630 กิโลเมตร ระยะห่างระหว่างอิสรภาพกับบ้าน: ชีวิต “สิงโต” พนักงานร้านอาหารจากดอนตาลกับคดี ม.112 ที่รอชี้ชะตาอีกครั้ง

มีบางอย่างในดวงตาของ “สิงโต” ที่บอกว่าเขาเคยอ่อนล้ามามากกว่าที่คนภายนอกจะจินตนาการได้ เขานั่งตรงข้ามในร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ยิ้มได้ตามธรรมชาติ พูดจาฉะฉาน แต่ในระหว่างเล่า มีอยู่หลายช่วงที่เขาหยุด กลืนอะไรบางอย่างลงไป แล้วเริ่มใหม่ ราวกับกำลังเลือกคำที่จะไม่ทำให้น้ำตาไหลออกมาก่อนเวลา

สิงโต เป็นชื่อสมมติของหนุ่มวัย 28 ปี มาจากดอนตาล อำเภอเล็ก ๆ ริมโขงในจังหวัดมุกดาหารที่คนนอกแทบไม่รู้จัก ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นคนธรรมดาสามัญ ชีวิตของเขากำลังจะถูกตัดสินอีกครั้งในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อศาลจังหวัดนนทบุรีนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเหตุที่เขาถูกกล่าวหาจากการคอมเมนต์ใต้โพสต์บนเฟซบุ๊ก เมื่อกว่า 4 ปีที่แล้ว หลังจากในศาลชั้นต้น เขาถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่สิงโตต้องนับวันรอคำตอบว่าชีวิตที่เขาพยายามสร้างขึ้นมาใหม่หลังถูกจับกุมดำเนินคดีนั้น จะได้ดำเนินต่อไป หรือจะต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งด้วยโทษจำคุกที่นับถอยหลังรออยู่

.

จากริมแม่น้ำโขง สู่วิชาจุลชีววิทยา

สิงโตเกิดที่จันทบุรีปี 2540 แต่ชีวิตส่วนใหญ่ผูกพันกับมุกดาหาร ดินแดนที่แม่น้ำโขงทำหน้าที่เป็นทั้งเส้นแบ่งพรมแดนและกระจกส่องโลก มองข้ามน้ำไปเห็นดินแดนอีกฝั่งได้ชัดเจน แต่ข้ามไปถึงนั้น ชีวิตต้องการมากกว่าแรงปรารถนา 

พ่อของเขาทำงานในโรงงานเหล็กทางภาคตะวันออก ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ยากจนจนสิ้นหวัง พวกเขาอยู่ในบ้านบนที่ดินแปลงเล็ก ๆ ที่ไม่มีห้องนอนส่วนตัว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนิสัยที่ฝังรากลึกในตัวสิงโต ถ้าอยากได้อะไร ต้องหามาเอง

“ถ้ามีเงิน 100 บาท ก็จะให้ที่บ้าน 90 บาท” เขาเปรียบเปรย ยิ้มแบบที่ไม่ใช่การอวดอ้าง แต่เป็นความเคยชิน “ยอมให้ตัวเองอด เพื่อให้ที่บ้านสบายที่สุด”

สมัยอยู่ที่ดอนตาล บ้านเขายังไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ ต้องเดินเท้าไปกลับตลาดวันละ 4 กิโลเมตร กว่ารถมอเตอร์ไซค์คันแรกจะมา ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาทั้งสิ้น และวันนี้บ้านที่เคยเป็นเพียงแปลงเล็ก ๆ ผ่านการรีโนเวทมาหลายรอบจนคนชมว่าสวยเหมือนบ้านตุ๊กตา มีแผงโซลาร์เซลล์ติดอยู่บนหลังคา

“เราผ่านมาได้ยังไงไม่รู้” เขาบอก และเสียงของเขาฟังดูไม่ใช่คำถาม แต่เป็นความแปลกใจที่มีต่อตัวเอง

สิงโตจบมัธยมต้นที่ดอนตาล จบมัธยมปลายที่กรุงเทพฯ ก่อนช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับไปดอนตาลอีกครั้ง ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์แนะแนวให้เลือกเรียนด้าน “จุลชีววิทยา” ที่ราชภัฏอุบลฯ แทนครุศาสตร์สังคมศึกษาที่เขาคิดไว้ ข้อเสนอฟังดูสมเหตุสมผล จบจะไปทำงานห้องแลป โรงงาน หรือสอนหนังสือก็ได้ 

ปีแรกในมหาวิทยาลัย เขาได้รับตำแหน่ง “เฟรชชี่บอย” ของคณะ นอกจากนั้นระหว่างเรียนและทำกิจกรรมเขายังทำงานพิเศษที่ร้านอาหาร ทั้งวันธรรมดาและเสาร์อาทิตย์ ไม่ใช่เพราะความสนุก แต่เพราะเขารู้ว่าอิสรภาพและโอกาสในชีวิตซื้อได้ด้วยเงินที่หามาด้วยมือตัวเอง 

ก่อนจบปริญญาตรีในเวลา 4 ปีตามปกติ ท่ามกลางช่วงโควิดแพร่ระบาด พร้อมสารนิพนธ์เกี่ยวกับ Phytophthora palmivora เชื้อราในดินที่คร่าชีวิตต้นทุเรียน เขากับเพื่อนค้นคว้าวิจัยหาทางป้องกันก่อนที่ต้นทุเรียนในละแวกอุบลราชธานีและศรีสะเกษจะต้องถูกโค่น ก่อนข้อเสนอนั้นจะไปสู่อาจารย์ในสาขาที่จะนำไปต่อยอดเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพต่อไป  

.

บ้านเสื้อแดง โซเชียลมีเดีย คอมเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิต

หลังเรียนจบ สิงโตได้งานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หนึ่งในหน้าที่คือกระบวนการ Freeze Dry หรือการทำให้สารอาหารแห้งด้วยการแช่เยือกแข็ง โดยมีโจทย์ของบริษัทอาหารสัตว์ที่ต้องการแปลงนมข้าวโพดให้กลายเป็นผง ต้องถูกต้องทั้งสัดส่วนและปริมาณ ผิดพลาดทีหนึ่ง ทำใหม่ทีหนึ่ง วนซ้ำอยู่หลายรอบ กว่าจะได้ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นคือสามเดือน

หนึ่งปีผ่านไป เขาตัดสินใจไม่ต่อสัญญา “งานคำนวณ งานเพาะเลี้ยงเชื้อ มันไม่ใช่สิ่งที่เรารักที่สุด” เขาพูดตรง ๆ โดยไม่รู้สึกผิดกับคำพูดนั้น “เราเป็นคนชอบเจอผู้คน งานบริการคือสิ่งที่เข้ากันได้กับเรามากกว่า” เขาตัดสินใจย้ายมาขอนแก่นโดยไม่รู้จักใครสักคน เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการขายเสื้อผ้าออนไลน์ 

ในช่วงเวลานั้น บนโทรศัพท์มือถือที่เขาใช้ทำธุรกิจ กระแสโซเชียลมีเดียก็ไหลผ่านหน้าจอทุกวัน ติ๊กต๊อก เฟซบุ๊ก ข่าวการเมือง ความเห็น บรรยากาศที่สังคมออนไลน์ร้อนแรง สิงโตไม่ได้เป็นนักเคลื่อนไหว ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมสักครั้ง แม้แต่ในตอนที่อุบลราชธานีเคยมีการชุมนุมหลายต่อหลายครั้ง เขาก็ไม่เคยไป แต่ความรู้สึกนั้นมี มันซึมมาจากบ้านที่เขาเติบโตขึ้นมา

บ้านของสิงโตที่มุกดาหารคือบ้านของคนเสื้อแดงโดยสมบูรณ์ ทุกครั้งที่มีการปราศรัยของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนคนเสื้อแดง ทั้งบ้านจะออกไปร่วม เหมือนกับครอบครัวอีกนับไม่ถ้วนในภาคอีสานที่ถูกหล่อหลอมในยุคนั้น โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน Voice TV ถูกเปิดทุกวัน มีคอลเลกชันเสื้อแดงในบ้าน 

มีความทรงจำหนึ่งที่สิงโตไม่มีวันลืม น้องชายเขาเคยขึ้นเวทีปราศรัย แล้วมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินจากต่างประเทศ และน้องชายได้คุยกับทักษิณผ่านจอขนาดใหญ่ตรงหน้า ในฐานะตัวแทนของผู้คนในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนั้น

“แต่พอโตขึ้น ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่กว้างขึ้น ก็สนใจพรรคที่ใหม่กว่า ในแนวคิดและภาพลักษณ์”

เขาไม่ได้สนใจการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาย้ำแบบนั้น ไม่ใช่นักอุดมการณ์ ไม่ใช่นักกิจกรรม เพียงแค่คนหนึ่งที่ติดตามกระแส รู้สึกอะไรบางอย่าง แล้ววันหนึ่งก็พิมพ์ความรู้สึกนั้นลงในช่องคอมเมนต์ใต้โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง 

แล้วข้อความคอมเมนต์นั้นถูกบันทึกไว้ มีฝ่ายอนุรักษ์นิยมนำไปแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี ห่างจากดอนตาล 630 กิโลเมตร จนกระทั่งวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ทุกอย่างเปลี่ยนไปในช่วงเย็นวันนั้น

.

630 กิโลเมตร ระยะทางของความเหนื่อยล้า น้ำตา และความเสียใจ

มันเป็นวันในฤดูหนาว สิงโตเพิ่งกลับจากตลาด มือยังถือถุงกับข้าวที่จะมาทำอาหารกินกันในบ้าน เขาสังเกตเห็นความผิดปกติก่อนที่จะเดินเข้าไปถึงประตู ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่าสิบนายล้อมรอบบ้านอยู่ พวกเขาถามชื่อนามสกุล ก่อนแจ้งว่าเขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 เขาถูกใส่กุญแจมือ คุมตัวไปที่ สภ.ดอนตาล คืนนั้นเขาต้องนอนที่สถานีตำรวจ มีผ้าห่มเพียงผืนเดียว ในอากาศหนาว เช้าวันรุ่งขึ้น ย่าของเขามาหา พร้อมอาหาร “พอเจอย่า น้ำตาก็ไหลออกมาเลย” เขาเล่า เสียงเงียบลง “รู้สึกผิดที่ทำให้ย่าเสียใจ”

จากนั้นตำรวจจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ เดินทางมารับตัวเขาในวันรุ่งขึ้น ก่อนนำตัวข้ามระยะทางกว่า 630 กิโลเมตร ไปที่นนทบุรี เพราะผู้กล่าวหาได้ไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนั้น นี่คือช่องโหว่ของการใช้กฎหมาย ที่ไม่ต้องให้ผู้เสียหายเป็นคนแจ้งความด้วยตนเอง ใครก็ตามที่พบเห็นโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ล้วนนำเรื่องไปแจ้งความกับสถานีตำรวจที่ใดก็ได้ในประเทศไทย แม้จะห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาหลายร้อยกิโลเมตร

ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ไม่ต่ำกว่า 291 คน และส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ใช่แกนนำทางการเมือง ไม่ใช่นักกิจกรรม แต่เป็นพนักงานร้านอาหาร นักศึกษา คนขายเสื้อผ้าออนไลน์แบบเดียวกับสิงโต

สิงโตถูกนำตัวขอฝากขังที่ศาลจังหวัดนนทบุรี หลังจากนั้นได้รับประกันตัวในเย็นวันนั้น “ออกมาน้ำตาไหลเลย” เขาว่า “ทั้งดีใจและตกใจ เหมือนฝันไป ทั้งที่เราเป็นคนไม่ร้องไห้ง่าย ๆ”

.

หากอิสรภาพมีจริง ‘ย่า’ คือโลกทั้งใบที่รอวันจะกลับไปพบ

นับแต่วันถูกจับกุม สิงโตเดินทางกลับขอนแก่นทันทีหลังได้รับอิสรภาพ และชีวิตก็เดินต่อ แต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ตอนอยู่ในห้องขังคืนแรก เขาคิดว่านี่คือจุดสิ้นสุดของทุกอย่าง เลยปิดการขายเสื้อผ้าออนไลน์ ออกจากทุกที่ทุกอย่าง ราวกับชีวิตที่สร้างมาถูกพับเก็บในคืนเดียว

แต่เมื่อได้อิสรภาพกลับมา เขาก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง งานแรกหลังคดีเริ่มต้นคือพนักงานขายร้านเครื่องสำอาง ทำได้แปดเดือน ก็ต้องลาออก เพราะการเดินทางไปศาลที่นนทบุรีถี่มากขึ้น และงานขายที่ต้องเจอลูกค้าทุกวันไม่อาจลางานยาว ๆ ได้โดยไม่กระทบต่อกัน ต่อมาเขาลองเป็นพนักงานโรงแรมอีกหกเดือน แต่ตารางงานก็ยังเข้ากันยากกับวันเวลานัดคดีที่มาไม่สม่ำเสมอ

จนกระทั่งมาลงตัวที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่นี่เพื่อนร่วมงานรู้เงื่อนไขของเขา ช่วยสลับตารางให้เมื่อต้องไปศาล นั่นคือสิ่งที่เขาบอกว่าโชคดีที่สุดในช่วงเวลานี้

“ที่หนักที่สุดคือเรื่องเงินกับงาน” เขาบอก “สองปีแรกหมุนเงินแทบไม่ทัน เดินทางไปกลับแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าสิบสองชั่วโมง เบ็ดเสร็จเจ็ดถึงแปดพันบาทต่อนัด”

ทุกครั้งที่นั่งรถออกจากขอนแก่น มุ่งหน้าไปนนทบุรี เขาบอกว่าความคิดมันแล่นไปสองทางในหัวพร้อมกัน ถ้ารอดกลับมาได้ก็ดี แต่ถ้าไม่รอด ก็ให้มันจบ ๆ ไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินอีก ถ้าโชคดีกว่านั้นคือการรอลงอาญา อย่างน้อยก็จะโล่งใจไม่ต้องมาร่อนเร่อีก

มีเพียง 6 คนในชีวิตที่รู้เรื่องนี้ ครอบครัวและเพื่อนสนิทที่เลือกแล้ว ส่วนคนอื่น เขาไม่รู้ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร จึงไม่เคยแจ้งปัญหาของตนเอง ญาติฝั่งหนึ่งรอให้เขาไปทำงานกิจการทัวร์ต่างประเทศด้วย แต่เขายังไปไม่ได้ อยากเคลียร์เรื่องนี้ให้จบก่อน

“คิดว่าผู้กล่าวหาเขากลั่นแกล้ง ให้เราเดินทางไกล ๆ” เขาพูดแล้วก็ชะงัก “แต่ตอนนี้รู้สึกผิดที่ไปคอมเมนต์แบบนั้นด้วย พอโตขึ้น ความคิดมันกลั่นกรองได้ ”

สิงโตไม่ได้แยกความรู้สึกสองอย่างนั้นออกจากกัน โกรธที่ถูกกลั่นแกล้ง และยอมรับว่าตัวเองก็ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ทั้งสองอยู่ในหัวพร้อมกัน ไม่ขัดแย้งกัน และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเดินต่อมาได้โดยไม่หักหาญตัวเองจนเกินไป

หลัง 4 ปีที่ผ่านไป เขาเลื่อนผ่านข่าวการเมืองบนฟีดโดยไม่หยุด บางทีอ่าน บางทีไม่ ไม่เคยกดแชร์ ไม่เคยคอมเมนต์อีก ไม่ใช่เพราะไม่มีความคิดเห็น แต่เพราะเขารู้แล้วว่าราคาของคำคอมเมนต์หนึ่งบรรทัดอาจสูงกว่าที่ใครจะจินตนาการ

วันที่ 3 กันยายน 2567 สิงโตเดินทางจากมุกดาหารไปศาลจังหวัดนนทบุรีในนัดสืบพยาน และในวันนั้นเขาตัดสินใจเปลี่ยนคำให้การจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพ

“มันยากมากแต่ด้วยความเหนื่อยและอยากให้จบ ทุกอย่างมาหาเราหมดเลย เราอยากปล่อยแล้ว พอเหอะ” เขาเล่าไว้อีกตอน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ศาลอ่านคำพิพากษา จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยเห็นว่าแม้จำเลยอายุยังน้อย ไม่เคยมีประวัติมาก่อน และมีอาการป่วย ศาลระบุว่าการกระทำนั้นร้ายแรง ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ แต่ในวันนั้น สิงโตยังได้รับอิสรภาพอีกครั้ง โดยได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี 

ถึงวันนี้เกือบ 1 ปี เศษผ่านไป กลายเป็นวันคืนที่เขานับวัน รอคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยิ่งใกล้ถึงวันนัด เขาบอกว่าตัวเองคิดสองทาง ถ้าไม่ต้องจำคุก ก็กลับบ้าน แต่ถ้าไม่พ้น ก็ให้มันจบ ๆ ไป ไม่ต้องเสียเวลาและเงินอีกต่อไป

หากสิ่งที่หนักที่สุดสำหรับเขาไม่ใช่ตัวโทษ คือคนที่รออยู่ข้างหลัง “ย่าคือโลกทั้งใบ” เขาพูด แล้วก็หยุด “กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรขึ้นมาตอนที่เราอยู่ข้างใน ไม่อยากสูญเสีย”

ย่าเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก และตอนนี้บทบาทสลับกัน สิงโตกลายเป็นเสาหลักของย่า เขาเล่าว่าย่าเคยบอกว่าถ้าสิงโตต้องเข้าไป ย่าจะไม่ยอมป่วย จะไม่ยอมตาย จะแข็งแรงและสู้ เพื่อรอวันที่จะได้เจอหน้ากันอีกครั้ง
ก่อนลุกจากที่นั่ง สิงโตเล่าความฝันเล็ก ๆ ที่ยังมีอยู่ อยากมีคาเฟ่เป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ร้านขายของชำเล็ก ๆ ทำงานบริการที่บอกว่าเหมาะกับตัวเองที่สุดในโลก ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องทำให้ใครเดือดร้อน “อยากให้มันจบแค่ตรงนี้” เขาทิ้งท้าย

X