ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้ ชวนทบทวนคดีจากการแสดงความคิดเห็นต่อการเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวหานักกิจกรรมทางการเมืองไว้ตั้งแต่ปี 2562 แต่ 7 ปี ผ่านไป คดีก็ยังไม่สิ้นสุดลง ได้แก่ คดีของ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณีกล่าวปราศรัยในกิจกรรมล่าชื่อถอดถอน กกต. เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562
คดีนี้มี พินิจ จันทร์ฉาย ผู้รับมอบอำนาจจาก กกต. เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดี คดีเพิ่งมีการสืบพยานไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2568 โดยการสืบพยาน ไม่มีผู้รับมอบอำนาจหรือตัวแทนของ กกต. เข้าเบิกความเป็นพยาน มีแต่เพียงพยานความคิดเห็นและพนักงานสอบสวนเข้าเบิกความ ก่อนศาลอาญากำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 24 ก.พ. 2569 นี้ เวลา 09.00 น.
.
#เห็นหัวกูบ้าง: กิจกรรมล่าชื่อถอดถอน กกต.
ย้อนไปปี 2562 ประเทศไทยได้จัดเลือกตั้งครั้งใหญ่หลังอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารนานเกือบ 5 ปี โดยคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้เลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มี.ค. 2562 แค่เพียงก่อนเลือกตั้งใหญ่ก็เกิดปัญหามากมายตั้งแต่การเลือกตั้งนอกเขตในวันที่ 17 มี.ค. 2562 โดยทางไอลอว์ได้รวมเหตุการณ์ และสามารถสรุปปัญหาหลักได้ว่า มีการประกาศรายชื่อผู้สมัครล่าช้า ข้อมูลผิดพลาด รายชื่อผู้ใช้สิทธิบางจังหวัดสูญหาย และปัญหาที่รุนแรงที่สุด คือ การแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขตในหลายหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งแม้มีการทักท้วง แต่ผู้ลงคะแนนจำนวนมากได้ลงคะแนนในบัตรที่ผิดไปแล้วและอาจถูกนับเป็นบัตรเสีย
ปัญหานั้นลามมาถึงวันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ทั้งระบบรายงานผลไม่เป็นทางการล่าช้า สับสน เกิดปรากฏการณ์ “บัตรเขย่ง” บัตรเลือกตั้งไม่ตรงผู้ใช้สิทธิ ปัญหาการนับคะแนนขาดโปร่งใส เช่น การปิดกั้นผู้สังเกตการณ์ การนับบัตรเสียมีข้อกังขา และกรณีบัตรเลือกตั้งจากประเทศนิวซีแลนด์กว่า 1,500 ใบ กลายเป็นบัตรที่นำมานับคะแนนไม่ได้
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กกต. ได้มีการรณรงค์ล่ารายชื่อถอดถอน กกต. ในเว็บไซต์ change.org และตั้งจุดลงชื่อในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในช่วงดังกล่าวกว่า 8 แสนบัญชี ซึ่งรับได้ว่าเป็นการลงชื่อออนไลน์ของเว็บไซต์ที่มีผู้ลงชื่อมากที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน (ช่วงต่อมา ผู้ลงชื่อยังทะลุไปเกิน 1 ล้านบัญชีแล้ว) หากต่อมาทาง กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ อย่างน้อย 20 คน ใน 4 คดี รวมทั้งในคดีนี้ด้วย
เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562 กลุ่มนักกิจกรรมได้จัดกิจกรรมล่ารายชื่อถอดถอน กกต. ในชื่อ #เห็นหัวกูบ้าง ที่สกายวอล์คอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีการปราศรัยเรียกร้องให้มีการเปิดเผยผลการลงคะแนนทุกหน่วยการเลือกตั้งและรวบรวมรายชื่อประชาชนตั้งเรื่องยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการทำงานของ กกต.
.
จากกิจกรรมในวันดังกล่าว ต่อมาทาง กกต. ได้มอบอำนาจให้พินิจ จันทร์ฉายไปกล่าวหาดำเนินคดีต่อนักกิจกรรม 3 ราย ได้แก่ “แม่น้องเกด” พะเยาว์ อัคฮาด, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ โดยทั้งสามได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.พญาไท เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2562
ต่อมาตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้องในวันที่ 16 ส.ค. 2562 และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 โดยมีการเลื่อนฟังคำสั่งเรื่อยมา จนถึงช่วงต้นปี 2563 ก็ไม่ได้นัดหมายให้ไปรายงานตัวและฟังคำสั่งอีก
หลังคดีผ่านไปกว่า 5 ปี ในช่วงต้นปี 2567 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ได้ติดต่อนัดหมายเฉพาะสิรวิชญ์ให้ไปฟังคำสั่งอัยการอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น อัยการยังเลื่อนฟังคำสั่งอีก 4 ครั้ง โดยทุกครั้งได้ระบุเหตุผลว่า พนักงานสอบสวนยังไม่ส่งพยานหลักฐานในคดีนี้ให้แล้วเสร็จ จึงขอให้ผู้ต้องหามาฟังคำสั่งใหม่อีกครั้ง
ในที่สุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2567 อัยการได้ยื่นฟ้องสิรวิชญ์ต่อศาลอาญา โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์โดยสรุปว่า
สิรวิชญ์ปราศรัยอ่านแถลงการณ์มีใจความว่า กกต. ใช้งบประมาณสูงแต่ขาดความโปร่งใสและบกพร่องร้ายแรง เช่น เอื้อประโยชน์ คสช. และพรรคพวก, ปฏิบัติหน้าที่ด้อยประสิทธิภาพ โดยอัยการเห็นว่า เป็นการกล่าวหา กกต. ว่าไม่เป็นกลาง ทุจริต จัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส และบกพร่องร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่เป็นการใส่ความ ดูหมิ่นเหยียดหยาม ทำให้ กกต. เสื่อมเสียชื่อเสียง
.
ไม่มีผู้รับมอบอำนาจ กกต. เข้าเบิกความในศาล – สิรวิชญ์ยืนยัน ไม่ได้ทำให้ กกต. เสื่อมเสียชื่อเสียง เพียงต้องการให้การเลือกตั้งตรวจสอบได้
สิรวิชญ์ยืนยันต่อสู้คดี โดยศาลได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 พ.ย. และสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 26 พ.ย. 2568 รวมทั้งสิ้น 2 นัด
ฝั่งโจทก์นำพยานเข้าสืบทั้งหมด 2 ปาก ประกอบด้วย จาตุภัทร ภาสบุตร พยานความเห็น และ พ.ต.ต.วิศรุช หยกนิธิภัทร พนักงานสอบสวน โดยไม่ได้มีตัวแทนของ กกต. มาเป็นพยานแต่อย่างใด การนำสืบของโจทก์ พยายามกล่าวหาว่า ถ้อยคำในแถลงการณ์ที่จำเลยปราศรัยเป็นการดูหมิ่น กกต. ทำให้หน่วยงานเสียชื่อเสียง
ด้านฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าตนเป็นผู้ปราศรัยจริง แต่ทำเพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งจากภาคประชาชนและสื่อมวลชน ให้มีการตั้งเรื่องถึง ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำงานของ กกต. ตนไม่ได้ปราศรัยเพื่อจะทำลายชื่อเสียงหรือทำให้ กกต. ได้รับความเสียหาย
ในการสืบพยานทั้งสองวัน ศาลยังได้มีคำสั่งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาคดี ระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป” โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการสั่งห้ามไว้
ก่อนศาลฟังคำพิพากษาในวันที่ 24 ก.พ. 2569 นี้ ชวนอ่านใจความสำคัญของคำเบิกความพยานโจทก์และพยานจำเลยในคดีนี้
.
บันทึกการสืบพยานฝ่ายโจทก์
พยานความเห็นมองว่า จำเลยปราศรัยใส่ความ ผู้อื่นได้ฟังเข้าใจได้ว่า กกต. มีส่วนร่วมในการโกงการเลือกตั้ง แม้ตนจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และยอมรับว่าตนอ่านเฉพาะข้อความถอดเทปที่ตำรวจให้อ่าน
จาตุภัทร ภาสบุตร ทนายความ อายุ 48 ปี ได้ขึ้นมาเบิกความในฐานะพยานความเห็น เกี่ยวกับคดีนี้ตนได้รับการติดต่อจากพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ช่วงกลางปี 2562 เพื่อมาให้ความเห็นทางกฎหมาย กรณีมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาประท้วงเกี่ยวกับ กกต. พนักงานสอบสวนให้ดูเรื่องแถลงการณ์ที่ได้มีการถอดข้อความมาจากคลิป ในแถลงการณ์ผู้ชุมนุมกล่าวถึง กกต. ลักษณะว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส โกงการเลือกตั้ง ไม่เปิดเผยคะแนน
อัยการโจทก์ถามว่าพนักงานสอบสวนได้ถอดข้อความออกมาเป็นเอกสารและให้พยานช่วยวิเคราะห์ว่ามีความผิดอะไรใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ แต่ไม่ได้ให้ดูคลิปเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุ ดูแค่เอกสารถอดเทป
อัยการโจทก์ถามอีกครั้งว่าตำรวจได้ให้ดูเอกสารใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ให้ดูเอกสารการถอดเทป แต่ไม่ได้ให้ดูคลิป อัยการโจทก์จึงถามต่อว่าได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่า เอกสารการถอดเทปมาจากคลิปใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
อัยการโจทก์ให้พยานดูคำให้การในชั้นสอบสวนของตนเอ พยานตอบว่าเคยให้การว่า จำเลยปราศรัยว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ตนเห็นว่าคนอื่นได้ฟังเข้าใจว่า กกต. มีส่วนร่วมในการโกงการเลือกตั้ง ทำให้รู้สึกไม่ดีต่อองค์กร อ่านแล้วรู้สึกว่าข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายป้ายสีทำให้ กกต. ได้รับความเสียหาย
อัยการโจทก์ถามว่า กกต. เสียหายอย่างไร พยานตอบว่า กกต. เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อฟังข้อความเหล่านั้นแล้วจะทำให้คนขาดความเชื่อมั่น เชื่อว่า กกต. ขาดความโปร่งใส
พยานยืนยันว่าได้ให้การไปตามบันทึกคำให้การของพยาน และตนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ได้ยินข้อความ ไม่รู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย
ทนายจำเลยถามค้านพยานว่า พนักงานสอบสวนที่ติดต่อให้มาเป็นพยานคือใคร พยานตอบว่าจำไม่ได้ ตอนนั้นมีคดีที่ สน.พญาไท เยอะอยู่แล้ว ทนายจำเลยถามต่อว่ารู้จักกันมาก่อนอยู่แล้วใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ รู้จักผ่านการทำงาน
ทนายจำเลยถามว่า การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2562 เป็นการเลือกตั้งหลังจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติใช่หรือไม่ พยานตอบว่าจำไม่ได้ ไม่ได้สนใจ ทนายจำเลยถามต่อว่า จำได้หรือไม่ว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการ Set Zero กฎหมาย พยานตอบว่าจำไม่ได้
ทนายจำเลยถามว่า กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรมโปร่งใสใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ ทนายจำเลยให้พยานดูเอกสาร แถลงการณ์เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเคารพต่อเสียงช่องประชาชน และถามว่าเนื้อหาเป็นการวิจารณ์การทำงานไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวใช่หรือไม่ พยานตอบว่าให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย พยานไม่ได้อ่านเอกสารดังกล่าวทั้งหมดอ่านเฉพาะส่วนที่พนักงานสอบสวนให้อ่าน
อัยการโจทก์ไม่ถามติง
.
พนักงานสอบสวนยืนยัน พินิจ จันทร์ฉาย ได้รับมอบอำนาจจาก กกต. ให้ดำเนินคดีกับนักกิจกรรม 3 ราย และได้ทำความเห็นสั่งฟ้องทั้งสาม
พ.ต.ต.วิศรุช หยกนิธิภัทร พนักงานสอบสวน เบิกความว่าเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2562 พินิจ จันทร์ฉาย ผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับพะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่น้องเกด”, พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” และสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เพราะได้ปราศรัยที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกล่าวหาว่า กกต. โกงการเลือกตั้ง
พินิจได้มอบวิดีโอเหตุการณ์, คำแถลงการณ์, คำถอดเทป, หนังสือประกาศรายชื่อคณะกรรมการเลือกตั้งและหนังสือจากประธานคณะกรรมการเลือกตั้งในขณะนั้นมอบอำนาจให้พินิจแจ้งความดำเนินคดี จากนั้นตนได้ทำบัญชีของกลางคดีอาญาขึ้นมา และส่งวิดีโอให้กองพิสูจน์หลักฐานกลางว่ามีการตัดต่อหรือไม่ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าไม่มีการตัดต่อและได้สอบคำให้การนายพินิจไว้
อัยการโจทก์ถามว่าได้สอบพยานความเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดด้วยหรือไม่ พยานตอบว่าได้สอบ จาตุภัทร ภาสบุตร จากนั้นได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา 3 คน แจ้งข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ได้แจ้งสิทธิ์และสอบคำให้การผู้ต้องหา จากนั้นพยานได้ชี้ตัวจำเลยที่ 1 ในห้องพิจารณา
พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตนได้ดูวิดีโอเหตุการณ์การปราศรัยในคดีแล้ว ทนายจำเลยถามว่ากิจกรรมในวันนั้นมีการชุมนุมและมีการปราศรัยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่เชิงเป็นการปราศรัย
ทนายจำเลยถามต่อว่าลักษณะเป็นการพูดโดยใช้ไมโครโฟนผ่านเครื่องขยายเสียง พูดข้อเรียกร้อง มีคนหลายคนผลัดกันพูดใช่หรือไม่ พยานตอบว่าในวิดีโอมีแค่ 3 คนที่พูด ทนายจำเลยถามว่าลักษณะเป็นต่างคนต่างพูดใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
ทนายจำเลยถามว่าตอนที่พริษฐ์กำลังพูดอยู่ไม่ได้ยืนใกล้กับจำเลยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าจำไม่ได้ เป็นไปตามคลิปวิดีโอ ทนายจำเลยถามว่าได้แจ้งข้อหากับบุคคล 3 คนและมีความเห็นสั่งฟ้องกี่คน พยานตอบว่าเห็นควรสั่งฟ้องทุกคน
.
.
บันทึกการสืบพยานฝ่ายจำเลย
สิรวิชญ์ยืนยัน กิจกรรมจัดเพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งที่เป็นธรรม โปร่งใสตรวจสอบได้ ตนไม่ได้ปราศรัยว่า กกต. โกงการเลือกตั้ง เพียงแต่อ่านแถลงการณ์มีใจความให้ กกต. ตรวจสอบผลการเลือกตั้ง
สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ขึ้นเบิกความว่า ตนจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมตามคำฟ้องซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 เหตุที่จัดกิจกรรมดังกล่าวเนื่องจากพบการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องบัตรเลือกตั้งจากประชาชนและสื่อมวลชน
ตนมีหน้าที่อ่านแถลงการณ์และจัดตั้งโต๊ะล่ารายชื่อเพื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับว่าเป็นผู้อ่านแถลงการณ์และเป็นผู้เดียวกันกับในคลิปวิดีโอ
ทนายจำเลยถามว่าเกี่ยวกับที่พูดในประเด็นมีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช. พยานตอบว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้พูดว่า กกต. โกง ตนมีแหล่งข้อมูลจากสำนักข่าวและจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งเผยแพร่ทั่วไปทางอินเทอร์เน็ตและตามสื่อออนไลน์เป็นข้อมูลอ้างอิง
ทนายจำเลยถามว่าในประเด็นเรื่องตัวเลขผลการเลือกตั้งหลังการนับคะแนนมีตัวเลขเพิ่ม-ลดลงจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ มีแหล่งข้อมูลตามสำนักข่าวที่เผยแพร่ในสาธารณะใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
ทนายจำเลยถามว่าประเด็นที่มีการพูดว่าเป็นการทำงานที่มักง่าย ด้อยประสิทธิภาพ มีแหล่งข้อมูลจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนยืนยันใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
พยานยืนยันว่าแถลงการณ์ที่พยานอ่านมีข้อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบคะแนนผลการเลือกตั้งทั้งหมดและให้มีการแสดงผลคะแนนดิบก่อนการคำนวณ แสดงจำนวนคะแนนรายเขต
ทนายจำเลยถามว่าพยานมีส่วนเกี่ยวข้องกับส่วนที่พริษฐ์ปราศรัยหรือไม่ พยานตอบว่า ขณะที่พริษฐ์ปราศรัยนั้น ตนยังมาไม่ถึงสถานที่เกิดเหตุ เมื่อมาถึงแล้วยังไม่มีการปราศรัย มีแต่การทักทายและจัดระเบียบประชาชน
อัยการโจทก์ถามค้านว่าข้อความในแถลงการณ์เป็นการฟังข้อมูลจากสื่อมวลชนไม่ได้มีการตรวจสอบใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ อัยการโจทก์ถามต่อว่าในคำแถลงการณ์ไม่ได้อ้างว่าได้รับข้อมูลมาจากสื่อหรือเว็บไหนใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ขอตอบ
อัยการโจทก์ถามว่าจำเลยอีกสองคนมีการติดต่อนัดกันมา แต่มาคนละเวลาใช่หรือไม่ พยานตอบว่า การชุมนุมเป็นการนัดหมายออนไลน์
ทนายจำเลยถามติงว่าหลังจัดกิจกรรมมีสื่อนำเสนอการจัดการเลือกตั้งของ กกต. และมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของ กกต. อย่างกว้างขวาง ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่
.



