เวลา 50 ปีนานแค่ไหน?
คำตอบของคำถามนี้ย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
บ้างว่านานพอ…ที่จะเห็นเผด็จการร่วงโรยและประชาธิปไตยเบ่งบานออกดอกออกผล
บ้างว่านานพอ…ที่จะเห็นประชาธิปไตยโรยราอีกหนและเผด็จการกลับมาผงาดอีกครั้ง
ในวัย 77 ปี “ป้านิด” จิราภรณ์ บุษปะเกศ ผู้พบผ่านการผลัดฤดูของประชาธิปไตยมากว่า 5 ทศวรรษ ยังคงตื่นตัวทางการเมือง และเดินทางออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ด้วยความหวังเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ว่าเสียงของเธอจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนำไปสู่การรื้อและแก้ไขโครงสร้างที่มีปัญหาของประเทศนี้เสียใหม่
แม้ในจังหวัดนนทบุรีที่เธออาศัยอยู่ พรรคที่เธอทั้งลงแรงช่วยหาเสียงและไปลงคะแนนให้จะชนะอย่างท่วมท้นในทุกเขต แต่ชัยชนะทั่วประเทศของพรรคการเมืองอีกฝั่งฝ่ายที่ผงาดขึ้นมา ก็ทำให้เธอรู้สึกตกใจและกังวลไม่ใช่น้อย
หลังการเลือกตั้งผ่านมาสัปดาห์กว่า ๆ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงความผิดพลาดในหลาย ๆ จุดซึ่งส่อแววว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น ป้านิดมองว่าในคราวนี้ประชาชนไม่ควรยอม และควรสู้ให้ถึงที่สุด เธอยังไม่แน่ใจว่าการเรียกร้องจะไปไกลถึงการจัดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ แต่อย่างน้อย ข้อเสนอให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตที่มีข้อผิดพลาดเด่นชัด ก็เป็นข้อเสนอขั้นต่ำที่เธอคิดว่าประชาชนควรต้องผลักดันให้สำเร็จและไม่ควรลดระดับเพดาน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง และความทดท้อของประชาชนผู้แสวงหาการเปลี่ยนแปลง แววตาของป้านิด ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวในมรสุมทางการเมืองมา 50 กว่าปี ยังคงตั้งมั่น น้ำเสียงของเธอนอกจากจะไม่สั่นคลอนแล้ว ยังคงหนักแน่น ขึงขังขึ้นอีก แม้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เธอจะต้องเข้าฟังคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี จากการถูกกล่าวหากรณีขึ้นปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ในการชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อปี 2566
“ถ้าเราไม่รับรู้อะไรเลย ไม่ต่อสู้อะไรเลย ก็เท่ากับเราปิดประตูตาย เป็นแค่คนไม่เอาไหน อยู่ไปวัน ๆ ไม่รับรู้สถานการณ์ของบ้านเมืองเลย”
.
จากรัฐบาลถนอม ถึงประยุทธ์ – เส้นทางการต่อสู้ของป้านิดที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้คณะรัฐประหาร
ป้านิดพื้นเพเป็นคนจังหวัดนนทบุรี เธอเคยทำงานเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่ที่องค์กรแห่งหนึ่ง ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อรัฐบาลเผด็จการของพลเอกถนอม กิตติขจร ทำการจับกุมนักศึกษา 13 คนที่รณรงค์เรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นำไปสู่ปรากฏการณ์ประชาชนและนักศึกษานับแสนคนชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้ง 13 คน และนำไปสู่ความเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ป้านิด ในวัย 20 ปีกว่า ๆ เป็นหนึ่งในประชาชนที่ออกมาร่วมขบวนประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น แม้จะเป็นครั้งแรกที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ และต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลทหารซึ่งกล้าที่จะใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างไม่เขอะเขิน แต่เธอก็ไม่มีความรู้สึกกลัวแม้แต่น้อย เพราะในการต่อสู้ครั้งนี้ เธอรู้ดีว่าไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง แต่ยังมีประชาชนและนักศึกษาจำนวนมาก เดินจับมือและต่อสู้ไปด้วยกัน
หลังเกษียณอายุในงานที่เธอทำกว่า 34 ปี ป้านิดหันมาประกอบอาชีพขายโจ๊กในช่วงเช้าอยู่หน้าโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี ก่อนในช่วงหลัง ๆ จะมีปัญหาสุขภาพ ทั้งเป็นโรคหัวใจตีบ, มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ, ข้อเข่าเสื่อม และอาการไตเสื่อม ทำให้ต้องลดการทำงานหนักลง โดยมีลูกชายและน้องสาวคอยดูแล
ในทางการเมือง ป้านิดยังคงเข้าร่วมการชุมนุมและออกมาร่วมแสดงออกอย่างแข็งขันเรื่อยมา โดยเฉพาะเข้าร่วมการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงการเคลื่อนไหวเข้มข้น เธอยังคอยติดตามกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ไปร่วมเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงดังกล่าวด้วย
จนกระทั่งในช่วงปี 2557 หลังการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เธอบอกว่าเคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกตัวไปพบ จากเหตุที่เคยร่วมแสดงออกทางการเมืองต่างกรรมต่างวาระในอดีต การถูกเจ้าหน้าที่เรียกไปพบในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เธอเกิดความกลัวที่จะแสดงออกทางการเมือง ในทางกลับกัน เธอกลับยิ่งรู้สึกคับข้องใจมากขึ้นไปอีกถึงการใช้อำนาจรัฐอันไม่ปกติที่มุ่งรังแกและกดปราบประชาชน
หลังจากนั้นป้านิดยังเข้าร่วมกิจกรรมในช่วงการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ปี 2563 เป็นต้นมา ตามโอกาสและสุขภาพอำนวย
จนเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2566 ในการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า “THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งจัดขึ้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปีนั้น และนักศึกษาประชาชนร่วมกันแสดงจุดยืนต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีให้เป็นไปตามเจตจำนงจากเสียงของประชาชน ป้านิดก็ได้เดินทางไปร่วมชุมนุมด้วย และมีโอกาสขึ้นไปแสดงความเห็นต่อหน้าฝูงชนที่มาเข้าร่วมฟังปราศรัย น่าจะเป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตที่เธอเคยจับไมค์ปราศรัย เธอชี้ให้ทุกคนทบทวนถึงการรัฐประหารทั้ง 13 ครั้งที่มีส่วนในการก่อร่างสร้างโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของสังคมที่เราอยู่
เดือนถัดมา ป้านิดถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 โดยมีอานนท์ กลิ่นแก้ว จากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.คลองหลวง เกือบสองปีถัดมาเธอถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาล
“ตอนนั้นป้ายังไม่รู้ว่าจะโดน 112 ตอนนั้นป้าพูดไปก็ถือว่าตัวเองพูดความจริง ไม่ได้ให้ร้ายใคร มันเป็นประวัติศาสตร์”
ป้านิดนับเป็นผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้ในยุคหลังปี 2563 ที่อายุมากที่สุด
.
ยืนท้าทายต่อสู้กับความอยุติธรรม แม้ต้องกลายเป็นคนส่วนน้อย
หนึ่งในข้อครหาที่ป้านิดโดนอยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐและจากบุคคลทั่วไป คือการโดนกล่าวหาว่าเธอชอบ “ยุยงปลุกปั่น” ทั้งต่อนักศึกษาที่ออกมาชุมนุม และพนักงานร่วมองค์กรของเธอ จากการที่เธอมักออกมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
เธอเคยต้องถูกองค์กรที่เธอทำงานฟ้องสมัยทำงานที่รัฐวิสาหกิจ โดยถูกกล่าวหาว่าเธอปลุกระดมและปลุกปั่นคนในองค์กร เหตุจากการที่เธอมองเห็นถึงความไม่เป็นธรรมระหว่างค่าวิชาชีพของวิศวกรและช่างไฟฟ้าที่ต่างกันมากจนเกินไป ทั้ง ๆ ที่โดยวุฒิการศึกษาและทักษะ รวมไปถึงชั่วโมงการทำงานไม่ได้แตกต่างกันมากขนาดนั้น
เธอชี้ให้เพื่อนร่วมงานเห็นถึงโครงสร้างองค์กรที่ให้คุณค่ากับวิศวกรสูงส่งเกินไป ทั้งผ่านการยกย่องและจำนวนเงินเดือนและโบนัส ทั้งหมดนี้ นำไปสู่การแบ่งชนชั้นวรรณะระหว่างวิศวกรและนายช่าง
“เขาหาว่าป้าเอียงซ้าย ปลุกระดมอะไรก็ไม่รู้ ก็บีบเรา ก็ฟ้องมา ป้าก็ไม่สนใจมันหรอก หาว่าป้าสร้างความแตกแยก”
ป้านิดมองว่าความคิดของคนไม่ใช่สิ่งจะเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ การที่ใครสักคนเกิดความตื่นตัวขึ้นมานั้น เธอมองว่าเป็นความคิดของพวกเขาเองที่ตระหนักถึงสิทธิของตนและความไม่เป็นธรรมในระบบ เธอเป็นเพียงผู้สะกิดให้ขบคิดถึงปัญหาต่าง ๆ เท่านั้น
การต่อสู้ระหว่างเธอกับองค์กรดำเนินมาอย่างยาวนาน ทั้งถูกคณะกรรมการภายในตรวจสอบต่าง ๆ และถูกฟ้องทางกฎหมายเป็นคดีความ แต่ในที่สุด คดีต่าง ๆ ที่องค์กรมอบให้เธอมาก็ถูกยกฟ้องไปจนหมด ราคาของการยืนเด่นโดยท้าทายของป้านิดทำให้เธอไม่ได้รับการขยับขึ้นตำแหน่ง ห่างไกลจากความก้าวหน้าทางอาชีพ แต่เธอก็ไม่เคยเสียใจที่ยืนหยัดเคียงข้างคนตัวเล็กต่อสู้กับความอยุติธรรม
.
การผงาดขึ้นมาของของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและจุดยืนของพรรคประชาชน
หลังผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ป้านิดมองว่าว่ากระแสชาตินิยมท่ามกลางสงครามระหว่างไทยและกัมพูชานั้น มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง
นอกจากกระแสชาตินิยมที่ให้ความสำคัญกับกองทัพและความมั่นคงแล้ว เธอยังมองว่าความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ก็เป็นสิ่งที่ถูกปลุกเร้าในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเช่นกัน และมาตรา 112 เองก็ถูกนำมาประเด็นทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา
เธอคิดว่าภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย สถานการณ์ของนักโทษการเมืองคงจะไม่ดีขึ้นเท่าไรนัก ยิ่งท่าทีของ อนุทิน ชาญวีรกูล ตลอดช่วงที่ผ่านมาที่อ่อนไหวต่อมาตรา 112 และหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ดี ท่าทีเช่นนี้กลับทำให้ยิ่งเธอเชื่อมั่นขึ้นไปอีกว่ามาตรา 112 ไม่ใช่ความผิดอาญาทั่ว ๆ ไป แต่เป็นข้อหาที่ถูกทำให้มีความหมายทางการเมืองอย่างแท้จริง
“112 มันเกี่ยวข้องกับการเมืองนะ เราก็ต้องยกขึ้นมาเป็นเหตุผลนะ เราก็ต้องไม่ยอมเหมือนกันสิ ถ้าเรายอม ก็ถือว่าเราผิดนะสิ ในเมื่อนิรโทษกรรมให้ความผิดอย่างอื่นได้ แต่ทำไมต้องมีข้อแม้ว่า 112 ไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นคดีการเมืองเหมือนกัน”
หลังจากนี้เธอเชื่อว่าการปราบปรามประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวอาจยังคงดำเนินต่อไป เธอแสดงความกังวลต่ออนาคตของพรรคประชาชน ถึงกรณี 44 สส. ที่ลงชื่อเสนอแก้ไมาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด ไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569
เธอมองว่าหาก 44 สส. ดังกล่าวถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรืออาจไปไกลถึงการยุบพรรคการเมืองซ้ำอีก บทบาทของพรรคประชาชนในฐานะความหวังของคนในสังคมจะยิ่งอ่อนแอลง และอาจไม่สามารถลุกกลับมาได้อีก
ป้านิดในฐานะผู้สนับสนุนพรรคสีส้มอย่างภาคภูมิใจ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน ที่ไม่ใช่เป็นเพียงโหวตเตอร์เท่านั้น แต่บางครั้งเธอยังอาสาลงไปช่วยหาเสียง รณรงค์ให้คนหันมาเลือกพรรคฯ และยังไปเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่พรรคจัดขึ้นบ่อยครั้ง ยอมรับว่าผิดหวังในบทบาทของพรรคในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยกมือลงคะแนนให้อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ จนไปถึงท่าทีต่าง ๆ ที่เธอมองว่าพรรคค่อนข้างอ่อนข้อและยอมจำนนต่ออำนาจรัฐมากเกินไป
เธอยังคงสนับสนุนพรรคประชาชนต่อไป แต่เธอหวังว่าในอนาคต พรรคจะปรับท่าทีการต่อสู้ใหม่ ให้ยังคงต่อสู้ และอย่ายอมศิโรราบเมื่อถูกกระทำและถูกทำลายจากอำนาจรัฐอันไม่เป็นธรรม
“ถ้ายอมรับสิ่งที่เขาทำนะ ก็จะถูกทำลายตลอด มันก็หาเรื่องทำลายตลอด คุณต้องไม่ยอมรับ… ถ้าอ่อนแบบนี้ก็จะเป็นเบี้ยล่างเขาไปวันยันค่ำ…”
.
ประชาชนยังต้องรวมตัว นักศึกษาและเด็กรุ่นใหม่ต้องตื่นตัวมากกว่านี้
ในฐานะคนที่อยู่ร่วมในฉากสำคัญทางการเมืองมาหลายครั้ง ป้านิดมองว่าเมื่อเทียบการการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 แล้ว สถานการณ์ในปัจจุบัน ณ ปี 2569 ยังคงขาดแกนนำที่จะลุกขึ้นมาและรวมประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากแกนนำที่มีอุดมการณ์และมีบทบาทในช่วงนั้นก็ถูกรัฐทุบทำลายไปจำนวนหนึ่งแล้ว แต่เธอก็ยังหวังว่าครั้งนี้ประชาชนจะไม่ยอม จะต้องจุดไฟการเคลื่อนไหวใหม่ ๆ
แม้จะมีเด็กรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวและออกมาแสดงออกทางการเมืองบ้าง แต่เธอมองว่ายังไม่มากพอ เด็กที่มีความคิดก้าวหน้าควรต้องออกมาแสดงความเห็นมากกว่านี้
“เด็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีความคิดก้าวหน้าควรจะต้องออกมาแสดงออกว่าเราไม่เห็นด้วยนะ ในระบอบประชาธิปไตยยังมีการเอา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือ ติดคุกกันเป็นสิบปียี่สิบปี ยิ่งกว่าการฆาตกรรมอีกนะ แล้วเมื่อไรจะได้ออก เราจะปล่อยให้เพื่อนเราอยู่ในคุกอย่างงี้เหรอ”
ป้านิดยอมรับว่าบางครั้งก็รู้สึกคับแค้นใจที่ความตื่นตัวของคนในสังคมลดต่ำลง แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เพราะความกลัวด้วย แต่เธอก็ยังหวังว่าจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่มีความกล้าหาญออกมามากกว่านี้ เธออยากให้เด็กรุ่นใหม่จินตนาการถึงสังคมที่พวกเขาจะต้องอยู่หลังจากออกจากรั้วมหาวิทยาลัย และจินตนาการถึงปัญหาต่าง ๆ ที่พวกเขาจะต้องพบเจอและถามตัวเองว่าจะยอมได้เหรอหากต้องทนอยู่กับปัญหาเหล่านั้นไปตลอดชีวิตที่เหลือ
“เราต้องไม่ยอมรับการนับคะแนนในครั้งนี้ พวกเขาพยายามเอากฎหมายที่เขาตั้งมาใช้เป็นเครื่องมือ เราสามารถสู้ได้ ไม่ใช่ให้เขามากดเรา ถึงเวลาแล้ว นักศึกษา ตื่นขึ้นมาเถอะ ต้องนับใหม่อย่างเดียว เราไม่เชื่อถือ กกต. ชุดนี้แล้ว” ป้านิดสรุปเรื่องปัญหาของเลือกตั้งที่ผ่านไป
