“ไม่รู้สึกสูญเปล่า งานของเราไม่จบสิ้น”: รางวัลโกมล คีมทอง กับ “ตัน สุรนาถ” นักพัฒนาชุมชนผู้ถูกขังจากคดีการเมือง

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. และ 2 มี.ค. 2569 ทนายความเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรมเข้าเยี่ยม  “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องขังในระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จในการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 

ช่วงเวลาแห่งฤดูร้อนแรกในเรือนจำ ไม่ได้มีแต่ความยากลำบาก แต่ยังมีสิ่งสามัญรอบตัวที่บอกว่าชีวิตยังดำเนินต่อไป ตั้งแต่อากาศร้อนที่ต้องอาบน้ำสามรอบต่อวัน ไปจนถึงการออกกำลังกายด้วยการดึงมือกับลูกกรงจนกล้ามเนื้อเริ่มเห็นผล ตันฉลองวันเกิดอายุ 41 ปีด้วยเค้กสามก้อนไม่ซ้ำหน้ากัน พร้อมคำอวยพรจากผู้อาวุโสในแดนที่ฟังแล้วต่างจากโลกข้างนอกอย่างสิ้นเชิง

บทสนทนาสำคัญของครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อทนายนำข่าวที่เขาได้รับรางวัลบุคคลเกียรติยศจากมูลนิธิโกมล คีมทอง มาให้ตันอ่าน นักพัฒนาชุมชนที่ตกเป็นผู้ต้องขังการเมืองอ่านข่าวเกี่ยวกับตัวเองอย่างละเอียด ทั้งรอยยิ้มเต็มใบหน้า ราวกับว่าสิ่งที่เขาทุ่มเททำงานมาตลอดหลายสิบปีไม่เคยสูญเปล่า 

ก่อนจากกัน ตันบอกว่าแม้อยู่ข้างใน แต่วิสัยทัศน์ยังนำไปใช้ได้ ยังไม่จบสิ้น และคนที่อยู่ในเรือนจำก็ส่งพลังใจออกไปให้คนข้างนอกได้เช่นกัน

_____________________________

วันที่ 23 ก.พ. 2569

วันนี้ตันออกมาเร็วกว่าปกติ เขาบอกว่าแดนไม่ค่อยวุ่นวาย กิจกรรมไม่มาก คนที่รับผิดชอบเรื่องการเยี่ยมทำงานได้รวดเร็ว เมื่อมีเวลาคุยกันยาว ๆ โดยไม่ต้องรีบ บทสนทนาจึงวนเวียนไปหลายเรื่อง

เริ่มจากเรื่องข่าวสารบ้านเมือง ตันบอกว่าดูข่าวแล้วจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ถูก เพราะมีการเซนเซอร์เยอะ บางอันไม่จำเป็นต้องเบลอก็เบลอ จนมองไม่เห็นทัศนียภาพรอบข้าง เหมือนรับข่าวสารได้เฉพาะส่วนที่เขาต้องการให้เห็น 

เมื่อคุยต่อถึงเรื่องการลงชื่อถอดถอน กกต. ผ่านระบบ iTax เขาบอกว่า “ฟังแล้วดีใจที่คนไทยเริ่มตื่นตัวและใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบ กกต. เป็นหน่วยงานที่ทำงานเฉพาะทาง จะตรวจสอบก็ยาก”

“เรื่อง QR code บนบัตรเลือกตั้งก็เป็นปัญหา แม้แต่ผู้ต้องขังที่ติดคุกมาแปดถึงสิบปีก็ยังเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าการลงคะแนนลับควรเป็นอย่างไร ยังโชคดีที่คุยเรื่องพวกนี้ได้ ได้ยินกันคาดเดาว่าจะโมฆะหรือไม่โมฆะ ไม่ต้องหาผิดหาถูกเพราะมีศัตรูคนเดียวกัน”  ตันหัวเราะแล้วบอกว่ามันสนุกดี ได้ชุบชูใจในวันที่ห่อเหี่ยว ทั้ง ๆ ที่คนข้างในก็ได้แต่ลุ้น

พอเปลี่ยนมาคุยเรื่องชีวิตประจำวัน ตันเล่าว่าอากาศช่วงนี้ร้อนและอบอ้าวมาก ต้องอาบน้ำบนเรือนนอนสองถึงสามรอบต่อวัน ตั้งแต่ขึ้นห้องตอนบ่ายสามครึ่ง อาบอีกรอบหกโมงเย็น และก่อนนอนสองสามทุ่มก็อาบอีก แต่ยิ่งอาบก็ยิ่งร้อนเพราะอากาศอบอ้าว น้ำก็ไม่เย็น  ขณะที่สัปดาห์ก่อน มีฝนตกพร้อมลม พัดเอาละอองฝนและฝุ่นจากช่องระบายอากาศเข้ามา ทำให้ผู้ต้องขังหลายคนเป็นไข้และย้ายมากองอยู่บริเวณโซนพัดลมจนแออัดขึ้น

การออกกำลังกาย เขาเริ่มซิตอัพและดึงมือกับลูกกรงบนห้อง แรก ๆ ทำได้ 20-30 ครั้งต่อข้าง ตอนนี้ซิตอัพได้วันละ 150-200 ครั้ง และดึงมือได้ข้างละ 250 ครั้งแล้ว ตันยิ้มภูมิใจเมื่อเล่าถึงตรงนี้ นอกจากนี้ยังได้รับรองเท้าผ้าใบยืมมาจากคนที่ไม่ใช้ ซึ่งในเรือนจำนั้นผู้ต้องขังทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่ มีเฉพาะผู้ช่วยงานเท่านั้น พอได้รองเท้ามาก็ใช้วิ่งข้างล่างได้อีกครึ่งชั่วโมง 

ตันพูดด้วยรอยยิ้มว่าวันนี้ได้รับเค้กวันเกิดด้วย (ตันครบรอบวันเกิดเมื่อวันที่ 23 ก.พ.) พร้อมฝากขอบคุณ Freedom Bridge ที่ส่งมาตรงวันเกิดพอดี  เขาเล่าตัวเองกินเค้กไปสามก้อนไม่ซ้ำหน้ากัน ก้อนแรกจากภรรยาเป็นหน้ากบเคโระ ก้อนที่สองเป็นรูปหมี ส่วนวันนี้เป็นเค้กเต่ากระดองหลากสี มีผู้อาวุโสในแดนอวยพรด้วยว่า “อย่าหมดพลัง ขอให้ชนะคดี ได้กลับบ้านไว ๆ” 

“ปีนี้อายุ 41 ปีแล้ว เรารู้สึกเราไม่ถูกลืม เพื่อน น้อง ภรรยา แม่ จำเราได้อยู่แล้ว พอได้เค้กก็รู้สึกแปลกนิดนึง เพราะในนี้เขาไม่ซื้อให้กัน เว้นแต่โอกาสพิเศษจริง ๆ ก็เป็นบรรยากาศที่ดี เติมพลัง ตอนกินก็จินตนาการถึงคนที่ส่งมา คิดถึงว่า ถ้าได้อยู่ข้างนอก จะมีใครอยู่ตรงหน้าเราบ้าง เค้กเหมือนตัวแทนว่าเรายังไม่ลืมกันนะฝากขอบคุณคนที่ส่งมามาก ๆ นะ”

.

วันที่ 2 มี.ค. 2569

วันนี้เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการนำข่าวที่มูลนิธิโกมล คีมทอง มอบรางวัลบุคคลเกียรติยศให้กับตัน เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 โดยเป็นรางวัลเชิดชูบุคคลที่ทุ่มเททำงานในภาคประชาสังคมเพื่อสร้างสรรค์สังคม ปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล 3 คน/องค์กร ส่วนของตันถูกระบุว่า “เป็นบุคคลที่ทำงานกับเยาวชนและชุมชนอย่างจริงจังมาตลอดระยะเวลานับสิบปี”

เขาอ่านข่าวอย่างละเอียดทั้งรอยยิ้มเต็มใบหน้า ก่อนบอกว่า งานพัฒนาชุมชนเป็นสายงานที่มีคุณค่า มูลนิธินี้ (โกมล คีมทอง) เป็นผู้นำด้านการพัฒนาชุมชน จัดค่ายเยอะมาก สร้างคนมาไม่น้อย และคนที่เป็นผู้ประกาศรางวัลก็เป็นที่ปรึกษาของเขามาหลายโครงการ การได้รับรางวัลนี้จึงเป็นเรื่องดีที่มีคนเห็นความตั้งใจมาตลอด แม้จะอยู่ข้างในก็ยังไม่ถูกลืม

“แต่ก็แปลกใจว่าทำไมไม่ค่อยมีคนอยากทำ หลังจากถอดบทเรียนกันมาหลายครั้ง ก็พบว่าเป็นงานที่ต้องลงแรงมาก ต้องคิดซับซ้อน ต้องศึกษาตลอด และใช้เวลานานกว่าจะผลิดอกออกผล คนที่ทำงานอยู่ได้คงเห็นแก่นบางอย่าง เขาเชื่อว่าทุกคนมีพลังในตัวเองมากพอที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตัวเองได้

“อยากขอบคุณทุกคน อ่านแล้วรู้สึกผู้มอบรางวัลเก็บสิ่งที่ทำมาได้หมดเลย รู้สึกว่าสิ่งที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า และยิ่งทำให้ชัดเจนว่าแม้อยู่ข้างใน ก็ไม่ได้ถูกปิดกั้น ทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยม ไม่ได้มาแค่เติมกำลังใจ แต่มาปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน วิสัยทัศน์ยังนำไปใช้ได้ ยังไม่จบสิ้น”

เมื่อคุยเรื่องข่าวสารบ้านเมืองทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่นาน ตันบอกว่าการได้รับข่าวสารจากหลายช่องทาง ทั้งจดหมายจาก Thumb Rights หรือแอมเนสตี้ ทำให้รู้สึกว่าไม่หูหนวกตาบอดเกินไป

กิจกรรมในเรือนจำวันนี้ ในโอกาสวันมาฆบูชา มีนิมนต์พระ 9 รูป ให้ผู้ต้องขังใส่บาตรและเวียนเทียนกลางแจ้งตอนเช้า แต่มีคนร่วมเพียงสิบกว่าคนจากพันกว่าคน ตันหัวเราะ บอกว่าน่าจะเพราะอากาศร้อน ขณะเดียวกันมีผู้ต้องขังมุสลิมถือศีลอดอยู่ด้วย ซึ่งเรือนจำอนุญาตให้ขนอาหารขึ้นตึกนอนและให้นอนแยกห้อง ส่วนผู้นับถือศาสนาคริสต์ได้เข้าโบสถ์ทุกอาทิตย์

แม้มีการจัดกิจกรรมบ้าง ตันก็ยังพูดตรง ๆ ว่า “ชีวิตในนี้ไม่น่ากลัว แต่น่าเบื่อ เวลาอยู่ข้างล่างมีแค่แป๊บเดียว ข้าวมื้อเย็นกินตอนบ่ายสาม แล้วขึ้นห้องตั้งแต่บ่ายสามถึงหกโมงเช้าของวันถัดไป เหมือนได้ใช้เวลาข้างล่างแค่หนึ่งในสามของวัน”

ก่อนจากกัน ตันพูดถึงเรื่องการแจ้งสิทธิผู้ต้องขังที่บางอย่างซึ่งควรรู้กลับไม่ได้รับการแจ้ง อย่างวันเยี่ยมชดเชยที่เรือนจำประกาศว่าจะให้เยี่ยมแทนวันหยุด เขาเพิ่งรู้ตอนเช้าจึงบอกญาติไม่ทัน เมื่อถามเจ้าหน้าที่ก็ได้รับคำตอบว่าญาติมีหน้าที่ต้องไปเช็คเองว่าจะชดเชยวันไหน ตันรู้สึกว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงข่าวสารนี้ได้ 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการเขียนคำร้องทุกอย่างต้องใช้กระดาษฟรุตแก็ปแผ่นใหญ่ที่ต้องซื้อแผ่นละหนึ่งบาท ไม่ว่าจะหาหมอ ขอพบคู่ความ หรือขออนุญาตสิ่งต่าง ๆ บางคนไม่มีเงินก็ต้องทำงานแลก 

สุดท้ายคือเรื่องหนังสือในแดนก็เก่าชำรุดไปมาก ล่าสุดที่ได้มาเป็น National Geographic แต่พิมพ์ปี 2001  อันเป็นสิ่งที่ตันสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตในเรือนจำยังมีรายละเอียดอีกมากที่ควรได้รับการปรับปรุง ทั้งการสื่อสารสิทธิที่ผู้ต้องขังควรรู้ และสภาพแวดล้อมที่ยังขาดแคลน ในฐานะคนที่ทำงานพัฒนาชุมชนมาตลอดชีวิต และยังคงมองเห็นว่าอะไรควรเปลี่ยนแปลง  นี่คือเสียงที่เขาส่งออกมาจากข้างในกำแพง 

.

ทั้งนี้ “ตัน สุรนาถ” ถูกคุมขังในคดีข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี ระหว่างเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 เขาถูกขังมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังจากศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จากที่เคยยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เป็นเห็นว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกถึง 16 ปี

หลังจากนั้นศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมดระหว่างฎีกาเรื่อยมา ทำให้สุรนาถและเพื่อนร่วมคดีถูกคุมขังในเรือนจำคลองเปรมเป็นระยะเวลาจะครบ 6 เดือนแล้ว

.

ย้อนอ่านเรื่องเกี่ยวกับตัน

เหตุผลที่ “ตัน สุรนาถ” ไม่อาจเป็นผู้หลบหนีในคดีมาตรา 110

ชวนอ่าน #saveตันสุรนาถ: เมื่อ “เพื่อนพี่น้อง” เขียนถึงผู้ต้องขัง ม.110 หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา

“มันไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในนั้น ชีวิตพี่ตันมีประโยชน์มากกว่านี้”: คุยกับ “แวน จิรพงษ์” ถึงเบื้องหลังงานปั่นจักรยานที่พารู้จักงานชุมชนของผู้ต้องขังคดี ม.110

70 เครือข่ายพัฒนาชุมชน นัดยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ขอให้ประกันตัว “ตัน สุรนาถ” และเพื่อนรวม 5 ราย หลังเผชิญการคุมขังชั้นฎีกา ในคดี ม.110

X