65 วันในกำแพงเรือนจำ “ไผ่” ยังคง “ต่อสู้เพื่อเสรีภาพถึงแม้ไร้เสรีภาพ” – “ครูใหญ่” ต่อสู้กับอาการไอ-กระดูกทับเส้น

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2568 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองนักกิจกรรมผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112  ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก ไผ่ 3 ปี และ ครูใหญ่ 2 ปี ตามมาตรา 112 โดยไผ่ถูกเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปีหลังพ้นโทษ

ต่อมาทั้งสองคนถูกส่งตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2568 เพื่อเข้าร่วมการสืบพยานในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีอื่น ๆ  

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยังได้มีคำพิพากษาคดีของอรรถพลกรณีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2563 ว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 3 ปี และให้นับโทษจำคุกต่อจากในคดีของศาลจังหวัดภูเขียว

ใน 65 วันที่ผ่านมาทั้งสองเริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจำตั้งแต่ภูเขียวถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางความแออัดและข้อจำกัดต่าง ๆ พวกเขาใช้เวลาภายในกำแพงเรือนจำด้วยการอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย และพูดคุยกับเพื่อนร่วมชะตากรรม ขณะเดียวกันก็ยังคงห่วงใยคนข้างนอกและติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด

“ไผ่” พูดถึงการเปรียบเทียบสภาพความเป็นอยู่ระหว่างเรือนจำทั้งสองแห่ง และแนวทางการต่อสู้ที่เขายังยึดมั่น โดยเฉพาะการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญและยกเลิกมาตรา 112 พร้อมฝากความหวังไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ขณะที่ “ครูใหญ่” เล่าถึงปัญหาสุขภาพที่ยังคงรบกวน โดยเฉพาะอาการปวดหลังจากกระดูกทับเส้นที่ต้องพึ่งยาแก้ปวดที่มีมอร์ฟีน แต่เขาก็พยายามปรับตัวและหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการฟังเพลงและดูหนัง พร้อมยืนยันว่าจะเดินในเส้นทางการเมืองต่อไป

_______________________

ไผ่ จตุภัทร์: อยากให้เลือกตั้งเร็ว ๆ ได้ฝ่ายแก้รัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรม 112

หลังจากย้ายมาจากเรือนจำภูเขียว ไผ่บอกว่าสภาพที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่ดีกว่า สะอาดกว่า หลากหลายกว่า ขณะที่ภูเขียวอาหารเดิม ๆ แต่ก็มีข้อดีคือใกล้บ้าน และญาติเยี่ยมง่ายกว่า ส่วนเรื่องความแออัดขึ้นอยู่กับว่าอยู่ส่วนไหน-ตรงไหนของเรือนจำนั้น ๆ มากกว่า 

ก่อนหน้านี้ไผ่กับครูใหญ่ถูกย้ายแดน มาที่แดน 4 ตอนแรกได้นอนชั้น 2 ก็แออัดมาก ๆ แต่ตอนนี้ได้ย้ายลงมานอนชั้นล่าง ได้เจอ “อานนท์” และ “เก็ท” แล้ว ยังไม่ถึงกับแออัดเท่าไหร่

เมื่อถามถึงการปรับตัวในฐานะคนที่เคยถูกคุมขังคดีการเมืองมาแล้ว เขายิ้มขำเล็กน้อยแล้วตอบว่า รอบนี้มีเพื่อนเยอะมากขึ้นถ้ามองในแง่ดี ผ่านมาหลายปีมีคนโดนคดีเยอะมากขึ้น ก็สะท้อนได้ว่ามีคนมีอุดมการณ์มากขึ้น แต่ก่อนเงียบเหงาเพราะอยู่คนเดียว เรื่องโดยทั่วไป ไม่มีอะไรยากกว่า-ง่ายกว่าที่ต้องปรับตัว เพราะสภาพเรือนจำก็เดิม ๆ ถ้าจะพูดถึงความยากอย่างเดียวของไผ่คือ การเข้ามารอบนี้ถูกถือว่าทำผิดซ้ำใน 5 ปี จึงโดนเพิ่มโทษ ถ้าเป็นนักโทษเด็ดขาดเมื่อไหร่ก็จะเป็นชั้นปรับปรุง ส่งผลต่อไผ่ในเรื่องสิทธิต่าง ๆ เช่น อภัยโทษ

กับสภาพความคิดและร่างกาย ไผ่ในวัย 34 ปี อธิบายว่าในส่วนร่างกายก็ต้องทำให้แข็งแรง พยายามออกกำลังกาย ส่วนความคิดจิตใจก็พยายามอ่านหนังสือ ล่าสุดอ่านเรื่องราวของ “เนลสัน แมนเดลา” จบแล้ว 

การอ่านหนังสืออัตชีวประวัติเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ นักเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว และผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกจำคุกราว 27 ปี  ไผ่เล่าว่าอดีตให้มุมมองใหม่แก่เขา “เห็นว่ามีบางอย่างคล้ายเรา บางอย่างก็ได้คิดเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา”

นอกจากแฟน ครอบครัว และงานรณรงค์แล้ว สิ่งที่ไผ่คิดถึงมากในช่วงเวลาเงียบ ๆ คือเสรีภาพ  “ชีวิตที่มีเสรีภาพมันก็ดี แต่อยู่ในนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเงียบ ถึงเงียบก็อ่านหนังสือ แล้วก็หลับ”

เมื่อถามว่าถ้าออกไปได้วันนี้ สิ่งแรกที่อยากทำคืออะไร เขาตอบทันทีว่า รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ โดยพุ่งเป้าไปที่องค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนนี้ก็รณรงค์เพราะเห็นจุดร่วมว่าองค์กรเหล่านี้เป็นอุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตย 

เมื่อถามถึงข้อเสนออื่น ๆ ไผ่บอกว่าฝากกับประชาชน อยากให้มีการเลือกตั้งเร็ว ๆ ถ้าได้ฝ่ายที่แก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรม 112 ก็ดี เป็นความหวังว่าผู้ต้องขังทางการเมืองจะได้กลับบ้าน

เกี่ยวกับกระบวนการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ไผ่มองว่า นิรโทษกรรมเป็นขั้นต่ำสุดที่จะได้แล้วก็ไม่ได้ ตราบใดที่ไม่มีเสียงข้างมากก็ยากที่ประชาชนจะเป็นเจ้าของ ก็ฝากความหวังไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากประสบการณ์การต่อสู้คดีมาตรา 112 มาหลายปี สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับไผ่ คือมีคนถูกฟ้องคดีมากขึ้น ขยายเป็นวงกว้าง มองในแง่ดีก็มีคนมีอุดมการณ์เยอะขึ้น มองในแง่ไม่ดีก็คือ ไม่ควรมีใครโดนฟ้องคดีทั้งนั้น ส่วนที่ไม่เปลี่ยนก็คือความอยุติธรรมที่ได้รับในกระบวนการยุติธรรม ทั้งจากตัวบทกฎหมายและการตีความบังคับใช้

เมื่อให้เขียนประโยคเดียวอธิบายว่าทำไมถึงทำในสิ่งที่ทำ แม้รู้ว่าอาจต้องสูญเสียเสรีภาพไป เขาตอบว่า “เราต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ถึงแม้จะไร้เสรีภาพ แต่ก็ยังหวังถึงเสรีภาพ”

กับชีวิตในเรือนจำและข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารกับ IPAM กลุ่มที่เขาพยายามขับเคลื่อนอยู่ก่อนจะเข้าเรือนจำ โดยเฉพาะการรณรงค์รัฐธรรมนูญของประชาชน  ไผ่บอกว่าเชื่อมั่นว่าน้อง ๆ ที่มาร่วมกัน เติบโต และ สามารถดำเนินงานต่าง ๆ ได้ แต่ก็มีเป็นห่วงแฟน เรื่องจะอยู่ยังไงในสถานการณ์แบบนี้  “ผมก็ชิน แต่เขาไม่เคยเจอแบบนี้ ส่วนครอบครัว โดยปกติทั่วไปก่อนนี้ก็แชทคุยกันในกลุ่มครอบครัวเป็นประจำ พอไม่ได้อัปเดตเลย ก็เลยคิดถึง” 

ก่อนจากกันไผ่ทิ้งท้ายบอกกลุ่ม IPAM ว่าทุกคนเก่งมากที่สามารถดำเนินงานต่าง ๆ ได้ ชื่นชมและให้กำลังใจ และคนอยู่ข้างใน ยังคงฝากความหวังกับประชาชนทุกเรื่อง

.

ครูใหญ่ อรรถพล: อย่างน้อยสิ่งที่ทำ ก็มีคนจดจำ แต่อยากให้จำใน message ที่สื่อสาร

ทางด้านครูใหญ่ อรรถพล ครั้งนี้เป็นการเข้าเรือนจำเป็นครั้งแรก ปัญหาใหญ่ของเขาคือเรื่องสุขภาพ มีทั้งอาการไอจากไข้หวัดในเรือนจำ และอาการปวดหลังจากกระดูกทับเส้น 

ครูใหญ่บอกว่าไอน้อยลงแล้ว แต่คิดว่าก่อนนี้ตัวเองอาจจะเป็นโควิด เพราะตอนนี้ก็ยังไม่หายไอ แต่ไม่ไอแห้ง มีเสลด พูดยาว ๆ ต้องหายใจใหม่เหมือนอาการลองโควิด ส่วนกระดูกทับเส้นยาใกล้หมดแล้ว เขาฝากขอให้ประสานสามารถนำยาเข้าเพิ่มได้หรือไม่

ครูใหญ่ยังฉายภาพอาการปวดหลังส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเขาอย่างมาก ปวดหลังลงมาถึงสลักเพชร กระเบนเหน็บ ลงไปถึงขาข้างซ้าย ตอนนี้กินยาแก้ปวดแบบมีมอร์ฟีนที่ใกล้หมดแล้ว ก่อนนี้ที่ได้รักษามาอาการก็ดีขึ้น พอไม่ได้รับการรักษาก็เหมือนไม่หายสักที

สำหรับการนอนหลับ มีปัญหาแค่เรื่องแสงเพราะนอนใต้หลอดไฟที่จะเปิดไว้ตลอดทั้งคืน เขาแก้ปัญหาด้วยการนำผ้ามาปิดตาเอา ครูใหญ่บอกว่าต้องพยายามปรับตัวให้ได้ โดยมีเป้าระยะสั้นคืออยากได้ประกันตัว ยังอยากให้ลองประกันตัวต่อไป

สิ่งที่ทำให้ครูใหญ่รู้สึกโอเคในระหว่างนี้คือการได้ฟังเพลง ดูหนังจีนกำลังภายใน และหนังฝรั่งย้อนยุค โดยทั้งหมดนี้มาจากทีวี ซึ่งนาน ๆ จะมีรายการที่ชอบ ส่วนใหญ่เป็นรายการเดอะเฟส, The Girl มงลงไมค์ และรายการของหลิงออม 

เมื่อถามถึงข้อความที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าอยากออกไปช่วยหาเสียงให้พรรคการเมืองแบบที่เคยทำ เขาหัวเราะแล้วตอบว่า  “โห ก็ตอบไปเลย จะเดินเส้นทางเดิม เข้าคุกทำตกหลุมเฉย ๆ”  

แม้ในเรือนจำไม่มีข่าวให้ดู แต่ครูใหญ่ยังสนใจติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอยากรู้ เพื่อได้มีข้อมูลประเมินสถานการณ์ หรือเผื่อได้ออกมา ก็จะได้รู้ความเป็นไปว่าสังคมถึงไหนกันแล้ว

เมื่อถามย้อนไปใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาไหนในชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขที่สุด เขาตอบว่า ช่วงปี 2565-2568 นี้ ไม่มีความพีคซักช่วง สุขทุกข์คละเคล้า

สำหรับความรู้สึกที่คนยังคงจำและพูดถึงข้างนอก เขาเล่าว่า  “มันก็ดีนะ อย่างน้อยสิ่งที่ทำก็มีคนจดจำ แต่มากกว่านั้น อยากให้จำใน message ที่สื่อสาร อยากเน้นให้จดจำในเนื้อหาสาระมากกว่าความบันเทิงที่เราให้”    

เขากล่าวติดตลกทิ้งท้ายว่า “เสียใจที่ผ่านมาพยายามสื่อสารย่อยยากให้ง่าย แต่ถูกบดบังด้วยความหล่อก็แย่หน่อย อยากให้สนใจเนื้อหาสาระมากกว่าหน้าตา อยากให้ดูที่สาระที่สื่อสารมากกว่า”

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“ไผ่ จตุภัทร์” เปิดเผยว่าถูกข่มขู่จากผู้คุม หลังประท้วงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เหตุไม่ย้ายแดน หลังครบกักตัว 5 วัน

9 วันหลังถูกคุมขัง “ไผ่” ยังคิดถึงการรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ด้าน “ครูใหญ่” ส่งเสียง อยากออกไปหาเสียงเลือกตั้ง

X