ศาลพิพากษาปรับ 1 หมื่นบาท คดี “พึ่งบุญ” เขียนป้ายจราจร “ประเทศทวย” คดีที่ 2 

วันที่ 14 ก.ค. 2569 ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาในคดีของ พึ่งบุญ ใจเย็น ศิลปินช่างสัก ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 จากการเขียนข้อความ “ประเทศทวย” ลงบนป้ายจราจรและตู้ไฟฟ้า บริเวณถนนห้วยแก้วในช่วงปี 2563

คดีนี้นับเป็นคดีเขียนป้ายจราจร “ประเทศทวย” คดีที่สองของพึ่งบุญ ที่มีลักษณะคล้ายกับคดีก่อนหน้าที่เคยต่อสู้ถึงชั้นศาลฎีกาและคดีได้สิ้นสุดไปแล้ว เพียงแต่เกิดขึ้นในคนละพื้นที่เขตอำนาจสอบสวน  

.

ถูกจับกุมขณะกำลังจะเดินทางไปเป็นศิลปินแลกเปลี่ยน โดยหมายจับที่ออกมากว่า 4 ปีครึ่ง

ก่อนหน้านี้ พึ่งบุญถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ขณะกำลังเตรียมเดินทางไปเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักที่ประเทศไต้หวัน โดยเป็นหมายจับที่ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ไปร้องขอศาลออกไว้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 2564 แต่ไม่เคยจับกุมมาก่อนหน้านี้ แม้พึ่งบุญจะเดินทางไปพบตำรวจในคดีอื่น ๆ เรื่อยมาในช่วงหลายปีนี้ก็ตาม  

เนื่องจากพึ่งบุญจำเป็นต้องเข้าร่วมโครงการศิลปินพำนักที่ประเทศไต้หวัน เขาได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวนและยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอเดินทางไปร่วมโครงการดังกล่าว แต่คำร้องดังกล่าวถูกปฏิเสธ ทำให้ในช่วงแรกเขาไม่สามารถเดินทางไปตามกำหนดการที่วางไว้ได้

กระทั่งวันที่ 28 ต.ค. 2568 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องพึ่งบุญในข้อหา “ทำให้ทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์เสียหาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360  เหตุจากการเขียนคำว่า “ประเทศทวย” และคำอื่น ๆ ลงบนป้ายจราจรทำให้เสียหาย ในพื้นที่ถนนห้วยแก้ว ช่วงวันที่ 3 และ 16 พ.ค. 2563  

หลังจากได้รับการประกันตัวพึ่งบุญจึงเดินทางไปร่วมโครงการศิลปินพำนักดังกล่าว โดยมีกำหนดเวลาร่วมโครงการจนถึงวันที่ 27 ธ.ค. 2568 แต่เมื่อถึงกำหนดวันนัดพร้อมเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ทำให้พึ่งบุญต้องเดินทางมานัดพร้อมและต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางกลับไปร่วมโครงการที่ประเทศไต้หวันจนจบโครงการอีกครั้ง

ต่อมาวันที่ 4 มิ.ย. 2569 ศาลได้ออกหมายเรียกให้พึ่งบุญมานัดพร้อมประชุมคดีเพื่อปรับปรุงวันนัด ก่อนพึ่งบุญจะตัดสินใจให้การรับสารภาพตามฟ้อง

.

ศาลพิพากษา ปรับ 10,000 บาท จำเลยแถลงขอทำงานบริการสังคมแทน

เวลา 09.00 น. ผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำพิพากษาสรุปได้ว่า แม้การกระทำของจำเลยเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวทำให้ป้ายจราจรซึ่งเป็นทรัพย์สินสาธารณะได้รับความเสียหาย จึงพิพากษาลงโทษปรับกรรมละ 5,000 บาท รวมจำนวน 2 กรรม เป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น 10,000 บาท

หลังศาลมีคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวพึ่งบุญไปยังห้องควบคุมตัวเพื่อรอการชำระค่าปรับ ต่อมา พึ่งบุญได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 5,000 บาท และชำระเงินในส่วนที่เหลืออีก 5,000 บาท ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง โดยมีคำสั่งให้พึ่งบุญทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 10 วัน หรือ 20 ชั่วโมง แทนค่าปรับในส่วนดังกล่าว เขาจึงได้รับการปล่อยตัว

.

ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าโทษที่ศาลกำหนดในคดีแรกของพึ่งบุญก่อนหน้านี้แตกต่างจากคดีที่สองนี้อย่างมาก ในคดีแรก ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกถึง 2 ปี ปรับ 60,000 บาท เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 40,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ให้คุมประพฤติ 1 ปี และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม 48 ชั่วโมง 

ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะแก้โทษปรับ เนื่องจากเห็นว่าโทษไม่ได้สัดส่วน เห็นควรให้ลดค่าปรับ เหลือ 9,000 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดค่าปรับเหลือ 6,000 บาท ขณะที่ศาลฎีกาก็พิพากษายืนการกำหนดโทษดังกล่าว

สำหรับพึ่งบุญ ใจเย็น หรือ “หมุน” ปัจจุบันอายุ 41 ปี ประกอบอาชีพเป็นช่างสัก เคยเป็นอดีตทีมชาติกีฬาลองบอร์ด (Longboard) และกิจกรรมยามว่างมักทำงานศิลปะล้อเลียนการเมือง เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมในประเด็นต่าง ๆ เช่น ร่วมทำอาหารแจกคนไร้บ้าน เป็นอาสาสมัครทำแนวกันไฟป่า เป็นต้น โดยเขาถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและทำกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมด 8 คดี สิ้นสุดไปแล้ว 4 คดี 

.

ย้อนอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ.วิจิตรศิลป์ มช. ให้การคดี“ประเทศทวย” เป็นศิลปะบนท้องถนน สะท้อนความอึดอัด-คำถามต่อสังคมไทย

.

X