วันที่ 24 มิ.ย. 2569 ทนายเข้าเยี่ยม “วิจิตร” (นามสมมติ) อดีตผู้รับเหมาก่อสร้างวัย 60 ปี ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองรวม 10 ข้อความในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 โดยศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
ตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังกว่า 1 ปี 3 เดือน วิจิตรยังต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากปอดอักเสบที่ต้องเข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคทรวงอกเป็นระยะ
การเจอกันครั้งนี้มีข่าวดีที่ฝ้าในปอดจางลงแล้ว แต่ความกังวลยังไม่หมด เพราะผู้ต้องขังในห้องพักฟื้นเพิ่งพบว่าเป็นวัณโรค 2 คน และคนที่เหลือยังไม่ได้รับการตรวจโรคเลยแม้จะผ่านมากว่าเดือน
นอกจากนี้ วิจิตรยังเล่าถึงแผนชีวิตหลังพ้นโทษที่วาดฝันไว้อย่างชัดเจน ทั้งโครงการสมาร์ทโฮม หอพักผู้ป่วย และหอชมเมืองจังหวัดขอนแก่นที่ได้สเก็ตช์ไว้แล้ว พร้อมกับมุมมองต่อปัญหาเชิงโครงสร้างที่มองว่าการศึกษาคือหัวใจของการแก้ปัญหาคนล้นคุก
______________________
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 วิจิตรเปิดเผยว่าทางโรงพยาบาลทรวงอกนัดตรวจฝ้าในปอด ซึ่งมีข่าวดีว่าฝ้าจางลงแล้ว และหมอได้งดยาแล้ว และมีนัดตรวจอีกทีใน 4 เดือนข้างหน้า เป็นวันที่ 6 ต.ค. 2569 เพื่อดูว่าฝ้าจะหายสนิทหรือไม่
แม้อาการปอดจะดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่กังวลอยู่ไม่น้อย บางทีตอนกลางคืนหายใจลำบากมาก วันที่ฝนจะตกอากาศอบอ้าวก็จะยืนเกาะลูกกรงตรงมุ้งลวดสักชั่วโมงเพื่อสูดอากาศ กลับไปนอนอีก 2-3 ชั่วโมงก็ตื่นมายืนเกาะลูกกรงใหม่ เพราะหายใจไม่อิ่ม นอนไม่ได้เลย แต่พองดยา อาการนี้ก็ดีขึ้น หายใจอิ่มขึ้น
นอกจากนี้ วิจิตรยังกังวลว่า ก่อนหน้านี้มีผู้ต้องขังในห้องพักฟื้นด้วยกันเป็นวัณโรคถึง 2 คน ทั้งคู่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลแล้ว แต่คนที่เหลือในห้องยังไม่ได้รับการตรวจโรคเลยแม้จะผ่านมากว่าเดือน และยังมีผู้ต้องขังหลายคนไอและไม่สบายอยู่
วิจิตรยังคงฝากความหวังไว้กับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แม้ในวันที่พวทนายยังไม่มีความคืบหน้าใด แต่เพราะโรคภัยไข้เจ็บทำให้เขาวางแผนว่าหลังออกจากเรือนจำจะเดินทางไปรักษาตัวที่ขอนแก่น ส่วนเรื่องงานก็เบาใจลงไปบ้าง เพราะให้ทีมงานออกบูธทั่วประเทศ เพื่อผลักดันโครงการบ้านสมาร์ทโฮม
หลังจากนั้น ก็อยากสร้างสาธารณประโยชน์ ทั้งหอพักผู้ป่วยที่บ้านเกิดและหอชมเมืองที่ขอนแก่นในชื่อ “หอกระติบข้าว” ซึ่งได้สเก็ตช์ภาพคร่าว ๆ ไว้แล้ว
ผู้ต้องขังอาวุโสกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า หากได้ออกไปคงประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการสร้าง พร้อมบอกกล่าวถึงโอกาสที่พบในที่แห่งนี้ “เราอยากออกไปเพื่อรับงานใหม่ โปรเจคใหญ่ ๆ มีผู้ต้องขังข้างในบางคนที่เขามีเงิน พอเจ็บไข้ได้ป่วยไปอยู่ รพ. ได้เห็นคนตายกับตาก็รู้สึกสังเวชใจ เพราะตายไปก็เอาอะไรไรติดตัวไปไม่ได้ เขาเลยอยากจ้างเราไปทำโบสถ์ทำวัด สะสมบุญกุศลไว้กับตัว” วิจิตรเล่า
วิจิตรยังพูดถึงข่าวการทุจริตการสอบเข้าท้องถิ่นที่ดูแล้วรู้สึกสลดใจ พร้อมสะท้อนความรู้สึกว่าถ้าเป็นเช่นนี้บ้านเมืองของเราจะพัฒนาได้อย่างไร แต่ในภาพรวมก็ยังมีความหวังเล็ก ๆ ว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ไขปัญหาได้ จากนั้นก็คุยเรื่องเลือกตั้ง กทม. ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ถ้าถามว่าอยากให้แก้ไขปัญหาอะไรที่สุดในเรือนจำ เขาตอบในทันทีว่าเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมที่แออัด “คลองเปรมมันอยู่มาเป็นร้อยปีแล้ว ตึกก็ตึกเดิม เชื้อโรคหมักหมม ผู้ต้องขังเลยป่วยเยอะ อยากให้มีการปรับปรุงเรือนจำ ไม่ใช่อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดอย่างนี้”
พร้อมทิ้งท้ายถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มองว่าการศึกษาคือหัวใจของการแก้ปัญหา ส่วนหนึ่งที่คนล้นคุกเพราะปัญหาด้านการศึกษาสำคัญมาก ควรจะเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพ ใช้งานได้จริง แล้วผู้ต้องขังจะลดลง 80-90%
วิจิตรเล่าทิ้งท้าย “ไม่มีใครเป็นโจรโดยกมลสันดาน ทุกการกระทำมีเหตุผล เช่น ติดคุกเพราะเปิดบัญชีม้า หลายคนทำเพราะต้องการเงินไปใช้จ่าย เพราะค่าแรงขั้นต่ำมันอยู่ไม่ได้ พอเข้าไม่ถึงการศึกษา ก็ไม่มีเครื่องมือทำมาหากิน จนต้องมาลงเอยในนี้”
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงวิจิตร และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
