ่มของทนายที่รับทำคดีประเภทนี้ แต่ก็มีข้อจำกัดทางด้านค่าใช้จ่ายในการกระจายศูนย์และการเดินทาง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงท้องถิ่นได้ ดังนั้น สิทธิในการเลือกทนายความที่ผู้ถูกกล่าวหาไว้ใจก็จะถูกบั่นทอนลงจากการฟ้องคดีทางไกล ทำให้ในหลายคดี ผู้ถูกกล่าวหาเลือกที่จะไม่แต่งตั้งหรือหาทนายไม่ได้ หรือเลือกที่จะรับสารภาพ

สาวตรี​เล่าเสริมว่าบางกรณีผู้ต้องหาถูกจับตัวไปในยามวิกาล นำตัวไปในตอนเช้าโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะติดต่อใครให้ช่วยเหลือได้บ้าง สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินคดีทางไกลส่งผลอย่างยิ่งต่อสิทธิในการมีทนายความ ซึ่งเป็นสิทธิสากลที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ ให้ได้รับความช่วยเหลือตลอดกระบวนการ 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การถูกดำเนินคดีก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และยังรวมถึงค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนทางอ้อมด้วย เช่น การลางานเป็นประจำซึ่งอาจทำให้ถูกหักเงินเดือนหรือไล่ออก ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวของผู้ต้องหาแต่รวมถึงญาติพี่น้องด้วยเช่นกัน ในการเดินทางไปให้กำลังใจ 

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผู้ถูกดำเนินคดีต้องแบกรับเองโดยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ หลายเคสจำเป็นที่จะต้องพึ่งพากองทุนที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ เช่น กองทุนราษฎรประสงค์ หรือกองทุนกระบวนการยุติธรรมต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ถูกดำเนินคดีทุกคนจะรู้จักหรือสามารถเข้าถึงกองทุนเหล่านี้ได้

ผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ การถูกกักตัวชั่วคราวโดยไม่ให้ประกันตัว บวกด้วยการที่ญาติพี่น้องไม่สามารถมาให้กำลังใจได้ ทำให้สภาพจิตใจของผู้ถูกดำเนินคดีถูกบั่นทอน งานวิจัยด้านจิตวิทยากฎหมายจำนวนมากยังบอกอีกว่า ชั้นก่อนพิจารณาคือขั้นตอนที่ผู้ถูกดำเนินคดีมีความเครียดมากที่สุด เนื่องด้วยความไม่แน่นอนของการถูกดำเนินคดี ทำให้เกิดความกังวลและบาดแผลทางจิตใจ

กรณีของผลกระทบทางด้านร่างกาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของทิวากร ผู้ถูกดำเนินคดีในช่วงโควิด-19 ที่รถประจำทางปิดให้บริการ ทำให้จำเป็นต้องขับรถจักรยานยนต์จากขอนแก่นสู่ลำปางเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร จนในที่สุดเกิดอาการปวดหลัง ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’

สาวตรี​อธิบายว่าหลักสำคัญที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์สำหรับตัวรายงานนี้มีอยู่ 2 หลักด้วยกัน คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 ซึ่งได้วางหลักความเสมอภาคของคู่ความ (Equality of Arms) คือ ทั้งผู้ถูกกล่าวหาและผู้ฟ้องคดีจะต้องมีทนายความเพื่อการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ได้รับพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเตรียมการต่อสู้คดี ซึ่งเมื่อเป็นการฟ้องคดีทางไกลแล้วนั้น อาวุธต่าง ๆ ก็จะหายไปหรือไม่ดีเท่าที่ควร เช่น ไม่สามารถเลือกทนายความที่ตนเองไว้ใจได้ หรือ สภาพจิตใจไม่พร้อมที่จะต่อสู้คดี ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมและความไม่เสมอภาคกัน 

หลักที่สองถูกกำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 เช่นกัน คือ สิทธิได้รับเวลาและความสะดวกเพียงพอเพื่อเตรียมคดี แต่ในหลายกรณีไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ต้องเตรียมคดีระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ

ผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม หลักสากล Mandela Rules ข้อ 59 กำหนดว่า ผู้ถูกคุมขังควรถูกจัดให้อยู๋ในเรือนจำที่ใกล้ที่อยู่ของตนเองเท่าที่จะเป็นไปได้ การติดต่อสัมพันธ์กับเครือข่ายทางสังคมจะต้องสามารถทำได้ตลอดระยะเวลาเนื่องจากในการถูกดำเนินคดีไกลบ้าน ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการพิจารณา กำลังใจในการสู้คดีหรือดำเนินชีวิตต่อไปของผู้ถูกดำเนินคดีมาจากกำลังใจที่ได้จากญาติพี่น้องที่เข้าเยี่ยม

ผู้ถูกดำเนินคดีหลายคนโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้คนใกล้ชิดต้องได้รับความลำบาก ทำให้ครอบครัวตนเองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าเยี่ยม และบางคนก็หมดศรัทธาในกฎหมาย การบั่นทอนทางจิตใจและความหมดศรัทธาเหล่านี้ทำให้ผู้ถูกดำเนินคดีหลายคนตัดสินใจที่จะรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบไปเนื่องจากก่อให้เกิดภาระ หรือเพราะไม่เชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม ดังตัวอย่างกรณีของบุญลือซึ่งยอมรับสารภาพ “กฎหมายไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์แล้ว มันขึ้นอยู่ที่ว่าคุณอยู่ฝ่ายไหนมากกว่า” 

ผลกระทบต่อกระบวนยุติธรรมทางอาญา การดำเนินคดีทางไกลในคดี 112 และ 116 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีความก้ำกึ่งกับการฟ้อง SLAPP โดยเป็น Political SLAPP เนื่องจากใช้ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในทางการเมือง ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับภาระและหมดกำลังใจ ทำให้ในระยะยาว กฎหมายเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนและส่งผลต่อการอำนวยความยุติธรรม

การดำเนินคดีทางไกลยังส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อหลักนิติธรรม โดยแสดงออกผ่านกลไก Chilling Effect คือการที่ประชาชนทั่วไปหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะเนื่องจากกลัวที่จะถูกดำเนินคดีในพื้นที่ห่างไกล เมื่อต้นทุนในการวิพากษ์วิจารณ์สูง ผู้คนจึงเลิกกระทำและการวิพากษ์วิจารณ์จะหายไปเองโดยสภาพ และเมื่อกระบวนการกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ความเชื่อมั่นต่อรัฐที่ปล่อยให้มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกัดกร่อนความยุติธรรมจึงสั่นคลอน

.

มุมมองทางกฎหมายและรากเหง้าของปัญหา

สาวตรีกล่าวต่อถึงมุมมองทางกฎหมายและรากของปัญหาการดำเนินคดีทางไกลในกรณีศึกษานี้ คือ สถานะความเป็นอาญาแผ่นดินของมาตรา 112 คดีอาญาแผ่นดินสามารถถูกแจ้งความดำเนินคดีได้ทั่วราชอาณาจักรและโดยบุคคลใดก็ได้ ประกอบกับหลักการสถานที่เกิดเหตุที่ปรับใช้ในโลกออนไลน์โดยมองว่าสถานที่ที่พบเห็นคือสถานที่เกิดเหตุ ทำให้มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญที่อนุญาตให้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แสดงออกทางการเมืองในพื้นที่ออนไลน์

หัวใจสำคัญของปรากฏการณ์ทั้ง 66 คดีที่เกิดขึ้นในรายงานนี้คือ มาตรา 112 จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง และ ปัญหาสถานที่เกิดเหตุในคดีออนไลน์คือที่ไหน

ในส่วนสถานที่เกิดเหตุในคดีออนไลน์ ประเด็นเรื่องเขตอำนาจมีทั้งหมด 3 ประเภท​ เขตอำนาจในการแจ้งความ เขตอำนาจในการสอบสวน และเขตอำนาจศาล มาตราหลักที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อาญา คือ มาตรา 18 เขตอำนาจสืบสวน และมาตรา​ 22 อำนาจในการดำเนินคดีของศาล โดยสถานที่ที่สามารถแจ้งความได้ ได้แก่ สถานที่เกิดเหตุ​ (สถานที่เกิดเหตุ สถานที่ที่อ้างว่าเกิดเหตุ หรือสถานที่ที่เชื่อว่าเกิดเหตุ) ภูมิลำเนาของจำเลย และสถานที่ที่จำเลยถูกจับ

กฎหมายให้ความสำคัญกับสถานที่เกิดเหตุเป็นหลัก เพราะเป็นสถานที่ที่มีพยานหลักฐานและดำเนินการง่าย แต่ปัญหาสำคัญคือในโลกออนไลน์ สถานที่เกิดเหตุคือที่ไหน ตลอดศตวรรษที่ 21 ไม่เฉพาะแค่ในไทย มองว่าเห็นที่ไหน ที่นั่น​คือ​สถานที่เกิดเหตุ​ ทำให้คดี 112 ถูกแจ้งความได้จากทุกที่ 

การที่กฎหมายที่เรามีก่อให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นมา มันสะท้อนว่าเราจำเป็นต้องคิดกันใหม่หรือไม่ ไม่เพียงแค่ในไทยเท่านั้น สหภาพยุโรปก็เริ่มให้ความสนใจเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในแถบนั้น มีการแจ้งความกันข้ามประเทศ​ เกิดสถานการณ์  Forum​ Shopping โจทก์สามารถเลือกได้เลยว่าสถานที่ใดที่ตนเองสะดวก สาวตรีตั้งคำถามว่า เราควรจะมีจุดเชื่อมโยงสถานที่เกิดเหตุกับการกระทำของตัวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่

กลไกควบคุมการเลือกสถานที่ฟ้องคดี แม้จะทำการฟ้อง ณ สถานที่เกิดเหตุ แต่ยังมีอีก 2 สถานที่ คือ ภูมิลำเนาของจำเลยและสถานที่ที่จำเลยถูกจับ เป็นตัวเลือกในการโอนคดี Presumption of Innocence ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องให้สิทธิ์ในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ในเมื่อรัฐสามารถดำเนินคดีอาญาแผ่นดินที่ใดก็ได้ สาวตรีตั้งคำถามว่า จะสามารถเลือกสถานที่ฟ้องตามสถานการณ์ได้หรือไม่ เอาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเป็นตัวตั้งได้หรือไม่ หรือสามารถโอนคดีมายังสถานที่ที่ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ในการที่จะต่อสู้อย่างเต็มที่ได้หรือไม่

ในประเทศเยอรมัน อัยการสามารถเลือกสถานที่ฟ้องคดีได้ แต่เยอรมันก็พยายามสร้างกลไกควบคุมสถานที่รับฟ้องตั้งแต่ก่อนรับฟ้องขึ้นมา โดยศาลเป็นผู้กลั่นกรอง ทำให้อัยการจำเป็นที่จะต้องพิจารณาสิทธิในการต่อสู้คดีและภาระที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกฟ้องคดีด้วย 

แม้ไทยจะมี ป.วิ.อาญา มาตรา​ 161​, 161/1 และ 165/2 แต่มาตราพวกนี้มีการใช้อย่างจำกัดมาก หากเป็นคดีที่อัยการเป็นผู้ฟ้อง จะไม่สามารถใช้ได้เลย และมาตรา 161/1 และ​ 165/2 อยู่ในชั้นศาลเท่านั้น แต่ความเดือดร้อนเกิดขึ้นตั้งแต่ชั้นแจ้งความและผู้ถูกดำเนินคดีได้ถอดใจในการสู้คดีไปแล้ว

เงื่อนไขการโอนคดี หากเราอ่านป.วิ.อาญา มีหลักการในการโอนคดีอยู่ 2 มาตรา คือมาตรา 23 และ 26

มาตรา​ 23 วรรค​ 1 ให้โอนคดีได้เฉพาะกรณีฟ้องคดี​ ณ ที่อื่นแล้วต้องโอนกลับมายังที่เกิดเหตุ เรียกว่า หลักความเหมาะสมของการดำเนินคดี แม้วรรค​ 2 เปิดช่องให้สามารถคดีไปยังศาลอื่นได้ แต่หลักการที่ครอบวรรค 2 ไว้ คือหลักความสะดวก ไม่ได้โดยตั้งอยู่บนหลักการ Fair Trial หรือสิทธิ์ของจำเลย แต่ตั้งอยู่บนความเหมาะสมของสถานที่ ความสะดวกของศาลหรือของโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย

มาตรา​ 26 อนุญาตให้โอนคดีในกรณีที่คดีนั้นจะก่อให้เกิดความไม่สงบหรือเหตุร้ายในสถานที่ดำเนินคดีซึ่งในคดีของมาตรา 112 หรือมาตรา 116 โดยปกติไม่ถึงขั้นเกิดการก่อจลาจลหรือทำร้ายร่างกายกัน การใช้ 26 จึงมีความยาก 

กลไกช่วยเหลือเหล่านี้นอกจากจะล่าช้าแล้วยังไม่สามารถใช้ได้จริงเพราะไม่ได้ตั้งอยู่บนหลัก Fair Trial ดังนั้นเราจึงไม่สามารถฝากความหวังไว้ได้​

อีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจคือระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งเคยใช้ได้ผลมาแล้ว 1 คดี แต่มีข้อติดขัดตรงที่ระเบียบนี้เป็นกฎหมายภายใน​ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บัญชาการ และถูกครอบไว้ด้วยมาตรา 18 และ​ 22 ของป.วิ.อาญาเช่นเดิม​ 

ข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาการแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกล

สาวตรีได้นำเสนอข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินคดีทางไกล โดยข้อเสนอ​ที่หนึ่ง​ ควรกำหนดหลักการตีความ​ ‘สถานที่เกิดเหตุ’ ในคดีออนไลน์ที่จำกัดและชัดเจน​ การที่ผู้เสียหายสามารถที่จะทำการฟ้อง ณ สถานที่เกิดเหตุได้ ในทางหลักการแล้วยังพอมีความสมเหตุสมผล เนื่องจากเป็นการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียหาย แต่หากเป็นคดีอาญาต่อแผ่นดินแล้วนั้น รัฐเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหาย รัฐสามารถดำเนินคดีได้ทั่วราชอาณาจักรอยู่แล้ว ประกอบด้วย Presumption of Innocent ดังนั้นจึงควรดำเนินคดีที่ตัวผู้กระทำความผิดกระทำความผิด​ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในหลายประเด็น ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม 

หลักการที่อยากจะนำเสนอคือหลักการความเชื่องโยงเชิงสาระ คือผู้กระทำผิดกระทำที่ใดก็มีความเชื่อมโยงแล้ว หรือสถานที่ที่ผู้ได้รับผลกระทบที่แท้จริงได้รับความเสียหาย ต้องมีการหาจุดเชื่อมโยง

ข้อเสนอ​ที่สอง​ สร้างกลไกควบคุมการเลือกพื้นที่​ อาจต้องกำหนดให้มีกลไกตั้งแต่ช่วงชั้นของตำรวจหรืออัยการ เพื่อพิจารณาสัดส่วนความเชื่อมโยงของคดีและความสามารถในการต่อสู้คดีในการเลือกสถานที่ดำเนินคดี 

ข้อเสนอ​ที่สาม​ แก้ไข​ ป.วิ.อาญา​ มาตรา​ 23​ เพื่อยกระดับ ‘ภูมิลำเนาของจำเลย’ ให้เป็นฐานเชิงสิทธิหลักการ ไม่ใช่เพียงแค่การอนุญาตให้โอนคดีกลับมายังสถานที่เกิดเหตุ เพื่อความเป็นธรรมในการต่อสู้คดี

ข้อเสนอ​ที่​สี่​ ยกระเบียบตำรวจฯ​ ให้มีผลคุ้มครองสิทธิ ให้มีความแน่ชัดมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา​

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ทั้งหมด คือ​มาตรา​ 112​ รวมถึงมาตรา 116 การแสดงออกทางการเมือง ความผิดอาญาแผ่นดินประกอบกับโลกออนไลน์ส่งผลให้คดีประเภทนี้มีจำนวนมากขึ้น 

สาวตรี​ตั้งคำถามทิ้งท้ายว่าในปัจจุบัน จำนวนคดีหมิ่นประมาททั่วไปตามมาตรา 326 และมาตรา 328 ล้ำหน้าคดี 112 ไปแล้วในเรื่องการดำเนินคดีทางไกล กระบวนการยุติธรรมจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ในเรื่องการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือไม่ ​

.​

.

การแสดงออกในยุคดิจิทัลและการปรับตัวของกฎหมายภายใต้หลักการพื้นฐาน

ผศ.ฐิติรัตน์ ทิพย์​สัมฤทธิ์​กุล​ มองว่าในการตอบคำถามที่ว่าเมื่อโลกเปลี่ยนเป็นดิจิทัล กฎหมายและสังคมต้องเปลี่ยนด้วยหรือไม่ ที่จริงแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเพียงเรื่องของดิจิทัล ในอดีตเมื่อเรามีสิ่งใหม่ เช่น ไฟฟ้าหรือรถยนต์ กฎหมายก็เปลี่ยนไป และหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเป็นการเปลี่ยนในระดับของแนวคิด ในระดับตัวบท หรือเปลี่ยนในระดับการตีความ หรือในระบบกลไกการบังคับใช้ เป็นไปได้ทั้งหมด

ในเรื่องของโลกดิจิทัลและเสรีภาพในการแสดงออก โลกดิจิทัลทำหน้าที่ขยายเรื่องที่เราพูดคุยกันในกลุ่มเล็ก ๆ ให้ไปสู่วงที่กว้างมากขึ้น และในการขยายนั้น มันสามารถขยายได้ทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่แย่ คนตัวเล็ก ๆ สามารถแสดงออกและขยายแนวร่วม เรียกร้องสิทธิให้ดังขึ้น ในขณะเดียวกัน คนที่อยากจะบูลลี่บุคคลอื่น คนที่อยากจะแพร่ขยายแนวคิดสุดโต่งก็สามารถทำได้เช่นกัน 

ส่วนเมื่อมีการขยายแล้ว มีการขยายทั้งเรื่องดีและที่ไม่ดี คนตัวเล็ก ๆ สามารถแสดงออกและขยายแนวร่วม เรียกร้องสิทธิให้ดังขึ้น ในขณะเดียวกัน คนที่อยากจะบูลลี่บุคคลอื่น คนที่อยากจะแพร่ขยายแนวคิดสุดโต่งก็สามารถทำได้เช่นกัน ที่กล่าวมานี้ไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าเทคโนโลยีนั้นมีความเป็นกลาง เพียงแต่ว่าผลกระทบของมันนั้นมีได้หลายทาง

ฐิติรัตน์อธิบายต่อว่าเทคโนโลยียังขยายให้เราเห็นข้อบกพร่องที่อยู่ในกระบวนการต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เราอาจเคยได้ยินว่าในสถานการณ์สุดโต่ง คนชายขอบคือคนที่เดือดร้อนที่สุด เช่น เวลาที่เราพูดเรื่องสภาพภูมิอากาศ เรื่องน้ำท่วม คนที่เดือดร้อนก็คือผู้ที่บ้านอยู่ในเขตเสื่อมโทรม โลกดิจิทัลก็มีผลกระทบแบบนั้นเช่นกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครเตรียมใจรับสิ่งนี้ มันจึงขยายให้เราเห็นถึงข้อบกพร่องที่มีอยู่แล้วในกระบวนการยุติธรรมของเรา 

ตอนนี้เรากำลังพูดถึงรายละเอียดของกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายมหาศาลต่อผู้เสียหาย ต่อทนาย ต่อผู้เกี่ยวข้อง หรือต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม แต่เมื่อเทียบกับตัวมาตรา 112 แล้วอาจดูเป็นเรื่องเล็ก เนื่องจาก 112 เป็นปัญหาที่ใหญ่ในเชิงโครงสร้าง แต่การที่มีรายงานฉบับนี้นั้น เปิดให้เราเห็นกลไกที่อยู่ข้างใต้ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องเชิงโครงสร้างของอุดมการณ์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องในเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมซึ่งไม่ได้เอาคนเป็นศูนย์กลาง 

หากกระบวนการยุติธรรมตั้งผู้คนเป็นศูนย์กลาง เราจะมีกลไกที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างสิทธิต่าง ๆ  มากกว่านี้ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ความสะดวกของเจ้าหน้าที่และความสะดวกของการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ถูกตั้งเป็นศูนย์กลางเนื่องจากทรัพยากรที่มีน้อย เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่รัฐใช้ไปกับเรื่องอื่น

เมื่อเทคโนโลยีทำให้เราเห็นการแสดงออกซึ่งอาจจะมีอยู่แล้ว แต่เราเพิ่งที่จะมีเครื่องมือในการมองเห็นมัน ทำให้กระบวนการยุติธรรมของเราที่ก็มีทรัพยากรน้อยอยู่แล้ว รับมือกับสิ่งนี้ได้ยาก และเปิดให้คนที่อยากจะ abuse สามารถทำได้เลยอย่างเต็มที่ 

ฐิติรัตน์ชวนมอง​ ว่าเหยื่อของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมหรือผู้ที่ถูกฟ้องคดีทางไกล แต่คือพวกเราทุกคน คือผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็ต้องรับมือกับกรณีแบบนี้ แทนที่จะเอาเวลาไปจัดการเรื่องที่สำคัญจริง ๆ 

ประเด็นที่สอง เมื่อโลกดิจิทัลขยายผลกระทบ ทำให้เกิดการปรับตัวของกฎหมาย ฐิติรัตน์​อธิบายว่าการที่เราบอกว่าสถานที่ที่พบเห็นโพสต์ก็คือสถานที่เกิดเหตุ ก็เป็นการปรับตัวหนึ่งของกฎหมาย 

มีคำพูดหนึ่งของทนายฝั่งฝรั่งเศสว่า ‘‘ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน โลกดิจิทัลจะมายังไง สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนเลยก็คือกฎหมาย’’ ซึ่งโต้แย้งแนวความคิดที่ว่ากฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงตามโลก แต่จริง ๆ แล้วในบริบทนี้หมายถึง หลักการรากฐานของกฎหมายจำเป็นที่ยังต้องคงอยู่

ประเด็นที่สอง เมื่อโลกดิจิทัลขยายผลกระทบ ทำให้เกิดการปรับตัวของกฎหมาย ฐิติรัตน์​อธิบายว่าการที่เราบอกว่าสถานที่ที่พบเห็นโพสต์ก็คือสถานที่เกิดเหตุ ก็เป็นการปรับตัวหนึ่งของกฎหมาย แต่เป็นการปรับตัวที่เหมาะสมหรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่สามารถถกเถียงกันได้ 

ก่อนปี 2010 มีกรณีเช่นนี้ตลอดเวลาเช่นกัน กรณีสิ่งผิดกฎหมายในประเทศหนึ่งเป็นเรื่องถูกกฎหมายในอีกประเทศหนึ่ง ตัวอย่างเช่น yahoo auction ซึ่งมีการซื้อขายสินค้านาซี และไปถึงทั้งศาลฝรั่งเศสและอเมริกา โดยศาลทั้งสองมีความเห็นกันไปคนละทาง เนื่องจากในประเทศหนึ่งผิดแต่อีกหนึ่งประเทศไม่ผิด มีข้อโต้เถียงเช่นว่า เว็บไซต์ตั้งอยู่ในอเมริกา ทำไมศาลฝรั่งเศสถึงต้องการที่จะเข้ามาใช้อำนาจ เป็นเรื่องเขตอำนาจศาลข้ามประเทศ 

ฐิติรัตน์เล่าว่ามีคำพูดหนึ่งของทนายฝั่งฝรั่งเศสว่า ‘‘ต่อให้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน โลกดิจิทัลจะมายังไง สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนเลยก็คือกฎหมาย’’ ซึ่งจะโต้แย้งเรื่องที่ว่า กฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงตามโลกหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้วในบริบทนี้คือหลักการรากฐานของกฎหมาย ว่าจำเป็นที่ยังต้องคงอยู่ แม้เราจะปรับเปลี่ยนการบังคับใช้หรือระเบียบต่าง ๆ หากนำมาปรับใช้แล้วไม่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐาน ระเบียบนั้นก็ต้องเปลี่ยน  

หลักการสำคัญที่เรากำลังพูดถึงอยู่คือ Equality of Arms หรือ หลักความเสมอภาคของคู่ความ ซึ่งหากไม่เท่ากัน ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวไปหมด ทำให้คนล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้น และทำการสารภาพเพื่อให้เรื่องจบแม้จะติดคุกก็ตาม หรือใช้ช่องทางอื่น เช่น การคอร์รัปชันหรือการสร้างพยานหลักฐานปลอม สุดท้ายแล้วความไม่เท่ากันของอาวุธทำให้คนไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรมเลย ซึ่งก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวง 

หลักการกำหนดสถานที่เกิดเหตุ เป็นไปเพื่อการอำนวยความสะดวกในการแสวงหาข้อเท็จจริง แต่ในคดีออนไลน์ ไม่ได้มีผู้เสียหายหรือความเสียหายที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่มีรูปธรรมของบุคคลที่ถูกกล่าวหา หากเราไม่ดำเนินคดีในเขตที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถสู้คดีได้อย่างสะดวก ความจริงก็จะไม่สามารถถูกค้นพบได้ 

ความสะดวกในปัจจุบัน เป็นความสะดวกที่ตอบไม่ได้ว่าเป็นความสะดวกของใครกันแน่ ต่อให้อธิบายโดยใช้หลัก Forum Non Conveniens (หลักที่ให้อำนาจดุลพินิจแก่ศาลที่จะปฏิเสธคดี หากการดำเนินคดีในศาลอื่นมีความเหมาะสมหรือสะดวกกว่า) ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ 

ฐิติรัตน์มองว่าไม่จำเป็นต้องแก้อะไรเลย เพียงแค่ต้องนำหลักการพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ โลกดิจิทัลไม่ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ของคนหรือหลักการที่อยู่ในระดับนั้น 

.​

หากใครเคยอ่านคำประกาศอิสรภาพของไซเบอร์สเปซ (A Declaration of the Independence of Cyberspace) หนังสือได้เขียนไว้ว่า ไซเบอร์สเปซนั้นมีความ nowhere and everywhere ไม่อยู่ที่ไหนเลยและอยู่ในทุกที่ เรื่องไม่อยู่ที่ไหนเลย เรารู้แล้วว่ามันไม่จริง มันอยู่ที่ไหนสักที่ แต่เรื่องที่อยู่ทุกที่นั้น เป็นเรื่องจริง 

เมื่อมันอยู่ nowhere and everywhere เราสามารถทำให้การดำเนินคดีเกิดขึ้นแบบ everywhere ได้หรือไม่ เป็นการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาทางเทคโนโลยี เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการสอดส่องการดำเนินคดีได้หนักหน่วงยิ่งขึ้นเหมือนกัน

อีกประเด็นหนึ่ง คือช่องทางในระบบที่มีอยู่ เช่นการรายงานตัวผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือการไปศาลแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลและเจ้าหน้าที่พยายามที่จะทำให้เกิดความสะดวกแก่ประชาชนมากขึ้น 

บางคนอาจบอกว่าเมื่อเป็นปัญหาทางเทคโนโลยี เมื่อเราไม่รู้ว่าสถานที่เกิดเหตุมันคือที่ไหน หากใครเคยอ่านคำประกาศอิสรภาพของไซเบอร์สเปซ (A Declaration of the Independence of Cyberspace) หนังสือได้เขียนไว้ว่า ไซเบอร์สเปซนั้นมีความ nowhere and everywhere คือไม่อยู่ที่ไหนเลยและอยู่ในทุกที่ เรื่องไม่อยู่ที่ไหนเลย เรารู้แล้วว่ามันไม่จริง มันอยู่ที่ไหนสักที่ แต่เรื่องที่อยู่ทุกที่นั้นเป็นเรื่องจริง 

ฐิติรัตน์มองว่า เมื่อมันอยู่ nowhere and everywhere และเราอยากจะแก้ปัญหานี้ เราสามารถทำให้การดำเนินคดีเกิดขึ้นแบบ everywhere ก็ได้ แค่นี้ก็จบแล้วหรือเปล่า เป็นการเอาการแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีด้วยการใช้เทคโนโลยี อาจารย์สาวตรีก็ได้เขียนไว้เช่นกันในส่วนท้ายของรายงาน ว่ามีความเป็นไปได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิของทุกฝั่งมากขึ้น แต่อาจารย์ก็บอกไว้เช่นกันว่าอย่าเอามาใช้เป็นหลัก เพราะอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการสอดส่องการดำเนินคดีได้หนักหน่วงยิ่งขึ้นเหมือนกัน

หากเราไม่ต้องการให้การนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาพุ่งไปในทางที่เป็นอันตราย เราต้องมีการประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน นี่นำเรากลับมาสู่หลักการ คำถามคือเราใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นเพื่อให้เกิด equality of arms หรือเพื่อให้การทำให้กระบวนการเป็นอาวุธทำได้ง่ายขึ้นกันแน่

ฐิติรัตน์เสนอว่าการจะรับประกันสิทธินั้น การปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของฝ่ายบริหารหรือความเมตตาของศาลก็คงไม่สามารถทำได้ เราจำเป็นต้องมีหลังพิงให้แก่ผู้ที่จะใช้ความเมตตาเช่นนั้นด้วย ในกระบวนการยุติธรรมมีหลายท่านที่อยากจะใช้ความเมตตา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ในกระบวนการยุติธรรม 

การเสนอให้แก้กฎหมายคือการแก้กลไกข้างบนให้ตรงกันกับหลักการที่เป็นรากฐาน และคงไม่ได้คุ้มครองเพียงแค่คดีประเภทนี้ แต่ไปถึงคดีประเภทอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ฐิติรัตน์กล่าวประเด็นสุดท้ายในเรื่อง Positive Obligation ว่าคือหน้าที่เชิงบวกของรัฐในการคุ้มครองสิทธิของเอกชน เวลาที่เราพูดเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก เรามักคิดในแง่ที่ว่ารัฐจะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสียเอง แต่หากเรามองกรณีระหว่างประชาชนและประชาชนด้วยกันเอง รัฐมีหน้าที่ที่จะเข้าไปทำให้เกิดความเท่าเทียมทั้งสองฝั่งเพื่อให้เกิดการต่อสู้อย่างยุติธรรม หากรัฐไม่ทำ ถือว่าผิดต่อหน้าที่ที่รัฐประกาศแก่สังคมโลกว่ารัฐจะทำให้มันเกิดขึ้น และเมื่อผิดในเชิงกระบวนการ จะผิดต่อไปในเชิงสาระสำคัญของสิทธิด้วยเช่นกัน 

.

จากหลักการ ‘ปล่อยคนผิดดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์’ สู่การใช้เขตอำนาจศาลเป็นภาระทางคดี

คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร เริ่มต้นด้วยการเล่าอดีตถึงเหตุการณ์ที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ในคณะและนอกคณะนิติศาสตร์ถกเถียงกัน กลุ่มที่เคร่งกฎหมายบอกว่า ‘ปล่อยผู้กระทำผิดสิบคน ดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์หนึ่งคน’ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมต้องการแสวงหาความจริง แต่นอกจากคนชั่วแล้วก็มีคนดีด้วย ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมที่ดีจะต้องไม่ทำให้คนดีเดือดร้อน ในขณะที่อีกกลุ่มมองว่า ไม่ผิดจะกลัวอะไร

คงสัจจากล่าวว่าในแนวคิดแรก เราจำมาจากตะวันตก แต่หากพูดกันอย่างตรงไปกันมา แนวคิดนี้มาจากการสั่งสมประสบการณ์ เกิดจากการมองกระบวนการยุติธรรมที่ต้องการแสวงหาความจริง แต่นอกจากคนชั่วแล้วก็มีคนดีด้วย ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมที่ดีจะต้องไม่ทำให้คนดีเดือดร้อน เป็นแนวคิดที่มาจากความระมัดระวัง อีกหนึ่งแนวคิดที่บอกว่าไม่ผิดจะกลัวอะไร 

กระบวนการยุติธรรมสะท้อนทัศนะในการหาความจริง ว่าในการหาความจริง เราต้องแลกด้วยอะไรบ้าง เราต้องชั่งน้ำหนักเรื่องอะไรบ้าง 

ในกระบวนการยุติธรรมไทยยังมีสำนึกทางวัฒนธรรมแบบเดิมอยู่ ถ้าเรายังไม่กลับมาพิจารณารากฐานว่าเราต้องการกระบวนการยุติธรรมแบบไหน เราอาจจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย เรื่องที่ตนจะพูดในวันนี้คือการแก้ปัญหาการใช้เขตอำนาจศาลลงโทษซ้ำเติมและเพิ่มภาระให้กับผู้ที่พยายามมุ่งความจริงในสังคม แต่กลับให้อภิสิทธิ์และความสะดวกกับผู้มีอำนาจในสังคม และปิดกั้นวัฒนธรรมจิตวิญญาณและการแสดงความคิดเห็น

แนวคิดเรื่องเขตอำนาจมีพัฒนาการมาเป็นขั้น แรกเริ่ม เขตอำนาจเป็นเรื่องของอำนาจ เพราะนักกฎหมายโบราณสนใจเรื่องประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง เหตุเกิดที่ใด พยานอยู่ที่ใด ก็ให้เขตอำนาจที่นั่น

ต่อมามีวิธีคิดแบบใหม่ มองว่าแนวคิดแรกไม่คำนึงถึงผู้ถูกกล่าวหา แลกกับคนบริสุทธิ์จำนวนมากที่ต้องรับเคราะห์เพราะความไม่แน่นอน ฉะนั้นหากต้องการตัวคนผิด ต้องสร้างเกาะคุ้มกันให้แก่ทุกคนก่อน หลักการจึงต้องมีการคำนึงถึงความสะดวกและสิทธิของจำเลยในการสู้คดี 

ประเด็นแรก คงสัจจากล่าวถึงรายงานของสาวตรี มีคำติดหู และชอบมากว่า ในบ้านเรายังเข้าใจคำว่า “เขตอำนาจ” เป็นเรื่องของอำนาจมากกว่าสิทธิใช่หรือไม่ 

คงสัจจาอธิบายว่า ที่จริงแล้วที่เขียนว่าเขตอำนาจ ตำรวจจะรับร้องทุกข์คดี หรือศาลจะรับอำนาจไว้ว่าเป็นมูลคดีเกิดที่ไหน จำเลยถูกจับที่ไหน จำเลยที่อยู่ที่ไหน มีพัฒนาการของมันเป็นชั้น แรกเริ่ม เขตอำนาจมันเป็นเรื่องของอำนาจ เพราะนักกฎหมายโบราณสนใจเรื่องประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง เกิดที่ไหน พยานอยู่ตรงไหนก็จับที่นั่น

ต่อมามีวิธีคิดแบบใหม่ มองว่าแนวคิดแรกไม่คำนึงถึงผู้ถูกกล่าวหา แลกกับคนบริสุทธิ์จำนวนมากที่ต้องมาซวยเพราะความไม่แน่นอน ถูกจับที่ไหนก็ไม่รู้ และราคาที่เขาต้องจ่าย ฉะนั้นต้องสร้างเกาะคุ้มกัน อยากได้คนผิด ต้องให้เกาะคุ้มกันทุกคนไว้ก่อน จึงเกิดหลักต่อมาคือ ไม่ใช่แค่เกิดที่ไหน แต่ต้องคิดถึงความสะดวกว่าจำเลยสามารถมาสู้คดีได้หรือเปล่า หมายความว่าเรื่องเขตอำนาจหลัก ต้องชั่งน้ำหนักด้วย เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย หรือหลัก Equality of Arms คือต้องไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมที่มัดมือชก

เมื่อกลับมามองดูหลักของไทย จริง ๆ แล้วตัวกฎหมายเขียนไว้หมดแล้ว แต่ขาดคำอธิบาย อยากชวนมองว่ามันคือไอเดียเรื่องรัฐสมัยใหม่มีภารกิจที่ต้องสนใจประชาชนมากขึ้น รัฐต้องอธิบายการแสดงออกของรัฐได้ว่าทำไมถึงชอบธรรม ฉะนั้นการแสวงหาข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องยุติธรรม ไม่ทำให้เสียเปรียบด้วย

หลักเขตอำนาจเรื่องมูลคดีเกิดที่ไหนถูกออกแบบมาเพื่อบังคับใช้กับอาชญากรรมบนโลกทางกายภาพ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับอาชญากรรมที่ Nowhere and Everywhere เมื่อกฎหมายเกิดพลิกโฉม ก็เกิดกระบวนการการใช้ช่องของกระบวนการยุติธรรมสร้างความไม่เป็นธรรม 

คงสัจจามองว่าปัญหาคือแนวคิดเรื่องความผิดเกิดที่ไหนนั้นถูกนำมาบังคับใช้กับอาชญากรรมบนโลกทางกายภาพ หลักเรื่องเขตอำนาจเกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 300-400 ปี ซึ่งเทคโนโลยีที่รัฐกลัวที่สุดในตอนนั้นก็คือแท่นพิมพ์ ซึ่งยังสามารถรู้ได้ว่าพิมพ์ที่ไหน แต่เมื่อเป็นออนไลน์ จะเกิดปัญหาทันทีว่า คดีเกิดขึ้นที่ไหน พูดง่าย ๆ คือเทคโนโลยีทำให้พนักงานสอบสวนหรือนักกฎหมายต้องมางงว่าจะรับมือกับมันอย่างไรดี หลักเขตอำนาจเรื่องมูลคดีเกิดที่ไหนออกแบบมาเพื่อรับมือกับอาชญากรรมบนโลกทางกายภาพ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับอาชญากรรมที่ Nowhere and Everywhere เมื่อกฎหมายเกิด Disruption ก็เกิดกระบวนการการใช้ช่องของกระบวนการยุติธรรมสร้างความไม่เป็นธรรม 

หลักเขตอำนาจยังสามารถทำหน้าที่ได้ในแง่ของการแสวงหาความจริงและเป็นมิตรกับผู้ฟ้องคดี แต่มีข้อบกพร่องคือปัจจุบันพยานหลักฐานไม่ได้ผูกติดกับพื้นที่อีกต่อไปแล้วและมีความไม่แน่นอนเกินไป และความไม่แน่นอนเป็นหนึ่งในความไม่ยุติธรรม

ในเรื่องหลักเขตอำนาจศาลว่ายังทำหน้าที่ได้อยู่หรือไม่ คงสัจจาตอบใน 2 แง่มุม ว่าสามารถทำหน้าที่อยู่ในแง่ที่แสวงหาข้อเท็จจริงได้และเป็นมิตรกับผู้ฟ้องคดี แต่อีกมุมหนึ่ง สิ่งที่บกพร่องคือ ประการแรก ปัจจุบันพยานหลักฐานไม่ต่างจากพื้นที่แล้ว ไม่มีพื้นที่ตายตัวแล้ว 

ประการที่สองคือ ความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นหนึ่งในความไม่ยุติธรรม ถ้าความไม่แน่นอนเกิดกับผู้ต้องหาก่อนที่จะถูกพิพากษามันคือความซวยและการทำหน้าที่เช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้น

เมื่อนักกฎหมายพบกับความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราทำคือ กอดความไม่เปลี่ยนแปลงไว้ กอดตัวบทไว้ ตัวบทเขียนอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใต้สำนึกของนักกฎหมาย เราใช้ประวัติศาสตร์แต่ไม่เข้าใจบริบท และหากเราไม่เข้าใจบริบท เราแก้ปัญหาผิดทันที

การรับมือกับโลกออนไลน์ไม่เคยมีในอดีตก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยมีปัญหาคล้าย ๆ กันในอดีต เรื่องการพิมพ์ ปัญหาตอนนั้นก็เกิดว่ารัฐจะลงโทษคนพิมพ์หนังสือ รัฐจะลงโทษที่ที่พิมพ์ หรือที่ที่ก๊อบปี้หนังสือไปถึง หรือที่ที่คนเปิดอ่าน ที่จริงแล้วนี่คือเรื่องเดียวกันเลย

“ผมชอบงานรายงานของอาจารย์สาวตรีที่เป็นการย้อนกลับไปอ่านหลักการ คือยังไม่ได้สรุปข้อเสนอมาทันที แต่มีหลักการพื้นฐาน ในทำนองเดียวกับอาจารย์ฐิติรัตน์ที่บอกว่าเรื่องดิจิทัล เหมือนจะเป็นการมองไปข้างหน้า แต่จริง ๆ แล้วคือการย้อนกลับไปหาหลักการพื้นฐาน ผมก็อยากชวนกันว่าเราต้องหาไอเดียที่มันใกล้เคียงกัน”

.​

คงสัจจากล่าวต่อถึง การฟ้องทางไกลว่าไม่ใช่ทุกกรณีเป็นปัญหา เพราะตามธรรมชาติมนุษย์ เราอยากได้สิ่งที่มีประโยชน์กับเรามากที่สุด ใครก็ตามที่ฟ้องคดีก็อยากที่จะชนะคดี แต่กรณีที่การฟ้องทางไกลจะถูกใช้ในความหมายลบ หรือพูดภาษากฎหมายคือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ต้องดูที่บริบท

คงสัจจาพิจารณาถึงบริบทของประเทศไทย ในประเด็นแรกเรื่องของกลุ่มการเมือง ก่อให้เกิดอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่ต้น เพราะผู้ฟ้องมีเครือข่ายในขณะที่จำเลยหัวเดียวกระเทียมลีบ ซึ่งแตกต่างในบริบทของต่างชาติซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ 

ประเด็นที่สองก็คือความปลอดภัยของจำเลย เรามีบ้านใหญ่ เรารู้อยู่ว่าพะเยาเป็นของใคร ชลบุรีเป็นของใคร สิ่งเหล่านี้คุกคามจำเลยมาก และเป็นการคุกคามในบริบทที่ไม่ค่อยจะมีในฝั่งยุโรป แม้ยุโรปจะมีเรื่องของมาเฟียบ้างเช่นกัน แต่ในบริบทไทยการคุกคามคือการทำลายหลักประกัน 

สิทธิในการสู้คดีอย่างเต็มที่จะดูเป็นสิ่งที่แน่นอน แต่มันสัมพันธ์กับกำลังใจของคนในโลกความเป็นจริง ต่อให้มีสิทธิในการสู้คดีอย่างเต็มที่ แต่ในด้านจิตใจ จำเลยต้องไปอยู่ในสถานที่เขาไม่สามารถไว้ใจใครได้ ไม่สามารถหาทนายความที่ไว้ใจได้ ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีคนมีอิทธิพลอยู่ ใครจะอยากสู้สุดท้ายเราก็ช่างน้ำหนักและสารภาพไปเลยดีกว่า 

.​

คงสัจจากล่าวถึง ผลกระทบที่ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ชิลลิ่งเอฟเฟกต์ (Chilling Effect)” ซึ่งเป็นคำที่พูดในช่วงปี 70 โดยเริ่มจากนักกฎหมาย ใช้ในความหมายที่ว่าเป็นผลกระทบที่ทำให้เกิดการเงียบ และนอกจากการทำให้เกิดการเงียบแล้ว ยังทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ขึ้นมา เมื่อเชื่อมโยงกลับไปยังประเด็นแรก คือนักร้อง (เรียน) เรามักพูดว่านี่คือพฤติกรรมส่วนตัว  แต่พฤติกรรมการร้องเรียนแบบนี้เป็นแค่พฤติกรรมที่น่าตำหนิส่วนตัว หรือเป็นพฤติกรรมที่ระบบเปิดช่องให้เกิดนักร้องขึ้นมา

“ผมคิดว่ากฎหมายไทยทำให้การร้องเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เราสามารถร้องได้ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงร้องเอานายกฯ ออกจากตำแหน่ง​” คงสัจจากล่าว

คงสัจจากล่าวต่อว่าสิ่งนี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและการถกเถียงที่อ่อนแอ สำหรับนักวิชาการประวัติศาสตร์สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือการกล้าตั้งคำถามทะลุกะลา ซึ่งไม่สามารถทำได้ในสภาวะแบบนี้ เรารู้ว่ามีช้างในห้องกี่ตัว แต่เราพูดถึงไม่ได้เลย หนึ่งเพราะไม่อยากพูด สองคือการพูดมีราคาที่ต้องจ่ายสูง และนี่คือสิ่งที่การฟ้องทางไกลทำให้คนหนักใจเพิ่มว่าชีวิตจะต้องเจออะไรบ้าง ไม่ใช่แค่โดนไล่ออกจากงาน แต่ยังเสียเวลา เสียสุขภาพจิต 

สิ่งเหล่านี้ถ้ามหาวิทยาลัยอยากจะเจริญ ต้องส่งเสริมให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เรื่องการฟ้องปิดปาก เรื่องการฟ้องทางไกล เพราะมหาลัยเจริญไม่ได้เลยถ้าไม่มีจินตนาการและนักโทษการเมือง ผู้ต้องหาการเมืองคือคนที่ขยายขอบฟ้าจินตนาการให้เรา ทำให้เรากล้าพูด

ประเด็นสุดท้ายจะกลับมาที่กฎหมาย คงสัจจากล่าวถึงรายงานของไอลอว์ (iLaw) ที่บอกว่ากฎหมายเรามีอยู่แล้ว คือให้ดุลพินิจกับศาลในกรณีเพื่อความสะดวกหรือมีความจำเป็นสามารถโอนคดีไปยังถิ่นที่อยู่ของจำเลยได้ ตนทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับไอลอว์ ไอลอว์ให้ความเห็นว่าตำรวจไม่จริงใจในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ตนเห็นว่าตำรวจมีความจริงใจ

“คำว่า ‘ไม่จริงใจ’ เราเข้าใจกันอย่างไร ผมคิดว่าหรือจริง ๆ แล้ว คำว่าความจำเป็นกับความสะดวกของคนกับประชาชนเราเข้าใจคนละอย่างกัน เวลาอ่านวิธีพิจารณาความอาญาจะมีเรื่องสิทธิอยู่ตลอด เวลาที่ผมสอนหนังสือ วิชากฎหมายอาญา วิธีพิจารณาคดีอาญา ผมท่องประโยคที่ว่า ‘ปล่อยผู้กระทำผิดสิบคน ดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์หนึ่งคน’’ เป็นเหมือนนะโมตัสสะกำกับใจตลอดเวลา แต่กลับไม่มีใครสอนความหมายหรือความสำคัญแก่เราเลย อยู่ดี ๆ ก็สอนวลีสวยหรู แต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร” 

“ความจำเป็นและความสะดวก ต้องอ่านคู่กับสิทธิพื้นฐาน ต้องเข้าใจว่าหากต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงต้องคำนึงถึงความสามารถของจำเลย และให้จำเลยสามารถต่อสู้ได้เต็มที่ นี่คือความจำเป็นและความสะดวกที่แท้จริงต่างหาก” ​คงสัจจากล่าว

คงสัจจาอธิบายว่า เมื่ออ่านรัฐธรรมนูญ หากเป็นรัฐธรรมนูญที่รองรับสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิขั้นพื้นฐานจะถูกเขียนอยู่ในส่วนต้นของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ละเมิดไม่ได้คือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ของเราคือพระมหากษัตริย์ ‘‘พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้’’ เรียงลำดับต่างกัน ความสำคัญก็ต่างกัน

“เรื่องของความจริงใจ ผมคิดว่าตำรวจจริงใจ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยและเห็นต่างกับไอลอว์ ก่อนจะไปสู่การแก้ปัญหาเราต้องเข้าใจปัญหาที่แท้จริงก่อน ผมคิดว่าเรายังสามารถใช้หลักการขั้นพื้นฐานได้เพียงแต่ต้องอ่านมันใหม่ เข้าใจมันใหม่”

.​

การปรับตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่แก้กฎหมาย ในวันที่อาชญากรรมย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์

พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ ไหวดี เริ่มต้นโดยเล่าว่าคดีอาชญากรรมออนไลน์มีอยู่ประมาณ 400,000 คดีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงหรือสแกมเมอร์ต่าง ๆ ข้อสังเกตคือ ในการเริ่มต้นคดี ไม่มีการทราบว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งแตกต่างจากคดีทางไกลในกรณีศึกษาและสถานที่เกิดเหตุนั้นเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์โดยแท้ คดีเหล่านี้เจ้าหน้าที่ได้มีการใช้ศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ​ มีความพยายามในการศึกษามาตรฐานที่ต่างประเทศใช้ และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้อยู่ในระดับที่ทัดเทียมกัน

เมื่อมองย้อนกลับมาที่กรณีศึกษา คือการฟ้องคดีทางไกลที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าประเด็นกฎหมายว่าด้วยความมั่นคง หมิ่นประมาท หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตามรายงาน คู่กรณีมักจะรู้ตัวอีกฝั่งตั้งแต่แรก ซึ่งต่างจากคดีไซเบอร์โดยแท้ ทำให้การบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องมีการวางตัวเป็นกลางอย่างยิ่ง

หลังปี 2566 จนถึงปัจจุบันแนวโน้มของคดีลดลงไป ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้มีการคัดกรองคดีในลักษณะนี้ ในอดีตตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561-2565 ผู้กล่าวโทษมีการอ้างถึงผู้ที่ต้องการให้เป็นพยานในทางคดี เนื่องจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นต้องมีผู้มาให้ความเห็นว่าคิดเห็นหรือรู้สึกอย่างไร เชื่อว่าเป็นความผิดหรือไม่ โดยผู้ร้องทุกข์จะทำการอ้างอิงบุคคล 1 2 3 เป็นพยาน รูปแบบดังกล่าวนี้เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

เมื่อวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่มองก่อนว่าในเชิงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง โดยที่ไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากการแก้ไขกฎหมายค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการผลักดันและเป็นเรื่องทางฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะที่เราเป็นฝ่ายบริหาร เราดูก่อนว่า โดยหลักของกฎหมายลักษณะพยาน การได้มาซึ่งพยานลักษณะดังกล่าวเหมือนเป็นพยานนำ ไม่ได้เป็นพยานบุคคลที่เป็นกลางในคดีโดยแท้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราได้เปิดโอกาสให้ทั้งทางผู้ร้องทุกข์และผู้ต้องหาได้ต่อสู้ในทางคดีอย่างเต็มที่ 

รวมถึงวิเคราะห์ในฐานะที่เราเป็นเจ้าหน้าที่ในคดีว่า เราสามารถแสวงหาหลักฐานเข้ามาได้อย่างไรบ้างเพื่อให้เป็นกลางที่สุด เนื่องจากในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็น สถานที่เกิดเหตุก็คือ screen capture ของข้อความนั้น ๆ และต้องใช้การตีความเนื่องจากการตีความข้อความเหล่านั้นนั้นเป็นอัตวิสัยของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจมีความเห็นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์เล่าว่า ทางเจ้าหน้าที่พยายามหาผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเพื่อให้ความเห็นทางคดี ในเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมาย และยังสอบถามความเห็นของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในทางภาษาศาสตร์ เพื่อถามถึงความรู้สึกและเจตนาในการสื่อสารในบริบทนั้น ๆ และรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อสรุปและทำความเห็นในทางคดีออกไป นี่เป็นแนวทางที่สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องมีการปรับแก้กฎหมาย

ในประเด็นเรื่องของการโอนคดีมายังหน่วยงานส่วนกลางที่มีการกล่าวถึง การทำเรื่องโอนคดีที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่มองในเรื่องของประสิทธิภาพในทางคดีเป็นหลัก หากย้อนไปดูในอดีตที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอย่างแรกในการโอนคดีมายังส่วนกลาง คือหน่วยที่จะรับโอนนั้นมีอำนาจในการสอบสวนหรือไม่ สามารถเป็นพนักงานสอบสวนได้หรือไม่

การโอนคดีไม่ใช่การโอนจากส่วนกลางแล้วไปอยู่ที่ต่างจังหวัดเนื่องจากอาจจะไม่มีเขตอำนาจในการสอบสวน แต่คดีที่เกิดขึ้นทางต่างจังหวัดจะมีการโอนเข้ามาที่ส่วนกลาง เพื่อให้พ้นจากอิทธิพลที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อทำให้การสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

แต่เช่นเดียวกัน ในคดีที่เกิดบนโลกออนไลน์อาจจะมีการโอนไปที่หน่วยงานส่วนกลางเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น บก.ปอท. หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อให้มีการสอบสวนในคดีเรื่องเฉพาะพวกนี้ ฉะนั้นในเรื่องนี้ เมื่อเป็นการดำเนินคดีในทางอาญา ลำดับความสำคัญจึงเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการดำเนินคดีเป็นหลัก

พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่จริงแล้ว เรื่องการโอนคดีเป็นเรื่องปกติสำหรับหน่วยงานส่วนกลาง แต่เป็นคดีที่เป็นคดีไซเบอร์โดยแท้ ส่วนคดีที่มีการพูดถึงนั้นเป็นคดีแรกที่คำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้สูงอายุและมีปัญหาเรื่องสุขภาพ (คดีของสุชาติ สวัสดิ์ศรี ถูกกล่าวหาข้อหามาตรา 116 ไว้ที่จังหวัดพัทลุง ต่อมาทาง ผบ.ตร. ให้โอนย้ายคดีมาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)

“ผมเชื่อว่าน่าจะมีมิติใหม่ ๆ ในลักษณะนี้ที่เราคำนึงถึงความสามารถในการต่อสู้คดีของทางฝั่งผู้ต้องหาได้อย่างเต็มที่ แต่ก็เช่นเดียวกัน เราเองก็คำนึงว่าเรายังวางตัวได้อย่างเป็นกลางกับทางฝั่งผู้ร้องทุกข์ด้วยหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้จะเป็นเรื่องของการพิจารณากันเป็นข้อเท็จจริงในแต่ละคดี” พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ กล่าว

.

ดาวน์โหลดและอ่านรายงานฉบับเต็ม  “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”

.

X