ในช่วงเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นคำร้องถึงผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เพื่อขออนุญาตนำเอกสารข้อมูลข่าวสารความเปลี่ยนของสังคมภายนอก เข้าเยี่ยม “ก้อง” อุกฤษฎ์ สันติประสิทธิ์กุล ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดและกำลังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง
เกี่ยวกับกรณีนี้ ในการเข้าเยี่ยม ทางเจ้าหน้าที่ของเรือนจำได้ปฏิเสธไม่ให้นำเอกสารข่าวสารที่จัดเตรียมมาตามความต้องการของก้องที่ประสงค์จะทราบข้อมูลข่าวสารของโลกภายนอก ไปใช้อ่านและให้ก้องดูระหว่างการเข้าเยี่ยม โดยไม่ใช่การส่งเอกสารเข้าไปภายในเรือนจำ
ทนายความจึงได้เขียนคำร้องยื่นทางเรือนจำพิจารณา ให้สามารถนำเอกสารและข้อมูลข่าวสารความเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอก จำนวนรวม 11 รายการ เข้าพบกับก้องในระหว่างการเยี่ยม โดยอ้างสิทธิตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 42 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 ข้อ 4 ข้อ 8 (3) ซึ่งระบุให้ผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการอบรม ได้รับโอกาสให้รับรู้ข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เท่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ทั้งนี้ ข้อมูลข่าวสารจำนวน 11 รายการที่ทนายความได้แนบไปพร้อมคำร้อง ประกอบไปด้วย ข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ข่าวศาลปกครองยกฟ้องคดีการปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารของกองทัพ, ข่าวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเชิญอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบรรยายเรื่องนโยบายสาธารณะ, ภาพกิจกรรม Run2Free ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่และนครปฐม, ภาพการแสดงออกช่วงไว้อาลัยพระพันปีหลวง, ภาพสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดอยุธยา – ภาคใต้, ภาพผู้ต้องขังทางการเมืองที่จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข, ภาพข่าวการออกกฎหมาย – การยุบสภา และข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน
.
เรือนจำตอบ 3 เหตุผล ไม่อนุญาตให้ทนายนำข่าวสารเข้าพูดคุยกับผู้ต้องขังด้วยเหตุมีภาพผู้ชุมนุมทางการเมืองซึ่งขัดกับหนังสือสั่งการขอกรมราชทัณฑ์ ซึ่งออกเมื่อปี 63
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 เรือนจำกลางบางขวางได้แจ้งผลการพิจารณาคำร้องขออนุญาตของทนายความเพื่อนำข้อมูลข่าวสารไปพบผู้ต้องขัง โดยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้นำเอกสารดังกล่าวเข้าไป ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
- เรือนจำได้ดำเนินการเผยแพร่ข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกแก่ผู้ต้องขังตามหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ 0708.1/8644 ลงวันที่ 16 มี.ค. 2563 เรื่องแนวทางการเปิดสื่อโทรทัศน์ในเรือนจำและทัณฑสถาน โดยมีการคัดสรรให้ผู้ต้องขังได้รับชมสื่อที่มีความครบถ้วนทั้งในการส่งเสริมความรู้ พัฒนาอาชีพ จิตใจ ความบันเทิง และส่งเสริมการเรียนรู้ปรับทัศนคติพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ต้องขังบางรายได้รับสื่อหรือข่าวสารเป็นการเฉพาะจากผู้ต้องขังอื่น
- หนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ.0704.1/34268 ลงวันที่ 25 พ.ย. 2563 เรื่องกำชับการเปิดโทรทัศน์และเผยแพร่สื่อสิ่งพิมพ์สำหรับผู้ต้องขัง ให้เรือนจำและทัณฑสถาน กำหนดข้อ 1.การรับชมรายการโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ให้ระมัดระวังและคัดกรองอย่าให้มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง จะต้องมิให้ปรากฏข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุม แต่เอกสารที่ทนายร้องขอ เป็นข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารทางการเมือง ข่าวและภาพถ่ายการร่วมแสดงออกทางการเมือง และภาพถ่ายการเรียกร้องของกลุ่มผู้มีความคิดเห็นทางการเมืองบางกลุ่ม ซึ่งขัดกับหนังสือสั่งการฉบับนี้
- มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (SOPs) กระบวนงานควบคุมภายในเรื่อง มาตรฐานการเยี่ยม การติดต่อบุคคลภายนอก และของฝากให้ผู้ต้องขัง ระบุในหัวข้อที่ 1 ทนายความเข้าพบผู้ต้องขังเกี่ยวกับคดี ข้อ 13 ทนายความต้องมาพบผู้ต้องขังในเรื่องคดีความเท่านั้น หากมาติดต่อผู้ต้องขังด้วยกิจการอื่น ให้เจ้าหน้าที่จดบันทึกข้อมูล และไม่อนุญาตให้เข้าเรือนจำ
.
หนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ 0708.1/8644 ลงวันที่ 16 มี.ค. 2563
สำหรับหนังสือของกรมราชทัณฑ์ เรื่องแนวทางการเปิดสื่อโทรทัศน์ในเรือนจำและทัณฑสถาน ลงวันที่ 16 มี.ค. 2563 มีใจความสำคัญระบุว่า เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับชมสื่อรายการที่มีสารประโยชน์ และเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาทัศนคติและพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงขอให้เรือนจำและทัณฑสถาน ดำเนินการนำเสนอสื่อตามตารางนำเสนอที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้
จากหนังสือฉบับดังกล่าว ได้ชี้แจงตารางรายการโทรทัศน์ที่ผู้ต้องในเรือนจำทั่วประเทศสามารถดูได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.30 น. โดยมีรายการดังต่อไปนี้
- 06.00 – 07.00 น. ธรรมะรับอรุณ
- 08.00 น. เคารพธงชาติ
- 08.00 -12.00 น. รายการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ชุมชน และสังคม
- 12.00 – 13.00 น. ช่วงเวลาการเล่นดนตรี กีฬา และนันทนาการ
- 16.00 – 17.00 น. รายการบันเทิงเชิงสร้างสรรค์
- 17.00 – 18.00 น. เรื่องเล่าชาวเรือนจำ
- 18.00 – 19.00 น. สารคดีเสริมสร้างสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
- 19.00 – 21.00 น. ละคร ภาพยนตร์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม
- 21.00 – 21.30 น. สวดมนต์ก่อนนอน
นอกจากแนวทางการเปิดสื่อโทรทัศน์ดังกล่าว ยังมีคำอธิบายถึงขั้นตอนการดำเนินงานระบุว่า ในการคัดเลือกสื่อตามเนื้อหาข้างต้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาการนำเสนอรายการต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงสาระน่ารู้ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ รวมถึงเหตุการณ์และสถานการณ์ปัจจุบันด้วย
.
ประเด็นการรับรู้ข่าวสาร และการติดต่อโลกภายนอกในเรือนจำไทยกำลังตีความสิทธิของผู้ต้องขังและปฏิบัติต่างออกไปหรือไม่
ทั้งนี้สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นสิทธิประการหนึ่งที่สำคัญ ตามข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ที่กำหนดมาตรฐานสากลว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ข้อที่ 63 ระบุให้ผู้ต้องขังต้องได้รับข่าวสารที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอโดยอ่านการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือสิ่งพิมพ์เผยแพร่ของหน่วยงานใด ๆ ได้รับฟังวิทยุ คำบรรยายหรือช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ คล้ายคลึงกันอื่นใด ๆ โดยได้รับอนุญาตและอยู่ใต้การควบคุมของผู้บริหารเรือนจำ
ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 42 ก็ได้กำหนดว่า ผู้ต้องขังจะต้องมีโอกาสได้รับการติดต่อกับครอบครัว ญาติมิตร องค์กรเอกชนที่มีภารกิจเพื่อการแก้ไขบําบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังและรับรู้ถึงข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก
โดยในระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 ข้อ 8 (3) โดยกำหนดให้ผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการอบรมพัฒนาพฤตินิสัย ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เท่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ทั้งนี้ เอกสารข้อมูลข่าวสารที่ทนายความได้ยื่นให้เรือนจำพิจารณา เป็นข้อมูลข่าวสารทั่วไปที่เป็นข่าวสารสาธารณะ มิได้เป็นอันตรายต่อภัยความมั่นคง หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยในเรือนจำแต่อย่างใด รวมทั้งการกำหนดให้ระมัดระวังและคัดกรองมิให้ปรากฏข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองให้ผู้ต้องขังรับทราบ อาจกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอกของผู้ต้องขังจนเกินสมควร
ขณะที่ในเรือนจำอื่น ๆ ที่คุมขังผู้ต้องขังทางการเมือง อาทิ เรือนจำกลางคลองเปรม หรือเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบว่าในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองที่ต้องการรับรู้ข่าวสารภายนอก สามารถนำภาพถ่ายหรือข่าวสารต่าง ๆ เข้าไปให้ผู้ต้องขังดูและอ่านระหว่างเข้าเยี่ยมได้
