เปิดบันทึกสืบพยานลับหลังจำเลย ในคดี ม.112 ของ “ต้นไผ่” ถูกสันติบาลกล่าวหา โพสต์เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ 10 โพสต์ เมื่อปี 2565

ในวันที่ 28 ต.ค. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ต้นไผ่” (นามสมมติ) ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “ศักดินาปรสิต” และบัญชีทวิตเตอร์ “Guillotine Activists for Democracy” โพสต์เนื้อหาพาดพิงพระมหากษัตริย์ บัญชีละ 5 ข้อความ รวมจำนวน 10 ข้อความ ในช่วงเดือนมกราคม 2565

คดีนี้ศาลสืบพยานลับหลังจำเลย และไม่อนุญาตให้เลื่อนสืบพยานจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยไม่มาศาล ถือว่าไม่ประสงค์อ้างตนเองเป็นพยาน พร้อมได้ตัดพยานบุคคลของจำเลยเพราะไม่ได้ระบุในบัญชีพยานว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ขาดโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ

.

“ต้นไผ่” เป็นนามสมมติของพนักงานบริษัท วัย 43 ปี เขาถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 รวมทั้งหมด 2 คดี โดยถูกกล่าวหาจากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก และทวิตข้อความในทวิตเตอร์รวมทั้งหมด 20 ข้อความ แยกเป็นคดีละ 10 ข้อความ โดยทั้งสองคดีมีเจ้าหน้าที่สันติบาลที่ติดตามประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นผู้กล่าวหา โดยคดีแรกมี พ.ต.ท.ครรชิต สีหะรอด และคดีที่สองมี พ.ต.ท.แทน ไชยแสง เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ บก.ปอท. 

สำหรับคดีที่นัดฟังคำพิพากษานี้เป็นคดีที่มี พ.ต.ท.ครรชิต เป็นผู้กล่าวหา โดยกล่าวหาจากข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก 5 โพสต์ และในบัญชีทวิตเตอร์ 5 โพสต์ เป็นเนื้อหาเดียวกันและในเวลาใกล้เคียงกัน ต้นไผ่เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2565 ก่อนอัยการฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2566

ดูข้อมูลเพิ่มเติมในฐานข้อมูลคดี: คดี 112 “ต้นไผ่” ถูกสันติบาลกล่าวหาคดีที่ 2 อ้างโพสต์เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ 10 โพสต์ ใส่ร้าย ร.10

ต่อมา เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2567 ในนัดสืบพยานนัดแรก จำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล ศาลเห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี จึงให้ออกหมายจับและเลื่อนนัดสืบพยานเป็นวันที่ 15 และ 22 ต.ค. 2567

สำหรับคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่งของต้นไผ่ ที่ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ภาพและข้อความรวม 10 โพสต์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 ถึงมีนาคม 2565  เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2567 ศาลก็ให้สืบพยานลับหลังเช่นเดียวกัน แม้ก่อนหน้านี้จำเลยได้ส่งคำร้องคัดค้านการพิจารณาคดีลับหลังและขอถอนทนายจำเลย 

.

ศาลอาญาสืบพยานลับหลัง-ตัดพยานจำเลย ด้านทนายจำเลยยื่นศาล รธน.วินิจฉัยว่าการสืบพยานลับหลังขัด รธน. หรือไม่ ก่อนศาลจะวินิจฉัยว่า ‘ไม่ขัด’

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานนัดแรกในวันที่ 15 ต.ค. 2567 อานนท์ นำภา ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการสืบพยานลับหลังจำเลยรวม 2 ฉบับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถึงวันที่ 15 ต.ค. 2567 ศาลยืนยันให้สืบพยานลับหลังจำเลย โดยถือว่าจำเลยสละสิทธิ์ที่จะเผชิญหน้ากับพยานโจทก์ และจำเลยมีทนายความซึ่งสามารถปกป้องสิทธิของจำเลยได้

ในวันที่ 22 ต.ค. 2567 ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยนัดสุดท้าย โจทก์ได้นำพยานเข้าสืบ 1 ปาก และแถลงหมดพยาน จากนั้นทนายจำเลยได้แถลงต่อศาล ติดใจที่จะสืบพยาน 2 ปาก คือ จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน 1 ปาก และพยานบุคคลอีก 1 ปาก จากนั้นศาลได้พิจารณาตัดพยานทั้งสองของจำเลย ทำให้คดีเสร็จการพิจารณา

ในส่วนของพยานโจทก์ที่ได้นำสืบไปในวันที่ 15 และ22 ต.ค. 2567 ประกอบด้วย ตำรวจผู้กล่าวหา 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.ครรชิต สีหะรอด, ตำรวจชุดจับกุม 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.แทน ไชยแสง, ตำรวจชุดพิสูจน์หลักฐาน 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ต.ธรรมชาติ ดำรงจักษ์ และตำรวจชุดสอบสวน 2 ปาก ได้แก่ ร.ต.อ.กษิดิษ ดิลกคุณานันท์ และ พ.ต.ท.ฉัตรชัย ถาวรทรัพย์

ทั้งนี้ อานนท์ นำภา ทนายจำเลย ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งคําร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญกรณีให้วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 (การสืบพยานลับหลังจำเลย) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 หรือไม่ 

ศาลเห็นว่า คําร้องของผู้ร้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 212 จึงให้ส่งคําร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนการพิพากษาให้รอชั่วคราวจนกว่าจะมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

จนเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ในนัดพร้อมคดี ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 (การสืบพยานลับหลังจำเลย) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้คดีกลับมาดำเนินต่อ และศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 28 ต.ค. 2568  

ก่อนฟังคำพิพากษา ชวนอ่านสรุปใจความสำคัญของคำเบิกความพยานโจทก์ในคดีนี้ แม้พยานจำเลยจะถูกตัดออกหมด 

.

ผู้กล่าวหาเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีแม้ตนไม่ได้ตรวจสอบ มีเพียงการค้นชื่อของจำเลยผ่านกูเกิ้ล

พ.ต.ท.ครรชิต สีหะรอด ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ทำงานประจำอยู่ที่กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 เข้าเบิกความตอบอัยการซักถาม โดยสรุปใจความได้ว่า เหตุคดีนี้เกิดวันที่ 16 ม.ค. 2565 มีบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “ศักดินาปรสิต” และบัญชีทวิตเตอร์ชื่อ “กีโยติน (Guillotine)” โพสต์ข้อความเป็นรูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10  โดยหลังจากนั้นก็ยังมีการโพสต์ภาพและข้อความในบัญชีทั้งสองในลักษณะเดียวกันอีกในวันที่ 18, 25 และ 29 ม.ค. 2565

ต่อมา เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2565 เฟซบุ๊กศักดินาปรสิตได้เปลี่ยนชื่อเป็นชื่ออื่นและเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ เนื้อหาในการโพสต์ก็ถูกลบออกไป ภาพโปรไฟล์ที่ถูกนำมาเปลี่ยนใหม่เป็นภาพธรรมชาติ พบว่าบัญชีทวิตเตอร์เชื่อมโยงไปถึงบัญชีเกี่ยวกับธรรมชาติ มีการนำสินค้ามาขายในบัญชีทวิตเตอร์ ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นกระเป๋าซึ่งมีข้อความว่า ให้ยกเลิกมาตรา 112 

ในช่วงทนายจำเลยถามค้าน พยานเบิกความตอบทนายจำเลยโดยสรุปใจความได้ว่า ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กและบัญชีทวิตเตอร์ไม่เคยมีการใช้ชื่อจำเลยมาก่อนและพยานไม่ได้ตรวจสอบว่าในบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ดังกล่าว มีญาติพี่น้องของจำเลยเป็นเพื่อนในบัญชีด้วยหรือไม่ ในทั้งสองบัญชีไม่มีภาพจำเลยปรากฏ

พยานไม่ได้ตรวจสอบไปยังบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่พบจากการตรวจสอบ ไม่ได้สอบถามหรือตรวจสอบไปยังผู้ให้บริการว่าอีเมลที่พบเป็นของใคร ไม่ได้สอบถามไปที่บริษัทไลน์ประเทศไทย (Line Thailand) ว่าเจ้าของบัญชีที่ใช้หมายเลขโทรศัพท์คือใครและไม่ได้ตรวจสอบว่าไอพีแอดเดรส (IP Address) ที่เป็นเลขรหัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้โพสต์ข้อความตามฟ้องเป็นของผู้ให้บริการรายใด

พยานมีแค่เอกสารการตรวจค้นชื่อของจำเลยในระบบสืบค้นกูเกิ้ล (Google) ที่พยานส่งให้พนักงานสอบสวน ส่วนพยานหลักฐานอื่น พยานไม่สามารถชี้เจาะจงได้เพราะหลักฐานมีเท่าที่เสนอต่อศาล

ส่วนภาพบัญชีที่ถูกเปลี่ยนเป็นภาพเพจธรรมชาติ พยานได้บันทึกไว้และนำส่งพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ไม่ได้สืบต่อไปว่าเป็นเพจเฟซบุ๊กของใคร พยานพบว่ามีการลบโพสต์ แต่ไม่ได้เข้าไปดูประวัติการลบ ไม่ทราบว่าบัญชีเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เหล่านี้สามารถเข้าไปตรวจสอบประวัติการลบได้หรือไม่

พยานตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า พยานไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบโดยตรงเพราะมีหน่วยงานที่ตรวจสอบเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่าง ๆ หรือระบบอินเทอร์เน็ต จะมีหน่วยงานอีกส่วนหนึ่งตรวจสอบ

.

ตำรวจ ปอท. พบว่ามีการเข้าเฟซบุ๊กหลายร้อยครั้ง แต่อาจจะเข้าไปในฐานะแอดมินหรือฐานะบุคคลทั่วไปก็ได้


พ.ต.ต.ธรรมชาติ ดำรงจักษ์ เข้าเบิกความตอบอัยการซักถามโดยสรุปใจความได้ว่า พยานประจำกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และได้รับวัตถุพยานมาจากหน่วยงานที่ตรวจสอบก่อนหน้านี้ ส่งมาให้ตรวจสอบเกี่ยวกับกับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องโทรศัพท์

จากการตรวจสอบพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์มีการเข้าถึงเพจเฟซบุ๊กจำนวนหลายครั้งและได้ทำรายงานผลการตรวจสอบส่งให้พนักงานสอบสวน  ในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่พบการเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ น่าจะเพราะอาจจะไม่เคยเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ดังกล่าว หรืออาจลบข้อมูลการเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ หรือใช้โหมดไม่ระบุตัวตนในการเข้าไปใช้บัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์

พ.ต.ต.ธรรมชาติ ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยสรุปใจความได้ว่า พยานไม่ทราบว่าค่าความคลาดเคลื่อนของโปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลจะมีอย่างไร ไม่ทราบว่าผู้ใดเข้าถึงข้อมูลในเครื่องโทรศัพท์วันสุดท้าย เครื่องโทรศัพท์ที่ส่งมาให้ตรวจสอบนั้นมีการผนึกใส่ถุงพลาสติกใสแล้วส่งมาให้

พยานตรวจสอบโดยการโคลนข้อมูลจากทุกไดรฟ์ในคอมพิวเตอร์ ไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขข้อมูลในไดรฟ์และไม่ได้ตรวจสอบว่าเคยมีการใช้โปรแกรมอะไรเข้าไปแก้ไขหรือไม่

ในช่วงพนักงานอัยการโจทก์ถามติง พยานตอบโดยสรุปใจความได้ว่าตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ระบุว่ามีการเข้าไปในเฟซบุ๊กหลายครั้งนั้น อาจจะเข้าไปในฐานะแอดมินหรือเข้าไปในฐานะบุคคลทั่วไปก็ได้ 

.

ตำรวจเข้าค้นที่พักแต่ไม่ได้บันทึกภาพขณะแสดงหมายค้น ยึดโทรศัพท์และโน๊ตบุ๊คก่อนนำตัวส่ง สน.ลาดกระบัง

พ.ต.ท.แทน ไชยแสง รับราชการประจำอยู่ที่กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 เข้าเบิกความตอบอัยการซักถามโดยสรุปใจความสำคัญได้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2565 หลังจากมีการสืบสวนข้อเท็จจริงจนกระทั่งมีหลักฐานพอสมควรที่จะขออนุญาตศาลเพื่อออกหมายค้นอาคาร หรือที่รโหฐาน ซึ่งพบว่ามีชื่อของจำเลยเป็นผู้ครอบครอง เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2565 ศาลอาญามีนบุรีได้อนุมัติหมายค้น

ในวันที่ไปตรวจค้นพยานพบจำเลย จึงให้จำเลยนำเจ้าพนักงานไปตรวจค้นที่ห้องพัก ขณะนั้นเป็นเวลากลางวัน จำเลยนำตนกับพวกเข้าไปตรวจค้นในห้อง พบโทรศัพท์ 1 เครื่อง ที่ตัวจำเลย พบเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คอยู่ในห้องนอน พยานได้นำของกลางที่ยึดได้ทั้งหมดมาทำบันทึกการตรวจยึดที่ สน.ลาดกระบัง พร้อมนำตัวจำเลยมาด้วย

พ.ต.ท.แทน ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยสรุปใจความสำคัญได้ว่า พยานได้บันทึกภาพทั้งขณะมีการตรวจค้นและบันทึกภาพขณะที่มีการส่งตัวจำเลยให้พนักงานสอบสวนด้วย แต่ไม่มีภาพขณะที่แสดงหมายค้นให้จำเลยดูก่อนที่จะนำตัวจำเลยไปที่ห้องพัก

พยานไม่ได้ถามจำเลยว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องใดใช้สัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณไวไฟที่ห้องพัก พยานทราบว่าในห้องพักใช้สัญญาณของบริษัท AIS แต่ไม่ทราบว่าสัญญาณโทรศัพท์ใช้บริการของบริษัทใด

ในช่วงถามติงพนักงานอัยการโจทก์ไม่ถามติง ก่อนจะขออนุญาตศาลถาม ศาลให้อนุญาตถาม โจทก์ให้พยานดูเอกสาร พยานยืนยันว่าเป็นเอกสารการตรวจค้นซึ่งต่อมาพยานได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน

.

สองพนักงานสอบสวน ปอท. เบิกความเรื่องการตรวจหลักฐาน โดยหนึ่งรายรับว่าในบันทึกคำให้การระบุว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด แต่สอบสวนในฐานะผู้ให้การ

ร.ต.อ.กษิดิษ ดิลกคุณานันท์ และ พ.ต.ท.ฉัตรชัย ถาวรทรัพย์ ขณะนั้นทั้งสองประจำที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี

ร.ต.อ.กษิดิษ เข้าเบิกความตอบอัยการโจทก์ซักถามโดยสรุปใจความได้ว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2565 มีการตรวจค้นจับกุมผู้กระทำความผิดตามคดีความมั่นคง จึงเตรียมตัวรับผู้ต้องหาและตรวจพิสูจน์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยึดมาได้ ในขณะที่ พ.ต.ท.ฉัตรชัย เบิกความทำนองเดียวกันแต่มีรายละเอียดว่าวันดังกล่าวจำเลยถูกเชิญตัวมายังไม่มีการออกหมายจับ ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากเป็นช่วงรวบรวมหลักฐาน

ร.ต.อ.กษิดิษ เบิกความว่าขณะที่ทำการตรวจสอบ ได้มีการบันทึกภาพและให้จำเลยลงชื่อรับรองภาพถ่ายและให้จำเลยเขียนอธิบายใต้ภาพด้วย ด้าน พ.ต.ท.ฉัตรชัย เบิกความว่าจากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกับจำเลยเฉพาะโน๊ตบุ๊ค สำหรับมือถือตรวจไม่พบความเชื่อมโยง จากนั้น ร.ต.อ.กษิดิษ เป็นผู้ทำรายงานผลการพิสูจน์เบื้องต้นส่งให้พนักงานสอบสวน

พ.ต.ท.ฉัตรชัย ได้ตอบอัยการถามว่า ในวันที่ 16 มิ.ย. 2565 ได้เรียกจำเลยมาเพื่อแจ้งข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยจำเลยให้การปฏิเสธ หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาก็ปล่อยตัวจำเลยไป

ในปากของ ร.ต.อ.กษิดิษ ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยสรุปใจความได้ว่า พยานไม่ได้ตรวจสอบว่าภาพในเฟซบุ๊กส่วนบุคคลมีภาพจำเลยหรือไม่ และไม่ได้ตรวจสอบโพสต์ต่าง ๆ แต่ได้ตรวจสอบว่าเฟซบุ๊กในเครื่องของจำเลยมีการใช้เฟซบุ๊กของชื่ออะไรบ้างแต่ไม่ได้ทำรายงานไว้ ในเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยก็ไม่ได้ตรวจสอบในอัลบั้มเก็บรูปภาพ

พยานไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อความตามคำฟ้องนี้มีอยู่ในเพจเฟซบุ๊กศักดินาปรสิตหรือไม่ และไม่ได้กู้คืนโพสต์ข้อความหรือภาพที่มีการนำมาฟ้องในคดีนี้ ไม่ได้ตรวจสอบรายงานการตรวจพิสูจน์ ไม่ได้ตรวจสอบในเครื่องโทรศัพท์และในเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คว่ามีข้อมูลส่วนตัวของจำเลยหรือไม่ ไม่ได้ตรวจเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊คบุ๊คและเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยโดยใช้วิธีฟอเรนสิกส์ (Digital Forensics) 

ด้าน พ.ต.ท.ฉัตรชัยตอบทนายจำเลยถามค้านโดยสรุปใจความได้ว่า ในคอมพิวเตอร์ที่ยึดไปมีข้อความรูปภาพที่ปรากฏตามฟ้อง ทั้งนี้ก่อนจำเลยจะมาให้ปากคำพยานทราบตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. 2565 

ทนายจำเลยถามต่อว่ามีการลังเลหรือสงสัยว่ามีคนอื่นนอกจากจำเลยหรือไม่ และยื่นบันทึกสอบปากคำลงวันที่ 16 มิ.ย. 2565 ให้ศาลดู ศาลดูและกล่าวว่าแปลกที่ตอนแรกพยานบอกว่าสอบพยานในฐานะผู้ให้การ แต่ในเอกสารระบุว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นจะถือว่าจำเลยให้การในฐานะผู้ให้การได้เช่นไร

ทนายจำเลยถามพยานต่อว่า ตอนที่จับตัวก็ดีหรือเชิญมาก็ดี ได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยหรือไม่ พยานตอบว่าในวันที่ 21 เม.ย. 2565 พยานในฐานะพนักงานสอบสวนที่รับตัวมาจากสันติบาลไม่ได้แจ้งสิทธิ

พยานไม่ได้สอบถามไปยังเครือข่าย AIS แต่ทราบว่าหากสอบถามจะได้ข้อมูลการจราจรอินเทอร์เน็ตซึ่งจะทำให้ทราบว่าจำเลยใช้เครือข่ายอะไร 

พยานทราบว่าการใช้คำสั่ง print out จากคอมพิวเตอร์จะปรากฏ http ส่วนเอกสารท้ายฟ้องที่เป็นการถ่ายภาพหน้าจอจากมือถือและนำลิ้งค์ http เป็นข้อความมาตัดแปะภายหลังสันติบาลเป็นคนทำเอกสาร พยานไม่ขอตอบและไม่ทราบว่าเอกสารจะสั่ง print out จากคอมพิวเตอร์หรือไม่ ไม่ทราบว่าข้อความในเอกสารจะมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือไม่

พนักงานอัยการโจทก์ถามติง ในปากของ ร.ต.อ.กษิดิษ โดยให้ดูเอกสารภาพหน้าจอบัญชีเฟซบุ๊กว่ามีชื่อภาษาอังกฤษเป็นชื่อพ้องกับชื่อของจำเลย พยานดูและตอบว่าใช่ 

ส่วนในปากของ พ.ต.ท.ฉัตรชัย อัยการโจทก์ถามติงโดยสรุปใจความได้ว่า พยานสอบปากคำ คมสัน โพธิ์คง เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2565 หลังมีการร้องทุกข์ 4 วัน แต่ไม่ได้เข้าร่วมสอบปากคำ ในส่วนโทรศัพท์มือถือพยานได้สอบถามกระทรวงดิจิตัลฯ เกี่ยวกับรายละเอียดอุปกรณ์ไว้ โดยมีผลว่าไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากผู้ให้บริการอยู่นอกราชอาณาจักร

X