‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อ นัดส่งตัวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ 15 ก.ค. เพื่อเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

ในวันที่ 15 ก.ค. 2569 เวลา 14.30 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้  “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์ วัย 29 ปี จำเลยคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อปี 2565 ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อ โดยจะเดินทางไปศาลอาญากรุงเทพใต้พร้อมทนายความและนายประกัน เพื่อถอนประกันตัว ก่อนเข้ารับการส่งตัวเข้าเรือนจำในวันดังกล่าว

คดีนี้มีเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2565 เวลาประมาณ 17.00 น. รัชกาลที่ 10 และพระราชินีได้เสด็จเปิดอาคารใหม่ของศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และเสด็จกลับเวลาประมาณ 18.00 น. ในขณะที่รถขบวนเสด็จผ่าน มีประชาชนคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไป

จากนั้น อติรุจถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 และ “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ” ตามมาตรา 138 วรรคสอง และในชั้นสืบพยานอติรุจได้ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แต่ให้การปฏิเสธข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงานฯ โดยมีข้อต่อสู้ว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งมายืนประกบตัวอติรุจไม่ได้แต่งกายด้วยเครื่องแบบ ไม่เคยตอบคำถามหรือพูดคุยกับอติรุจ และไม่สามารถสังเกตเห็นบัตรประจำตัวได้ ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ที่มาควบคุมตัวอยู่เป็นใคร

อ่านบันทึกการสืบพยานคดีนี้ บันทึกการต่อสู้คดี ‘ม.112-ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน’ ของ “อติรุจ” เหตุจากตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าอติรุจมีความผิดทุกข้อกล่าวหา ในข้อหามาตรา 112 ลงโทษจำคุก 3 ปี ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยการใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

ผ่านมาสองปีเศษ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และอนุญาตให้อติรุจประกันตัวในชั้นฎีกาโดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติม 

.

ไม่เห็นความหวังในชั้นฎีกา แต่โลกยังหมุนไปทุกวัน และชีวิตคนยังต้องดำเนินต่อไป 

หลังจากผ่านไป 2 เดือน อติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ไม่ยื่นฎีกาต่ออีก และเตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าเรือนจำ โดยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีโอกาสได้พูดคุยกับอติรุจเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้ เขาตอบทุกคำถามและเล่าทุกเรื่องราวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก็หนักแน่น คิดไตร่ตรองทุกเหตุผลอย่างเป็นระบบ

โดยเหตุผลหลักในการตัดสินใจเลือกไม่สู้คดีต่อ มาจากเหตุผลหลักเรื่องการงาน ด้วยอาชีพโปรแกรมเมอร์ที่เขาทำและลุ่มหลงนั้น การต้องเผชิญภาระทางคดีอันหนักอึ้ง และเวลาที่ยืดยาว อาจทำให้การงานสะดุดไม่ราบรื่น มิหนำซ้ำ ในปัจจุบันเทคโนโลยีก็ก้าวพัฒนาขึ้นไปทุกวันอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลมากต่อสายงานของเขาซึ่งอาจถูก Disruption (เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่) ได้เสมอ เขาจึงตัดสินใจว่าการเดินหน้าเข้ารับโทษและออกมาให้เร็วที่สุดน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม 

เขายังมองว่าคดีของเขานั้น แม้จะสู้คดีต่อในชั้นฎีกา ก็ยังมองไม่เห็นความหวังว่าผลคำพิพากษาจะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการกระทำของเขาที่เป็นเหตุซึ่งหน้า และประเมินจากสถานการณ์ทางการเมืองโดยภาพรวมแล้ว 

อย่างไรก็ดี แม้อติรุจจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้

วันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจ ทนายความ พร้อมด้วยนายประกัน จะเดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัว และเตรียมถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ เพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เรียนเชิญประชาชนที่สนใจร่วมติดตาม-ให้กำลังใจอติรุจได้ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป ก่อนยื่นถอนประกันและส่งตัวต่อศาลในเวลา 15.00 น. 

.

ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์อติรุจ คดี ‘112’ จากขบวนเสด็จฯ เมื่อถ้อยคำจำกัดเพียงการสรรเสริญ ‘ไปไหนก็เป็นภาระ’ จึงถูกดำเนินคดี

ฐานข้อมูลคดีนี้ คดี 112 “อติรุจ” ยืนตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ ตร.อ้าง เป็นภัยคุกคาม ร.10-ราชินี

X