ในวันที่ 25 พ.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ “เพชร” ธนกร ปัจจุบันอายุ 22 ปี และ “บีม” ณัฐกรณ์ ปัจจุบันอายุ 21 ปี สองนักกิจกรรมเยาวชน ซึ่งถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมกิจกรรม #แต่งครอปท็อปเดินห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563
คดีนี้สืบเนื่องมาจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้จัดกิจกรรม #แต่งครอปท็อปเดินห้างสยามพารากอน เพื่อรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 และยืนยันว่าการสวมใส่ชุดครอปท็อปไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย หลังเกิดกรณีของ “สายน้ำ” เยาวชนอายุ 16 ปี ในขณะนั้น ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เพราะใส่ชุดครอปท็อปและเขียนข้อความบนร่างกาย ระหว่างร่วมกิจกรรมที่ถนนสีลม
.
สองจำเลยต่อสู้ไปร่วมกิจกรรมไม่ได้มีการนัดหมาย เพียงต้องการสวมใส่เสื้อครอปท็อปไปแสดงออกว่าไม่ใช่เรื่องผิด
หลังกิจกรรม ว่าที่ ร.ต.นรินทร์ ศักดิ์เจริญชัยกุล จากกลุ่มไทยภักดี ได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ปทุมวัน ให้ดำเนินคดีนักกิจกรรม 7 คน ในข้อหาตามมาตรา 112 โดยสองรายในจำนวนนี้เป็นเยาวชนขณะเกิดเหตุอายุ 17 ปี คดีจึงถูกแยกฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2564
ในวันเกิดเหตุ บีมเพียงแต่ใส่ชุดครอปท็อปไปร่วมกิจกรรม และร่วมชู 3 นิ้ว ถ่ายรูป ขณะที่เพชรชูป้ายกระดาษมีข้อความว่า “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” และ “ยกเลิก ม.116, ม.112” รวมทั้งร่วมชู 3 นิ้วเท่านั้น แต่ฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่าทั้งสองได้แสดงออกในลักษณะเป็นพวกเดียวกันกับนักกิจกรรมคนอื่น ๆ โดยแสดงตนหรือบทบาทล้อเลียนดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี เพื่อให้ประชาชนเสื่อมความเคารพ ความศรัทธาต่อพระมหากษัตริย์
จำเลยทั้งสองต่อสู้คดี โดยยืนยันว่าการเข้าร่วมกิจกรรมไม่ได้นัดหมายกัน รวมถึงไม่ได้นัดหมายกับจำเลยอื่นที่ถูกฟ้องด้วยเหตุเดียวกันที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ทั้งสองเดินทางไปร่วมกิจกรรมเพราะเห็นโพสต์ประชาสัมพันธ์จากเฟซบุ๊ก โดยเห็นว่าการสวมใส่เสื้อครอปท็อปเป็นการกระทำที่สามารถทำได้ เป็นสิทธิและเสรีภาพที่ถูกรองรับไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศไทย และไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย ตามมาตรา 112
ตลอดการสืบพยานคดีนี้ นอกจากคู่ความแล้ว ศาลไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี โดยในการนัดสืบพยานครั้งแรก เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมสังเกตการณ์ในฐานะหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน ต่อคณะผู้พิพากษาคดีนี้ แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง
รวมทั้งในนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สถานทูตเข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยแจ้งเหตุผลสั้น ๆ ว่า ตามข้อกำหนดของศาลเยาวชนฯ อนุญาตให้คู่ความเข้าร่วมการพิจารณาเท่านั้น
.
ศาลเยาวชนฯ ลงโทษให้เข้าศูนย์ฝึกอบรมฯ 1-2 ปี เห็นว่าร่วมกิจกรรมเกือบตลอด ถือเป็นการเห็นด้วยกับนักกิจกรรมรายอื่น ก่อนจำเลยยื่นโต้แย้ง
เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2567 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษา เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง โดยสรุปเห็นว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอยู่ร่วมทำกิจกรรมเกือบจะตลอดทั้งกิจกรรม แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะได้อ่านดูข้อความบนเนื้อตัวร่างกายของนักกิจกรรมคนอื่น ๆ รวมถึงได้เห็นแสดงบทบาทต่าง ๆ แล้ว หากจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาดูหมิ่นและหมิ่นประมาทก็ควรจะปลีกตัวแยกออกไป แต่จำเลยทั้งสองคนไม่ได้ปลีกตัวแยกออกไปแต่อย่างใด จึงถือเป็นการเห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว เห็นว่ามีความผิดในฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ตามมาตรา 112
ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี แต่ขณะกระทำความผิดทั้งสองมีอายุเพียง 17 ปี จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จากการพิจารณารายงานพฤติกรรมและประวัติการศึกษาแล้ว ศาลเห็นว่า ทั้งสองทำผิดเพราะยังเยาว์วัย จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ 1 ปี และขั้นสูง 2 ปี โดยต้องรับการฝึกวิชาชีพจำนวน 3 หลักสูตร และต้องศึกษาสายสามัญให้สำเร็จ
จากนั้น ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคนระหว่างอุทธรณ์ โดยวางหลักทรัพย์คนละ 35,000 บาท และจำเลยทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา
โดยสรุปอุทธรณ์โต้แย้งว่ากระทำของจำเลยและบุคคลอื่นไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112 โดยการแสดงออกของนักกิจกรรมคนอื่น ๆ ต้องอาศัยการตีความหลายทาง ไม่เข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทตามที่กฎหมายอาญาบัญญัติไว้
จำเลยทั้งสองคนยังไม่ใช่ตัวการร่วมในการกระทำ โดยไม่ได้มีเจตนาในการร่วมกันกระทำกับนักกิจกรรมคนอื่น ๆ โดยทั้งสองเข้าร่วมกิจกรรมตามคำเชิญชวนในเฟซบุ๊ก มีเจตนาเพียงเพื่อร่วมแสดงออกว่าใคร ๆ ก็ใส่เสื้อครอปท็อปเดินห้างสรรพสินค้าได้เท่านั้น ซึ่งเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ การกระทำต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล เป็นการกระทำที่สำเร็จไปโดยลำพัง โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ควรถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วม
รวมทั้งพยานหลักฐานเองก็ยังไม่ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองได้เห็น-ได้ยินข้อความของนักกิจกรรมคนอื่น ๆ ที่เขียนหรือกล่าว ตามที่มีการกล่าวหาหรือไม่ โดยการยืนถ่ายรูปกับบุคคลอื่น ก็เพียงเพื่อให้สื่อมวลชนอื่นถ่ายภาพเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยกับการกระทำหรือคำพูดของบุคคลอื่น
นอกจากนั้นทั้งสองคนยังอยู่ระหว่างการศึกษา และประกอบอาชีพช่วยเหลือครอบครัว ขณะเกิดเหตุอายุ 17 ปีเศษ หากถูกส่งตัวไปฝึกและอบรม จะส่งผลกระทบต่อการศึกษาและอาชีพที่มุ่งมั่นตั้งใจทำอยู่ จึงขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไป
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงปี 2563-66 ทำให้มีเด็กและเยาวชนถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 จำนวนอย่างน้อย 20 คน ใน 24 คดี ในจำนวนนี้จนถึงปัจจุบันมีคดีที่ยังไม่สิ้นสุดจำนวน 7 คดี
.
.
