“มันไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในนั้น ชีวิตพี่ตันมีประโยชน์มากกว่านี้”: คุยกับ “แวน จิรพงษ์” ถึงเบื้องหลังงานปั่นจักรยานที่พารู้จักงานชุมชนของผู้ต้องขังคดี ม.110

เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคดี ม.110 ของ “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ และเพื่อน ๆ เหตุจากการร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 โดยให้ลงโทษจำคุกถึง 16 ปี การกลับคำพิพากษาในครั้งนี้ ทำให้ตันต้องกลับเข้าไปในเรือนจำเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวและถูกคุมขังมาแล้วทั้งที่เรือนจำกลางบางขวาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 13 วัน ในช่วงปี 2563 

ท่ามกลางการถูกคุมขังครั้งนี้ที่ดูจะเนิ่นยาวออกไป ชื่อของตันกลับไม่จางหายไปจากการรับรู้ของผู้คน ชื่อของเขายังคงถูกเล่าและสื่อสารต่อไป ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็น “ตัน” ในบทบาทของการเป็นนักพัฒนาชุมชน และทำงานใกล้ชิดกับเยาวชนมาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง

เบื้องหลังการเคลื่อนไหวเหล่านี้ กลุ่มเพื่อนของตัน เลือกที่จะสื่อสารเรื่องราวของเขาผ่านเพจของกลุ่ม “บางกอกนี้ดีจัง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตันร่วมกันปลุกปั้นและลงแรงกายแรงใจนานหลายปี เพื่อพัฒนาชุมชนย่านบางกอกน้อยที่เขาอาศัยอยู่ นอกจากจะกลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็งแล้ว ยังสามารถรักษาเสน่ห์และเรื่องราวของชุมชนไว้ได้อย่างลงตัว 

ทางกลุ่มได้เริ่มเชิญชวนให้เพื่อน ๆ ช่วยกันเขียนจดหมายข้ามกำแพง ในระหว่างที่ตันยังถูกคุมขัง ได้จัดทำเสื้อรณรงค์ #ตันต้องไม่ตัน เรียกร้องให้ #คืนเสรีภาพให้ความยุติธรรม มาร่วมในกิจกรรมวิ่ง Run2Free วิ่งเพื่อเสรีภาพเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

วันที่ 9 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา กลุ่ม “บางกอกนี้ดีจัง” ได้จัดกิจกรรม “ปั่น ปน เดิน เพลินบางกอกน้อย” โดยเป็นกิจกรรมที่จะพาผู้เข้าร่วมปั่นจักรยานลงไปในพื้นที่ชุมชนบางกอกน้อย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ “ตัน” สุรนาถ ได้ออกแบบสร้างสรรค์เส้นทางเรียนรู้ชุมชนเอาไว้

เสน่ห์และความน่าสนใจของกิจกรรมในครั้งนี้ กลับไม่ใช่กิจกรรมที่ให้ผู้คนได้รำลึกถึงตัน หรือเล่าถึงคุณงามความดีของตัน แต่ในตลอดเส้นทางปั่นจักรยานผ่าน 4 ชุมชนในย่านบางกอกน้อย ได้แก่ ชุมชนบ้านบุ ตรอกข้าวเม่า วัดอัมพวา วัดโพธิ์เรียง เรื่องราวที่ถูกเล่าและพาผู้เข้าร่วมไปสัมผัส กลับเป็นเรื่องราวศิลปกรรมฝาผนังในวัดสุวรรณาราม เรื่องราวของหัวรถจักรที่โรงซ่อมรถไฟธนบุรี หัวโขนจิ๋วระบายสี ข้าวเม่าสูตรโบราณ การแสดงเชิดสิงโตจากเด็กในชุมชนวัดอัมพวาเจดีย์ และการสอนทำเรือกระกาบมะพร้าวที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ชุมชนวัดโพธิ์เรียง

.

.

ตลอด 5 ชั่วโมง ชื่อและเรื่องราวของตันถูกกล่าวถึงและสอดแทรกมาอย่างจำกัด ราวกับว่าทีมงานต้องการให้ทุกคนจดจ่ออยู่กับเสน่ห์และบรรยากาศในชุมชนโดยไม่ต้องการให้เสียอรรถรส หากมองว่านี่ไม่ใช่กิจกรรมรณรงค์ทางการเมือง แต่เป็นทริปปั่นจักรยานที่พาไปสัมผัสกับเสน่ห์ของชุมชนทริปหนึ่งก็อาจพูดได้ แต่หากมองว่านี่คือกิจกรรมรณรงค์ทางการเมืองงานหนึ่ง ก็คงต้องบอกว่างานนี้มีวิธีคิดที่แตกต่างจากงานรณรงค์ทางการเมืองอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

หนึ่งในกำลังสำคัญของงานนี้ คือ “แวน” จิรพงษ์ อินกอง เพื่อนของตันที่ทำงานใกล้ชิดกับตันมาอย่างยาวนาน และนับถือตันเสมือนพี่ชายแท้ ๆ คนหนึ่ง ที่แม้หลังจากตันต้องเข้าเรือนจำเป็นครั้งที่สอง เขาก็ยังคงร่วมกับเพื่อน ๆ และคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตันทำ ผลักดันงานและภารกิจของตันต่อไป

หลังล้อหยุดหมุน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สนทนากับแวนเกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังในการจัดงานในครั้งนี้ รวมไปถึงพูดคุยถึงความรู้สึกของน้องคนหนึ่งที่ต้องเห็นพี่ของตนเองถูกกักขังและถูกจำกัดอิสรภาพ 

.

.

ถ้าเทียบการงานรณรงค์ทางการเมืองอื่น ๆ งานนี้ค่อนข้างแตกต่างจากอื่น ๆ พอสมควร วิธีคิดของการจัดงานนี้คืออะไร

ผมคิดจากทุนที่เรามี คิดจากสิ่งที่พี่ตันเคยทำ พี่ตันไม่เคยป่าวประกาศเรื่องการเมืองอะไรเลย แกเป็นคนหนึ่งที่แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านทางโซเชียลมีเดียบ้าง หรือไปร่วมชุมนุมบ้าง แต่แกไม่เคยออกตัวตนว่าตัวเองเป็นใคร

แต่พองานในพื้นที่ชุมชน มันเป็นงานที่พี่ตันทำจริง ๆ และมันก็ควรได้รับการถ่ายถอดจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่มันต้องกดไว้ พี่ตันไม่อยู่ แต่งานที่ทำ มันควรถูกดึงขึ้นมาให้ได้รับการมองเห็น และถูกควรนำเสนอในรูปแบบที่เป็นแก ให้เห็นถึงความคิดของพี่ตันและเพื่อน ๆ ซึ่งก็คือลุง ๆ ป้า ๆ ในชุมชน เพื่อน ๆ และครอบครัว ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ทำงานกับพี่ตันและเห็นสิ่งที่พี่แกทำ เป็นงานชุมชนที่เราทำจริง ๆ

คิดว่างานแบบนี้ มันก็คงขยายต่อไปได้อีก เราคงไม่ได้จบที่บางกอกน้อย แต่ที่เราคงทำเข้มข้นที่สุดคือที่บางกอกน้อย เพราะว่าเป็นบ้านเกิดพี่ตัน เป็นพื้นที่ที่พี่ตันคลุกคลี ลงแรง ลงใจ ลงมือทำหนักที่สุด จนเกิดเป็นพื้นที่เรียนรู้ในปัจจุบันที่เราเห็น 

มันคือสิ่งที่พี่ตันแกสร้างขึ้นมา แกไปชวนคนที่มีของอยู่แล้วให้ปล่อยของออกมา จนปัจจุบันของที่แต่ละคนมี มันสามารถขายต่อและต่อยอดได้เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด คนที่มาสัมผัสก็ไปสื่อสารต่อ มันคือการเชื่อมร้อยกับจิตใจและความคิดของผู้คน

.

.

ภาพรวมของงานวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ภาพรวมเป็นไปตามเป้า หนึ่ง มันเป็นเส้นทางที่เราคุ้นชิน เป็นเส้นทางที่เราทำประจำอยู่แล้ว ผู้เข้าร่วม แต่ละคนก็ให้ความสำคัญกับเส้นทาง เรามองว่า ‘ทางของตัน ตันต้องไม่ตัน’ เราเลยรู้สึกว่าเส้นทางนี่แหละที่คือทางของตัน และตันก็ยังคงเป็นตัน เส้นทางที่ตันสร้างก็คือเส้นทางที่ตันเคยเดิน เคยทำกิจกรรมมาก่อน เราแค่มาซ้ำรอย มาชูให้พื้นที่มันเด่นขึ้นมา ให้คนได้เห็นภาพว่าเส้นทางที่เราเดิน ชุมชนแต่ละชุมชนมันมีการเชื่อมรอยกันอย่างไร และเราดึงศักยภาพของคนธรรมดาให้ลุกขึ้นมามีบทบาทสำคัญได้อย่างไร

แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุมชน จะเห็นได้ว่าในแต่ละพื้นที่ที่เราไปมีแต่งานศิลปะ มันคือศิลปะที่เข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง มันคือการพยายามเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นการดึงเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับอบายมุขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เหล้า บุหรี่ การพนัน ยาเสพติด ที่เด็กกำลังเผชิญอยู่ 

เส้นทางที่เราไปทำ ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนบ้านบุ ตรอกข้าวเม่า วัดอัมพวา วัดโพธิ์เรียง คือชุมชนแออัด มีประชากรแฝงเยอะมาก มีทั้งคนที่อยู่มาแต่เดิม และคนที่เข้ามาทีหลัง โจทย์คือเราจะทำงานกับคนกลุ่มนี้อย่างไร และจะดึงศักยภาพของคนในพื้นที่อย่างไรให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันกับเรา

ตันคือคนหนึ่งที่ใช้ความเป็นตัวเอง ใช้ความเป็นเพื่อน น้อง ความเป็นลูกหลาน เข้าไปหา เข้าไปพูดคุย ชวนผู้คนให้ออกมาทำกิจกรรม ใช้คำพูดง่าย ๆ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้

อย่างพี่ตี๋ (หัวหน้าชุมชนวัดอัมพวาเจดีย์) ปกติแกเป็นคนไม่ยอมใคร แต่ปัจจุบันแกทำกลุ่มคณะเชิดสิงโตกับเด็กมาแล้วร่วมสิบกว่าปี เราเลยเห็นศักยภาพว่าการสร้างกลุ่มบางกลุ่มมันไม่ต้องไปชวนอะไรเยอะ แต่มันสามารถใช้ฐานทุนเดิมที่เขามี หรือดูว่าพื้นที่ของเขา มีอะไรดั้งเดิมอยู่แล้วบ้าง

แม้กระทั่งชุมชนวัดโพธิ์เรียง ที่เราเดินผ่านกันมา ครึ่งชุมชนเป็นกำแพงศิลปะ ศิลปะที่เราวาดลงไป ไม่ใช่แค่ภาพวาดเฉย ๆ แต่มีเรื่องราวของชุมชน มีรูปกระธงกาบมะพร้าว ศิลปะและเสน่ห์ต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งมีอยู่แล้ว เราแค่ไม่เคยเห็น โพธิ์เรียงมีความหลากหลายมาก คนมาจากหลายภูมิภาคและหลากเชื้อชาติ แต่การอยู่ร่วมกันที่ดีคือการพึ่งพาอาศัยกัน 

นี่คือความเป็นพี่ตัน อะไรที่มันง่าย มันจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

.

.

ในการสื่อสารเรื่องตัน ทำไมเลือกใช้เพจ ‘บางกอกนี้ดีจัง’ แทนที่จะตั้งเพจใหม่ขึ้นมาสื่อสารเรื่องนี้โดยเฉพาะ

มันเป็นเพจที่พี่ตันเป็นคนสร้าง ถ้าเป็นคน ก็เป็นคนที่พี่ตันสร้างขึ้นมา โลโก้พี่ตันก็เป็นคนทำ เพจนี้เป็นสิ่งที่พี่ตันทำมาตั้งแต่แรก ผลงานต่าง ๆ มันถูกฉายในสื่อโซเชียลมาเป็นเวลานานมาก ไม่ต่ำกว่า 12 ปี ทุกคนเห็นความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ว่าสิ่งที่เราทำมาคืออะไร 

ทุกคนเห็นภาพตัน ตันคือคนที่ทุ่มแรงทุ่มใจที่ลุยงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะหนักจะเบา แกก็ลงมือทำ แกพยายามลงมือทำให้คนเห็นว่าถ้าเราไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง ผลสำเร็จมันก็ไม่เกิดขึ้นหรอก

เราก็เลยมองว่าสิ่งที่เราใช้ต่อไปได้ คือเพจ ‘บางกอกนี้ดีจัง’ เพราะมันสื่อสารได้หลายมุมมอง เราสื่อสารเรื่องพื้นที่สร้างสรรค์ การพัฒนาเยาวชน แม้กระทั่งการสื่อสารเรื่องของพื้นที่ เรื่องของบุคคล เรื่องชุมชน เราสื่อสารผ่านตรงนี้ตลอด มันก็เห็นภาพชัดอยู่แล้ว

.

.

หลังจากเข้าเรือนจำไปครั้งที่ 2 ชื่อของตันถูกรับรู้เป็นวงกว้างมากขึ้นในฐานะจำเลยในคดีทางการเมือง สิ่งนี้ทำให้มุมมองของคนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับ ‘บางกอกนี้ดีจัง’ เปลี่ยนไปบ้างไหม

ไม่มีเลย เพื่อน ๆ ทุกคนที่เคยทำงานกับ ‘บางกอกนี้ดีจัง’ มีแต่ทักเข้ามาหา ถามไถ่ถึงตัน ทุกคนรู้หมดว่าศาลชั้นต้นยกหมด ไม่คิดว่าอุทธรณ์จะขึ้นมาขนาดนี้ ทุกคนแสดงความเป็นห่วง ห่วงที่สุดตอนนี้คือห่วงครอบครัว ห่วงตัน ทุกคนไม่ได้ห่วงแค่หน้าตาของตัวเอง ทุกคนรู้จักตัน ตันไม่มีเจตนา หรือไม่มีความคิดที่จะทำเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้ว 

ทุกคนรู้ว่าตันคือคนที่ทำงานกับเรา คือคนที่พยายามสร้างรอยยิ้มให้กับเพื่อน คือคนที่พยายามแก้ไขปัญหาให้กับเพื่อน ๆ หลาย ๆ อย่าง เมื่อเพื่อนไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร 

ไม่มีใครทิ้งตันเลยตอนนี้ ทุกคนพร้อมสนับสนุนตัน ทุกข้อความที่เราสื่อสารลงใน Domimail คือข้อความจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ส่งเข้ามา ทุกคนพยายามส่งเสียงให้กับตันว่าเราไม่ทิ้งตัน เราอยู่ข้างตันเสมอ

.

หลังการกลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ตันต้องถูกกักขังอิสรภาพ ในฐานะเพื่อนและน้องชายที่ใกล้ชิดกับตัน รู้สึกยังไง

มันไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในนั้น ชีวิตพี่ตันมีประโยชน์มากกว่านี้ แกเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้ที่จะต้องมาถูกจองจำอิสรภาพ แกไปอยู่ในนั้นมีแต่ความเบื่อหน่าย อ่อนล้า ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คน แม้กระทั่งพี่ตัน รอบแรกที่แกเข้าไปสภาพจิตใจแกก็ไม่ได้ดี ยิ่งแกเข้าไปรอบสอง คิดดูเอา งานที่กำลังเดิน คนที่กำลังชวนทำ พื้นที่ที่พยายามมอง และคนที่อยู่ในพื้นที่ที่พยายามปลุกปั้นให้กลายเป็นพื้นที่ที่จัดการตัวเองได้ อย่างเช่น ชุมชนที่ยังไม่ได้จดทะเบียน

แต่พอแกไปอยู่ในนั้น แกไม่ได้ทำอะไรเลย ทำอะไรไม่ได้เลย สู้ออกมาอยู่ข้างนอกไม่ดีกว่าเหรอ มีประโยชน์กว่าเยอะ ความคิดของพี่ตัน แกไม่เคยคิดจะไปทำอะไรทั้งนั้น ไม่คิดแม้กระทั่งจะล้มล้าง ใครจะไปคิดล้มล้าง ใครจะไปฆ่าตัวเอง ไม่มีใครคิดจะฆ่าตัวเองในรูปแบบนี้หรอก คนที่ทำงานเพื่อประชาสังคมมาทั้งชีวิต อยู่กับพื้นที่มาทั้งชีวิต พ่อแม่ ครอบครัวก็ทำงานจิตอาสามาทั้งชีวิต เป็นผู้ให้มาโดยตลอด แต่สุดท้ายกลายเป็นผู้ถูกกระทำโดยที่ไม่ได้ยินยอม โดยเป็นการกลั่นแกล้งจากใครก็ไม่รู้ที่เราเอื้อมไม่ถึง

เราก็รู้สึกไม่ดีแหละ ทุกอย่างมันหยุดชะงัก มันนิ่ง มันเนือย มันดาวน์ไปหมด แต่พอเราได้เข้าไปหาพี่ตัน ได้เข้าไปพูดคุย เราก็เข้าใจแหละว่าพี่ตันก็พยายามไม่แสดงด้านอ่อนแอให้เราเห็น แต่มุมคนที่ใกล้ชิดกับพี่ตัน พี่ตันแม่งเป็นคนอ่อนแอ อยู่ข้างในมันอ่อนแอมาก มันจัดการตัวเองไม่ได้ ความคิดมันฟุ้งซ่านหมด แต่เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น จะทำตัวให้เข้มแข็ง 

ทุกคนรู้ พวกเราก็เลยทำตัวเองให้เข้มแข็งไปด้วย เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าข้างในเรารู้สึกยังไง แต่จริง ๆ ข้างในเรารู้สึกอ่อนแอมาก เราไม่อยากจะทำอะไรเลย เราอยากจะอยู่เฉย ๆ แต่จิตใต้สำนึก มันรู้สึกว่าต้องทำได้ดิวะ มันมีอะไรที่เราต้องทำได้ดิ งานที่พวกเราทำกัน มันสื่อสารอะไรได้บ้าง งานปั่นจักรยาน งานกิจกรรมชุมชน มันต้องสื่อสารอะไรได้บ้าง ก็เห็นโอกาสหลาย ๆ มุมมอง ว่าเราก็สามารถทำได้ ทำได้ในรูปแบบของเรา โดยใช้ฐานและพื้นที่ของตันในการดำเนินงาน มันเลยเป็นจุดที่ทำให้เราต้องคิดว่าเราจะทำอะไรต่อ โดยทำในสิ่งที่เป็นตัน

ถามว่าเราเหนื่อยไหม เราเหนื่อยกับสิ่งที่เราไม่สามารถต่อสู้ได้ หรือถ้าต่อสู้ได้ เราก็ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราต่อสู้อยู่คือใคร แล้วใครกันแน่ที่เป็นคนต่อยเราน็อกตลอดเวลา โดยที่เราไม่รู้ตัว เหมือนพี่ตัน พี่ตันโดนต่อยน็อกตลอดเวลา โดยการไม่รู้ว่ากูไปทำอะไรผิด แล้วกูต้องทำด้วยหรอข้อหานี่ มันเป็นข้อหาที่ร้ายแรงมากเลย แล้วกูต้องทำหรอ มันใช่หน้าที่ที่กูต้องทำหรือเปล่า กูทำให้ชีวิตมันดีขึ้นมันไม่ดีกว่าเหรอ 

การถูกตั้งข้อหาที่มันร้ายแรงขนาดนั้น เราไม่ได้เป็นผู้ทำ แต่เราเป็นผู้ถูกกระทำ เปรียบง่าย ๆ คือเขาจะชี้ให้คนนี้ผิด จะคดีอะไรก็เอาไป เราไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนชี้ 

.

.

ในสถานการณ์ที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ก็จะไม่นิรโทษกรรมความผิด ม.110 ซึ่งเป็นฐานความผิดในคดีของตัน คิดเห็นอย่างไร

เราคิดเสมอว่าคดีของพี่เรามันควรได้รับการยกฟ้องตั้งแต่ต้น เพราะทุกอย่างมันมีแนวโน้มมาดีหมดเลย มันเป็นความหวังของเราเลย เรายิ้มอยู่ในใจ เราต้องได้เจอพี่เราเร็ว ๆ นี้แน่นอน ๆ คดีของพี่เราต้องหลุดทุกอย่าง พี่เราต้องได้ออกมาทำงานในเร็ว ๆ นี้แน่ ๆ แต่สุดท้ายผลมันไม่ได้เป็นดั่งที่เราหวัง ทุกคนก็หมดศรัทธา ไม่รู้จะทำยังไง เรากำลังจะต่อสู้อยู่กับใคร มือที่เรามองไม่เห็นมันคือใครเราก็ไม่รู้ นี่แหละมันคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับพวกเรา

แต่ถ้าถามว่าพวกเราทำอะไรได้บ้าง เราก็ทำเท่าที่เราพอทำได้ หนึ่ง อยู่ในพื้นที่ให้มันมีความสุขให้ได้ มองพื้นที่ให้มันมีความสุข และงานที่เราทำมันมีความสุข เราก็ทำมันต่อไป เราก็ทำในรูปแบบที่เราเป็นเรา ก็ยังทำต่อไป เราก็มองสิ่งที่เราสร้างมากับตันมากกว่า

.

.

อยากจะฝากบอกอะไรถึงตัน

อยากจะบอกว่าพี่ไม่ต้องห่วง งานที่พี่ทำมันคงไม่ได้หยุดแค่นี้ ผมจะทำต่อไป และจะเดินหน้าต่อไป เพราะพี่ไม่ได้หายไปไหน แต่พี่อยู่กับผมตลอดเวลา 

.

.

X