ยื่นประกันตัว “พิชัย” ผู้ต้องขังคดีระเบิดฯ ศาลฎีกายกคำร้อง ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว “พิชัย” (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังวัย 33 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันพกพาและขว้างปาวัตถุระเบิดใส่รถยนต์สายตรวจของสถานีตำรวจนครบาลลุมพินีที่แยกราชประสงค์ ในช่วงเช้าวันที่ 4 ต.ค. 2564 กรณีที่ถูกขังหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน 

ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ต่อมาศาลมีคำสั่งให้ส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

.

พิชัยถูกขังหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ยังไม่ได้สิทธิประกันตัวสู้คดีชั้นฎีกา

สำหรับกรณีของพิชัย ถูกดำเนินคดีพร้อมกับนฤเบศร์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาหลัก ได้แก่ ร่วมกันมีวัตถุระเบิด (ระเบิดปิงปอง) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่, ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ 

พิชัยและนฤเบศน์ถูกเคยถูกขังในเรือนจำ 115 วัน ตั้งแต่ชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2564 จนชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จึงได้รับการประกันตัวในวันที่ 7 ม.ค. 2565 หลังทนายความยื่นประกันตัวในนัดคุ้มครองสิทธิ โดยศาลให้วางหลักประกันเป็นเงินสดคนละ 200,000 บาท พร้อมทั้งให้ติดกำไล EM (ต่อมาได้รับอนุญาตให้ถอดกำไล EM)

จำเลยทั้งสองต่อสู้คดี โดยให้การรับสารภาพเฉพาะในข้อหา พ.ร.บ.จราจรฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2566 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกพิชัย 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ปรับ 2,800 บาท และจำคุกนฤเบศร์ 3 ปี 4 เดือน ปรับ 2,150 บาท ซึ่งทั้งสองได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ 

ในวันที่ 23 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษจำคุกทั้งสองคน โดยไม่รอลงอาญา แต่พิพากษาแก้โทษปรับ (ในวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีเพียงพิชัยที่เดินทางมาศาล ส่วนนฤเบศน์ไม่ได้เดินทางมาศาล) พิชัยถูกขังในเรือนจำระหว่างรอคำสั่งประกันตัว ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง

.

ยื่นประกันตัวครั้งที่สอง ศาลฎีกายกคำร้อง ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 ทนายความพร้อมด้วยนายประกันยื่นคำร้องขอประกันตัวพิชัยเป็นครั้งที่สอง พร้อมกับเสนอหลักประกันจำนวน 400,000 บาท โดยคำร้องมีใจความสำคัญระบุว่า 

จำเลยมีความประสงค์ที่จะได้รับสิทธิประกันตัวในชั้นฎีกาเพื่อต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด โดยจำเลยมีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งแน่นอน สามารถติดตามได้ง่าย โดยจำเลยได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2565 และจำเลยก็ให้ความร่วมมือและเข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมด้วยดีตลอดเป็นระยะเวลาเกือบ 4 ปี  ไม่ปรากฏพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลบหนี หรือผิดเงื่อนไขประกันตัว

ในกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยอาจหลบหนีถ้าหากได้รับการประกันตัว ก็ขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่ของจำเลยหรือกำหนดเงื่อนไขอื่นใดให้จำเลยปฏิบัติ เพื่อป้องกันการหลบหนีหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

หากศาลเกรงว่าจำเลยจะไปก่อภยันตรายอื่น ก็ขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการใดที่ศาลเห็นว่าจะเป็นการไปก่อภยันตรายให้จำเลยปฏิบัติตาม และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ศาลก็สามารถเพิกถอนการประกันตัวได้ อีกทั้งผู้ร้องยื่นคำร้องขอประกันตัวโดยวางเงินสดเป็นหลักประกันจำนวน 400,000 บาท อันเป็นจำนวนเงินที่สูง สอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐานกลางหลักประกันการปล่อยชั่วคราว พ.ศ. 2565

ตอนท้ายของคำร้องได้ระบุว่า ผู้ร้องและจำเลยขอศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาคำร้องและมีคำสั่งให้อนุญาตให้ประกันตัวด้วยตนเอง  ทั้งหากเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามกฎหมาย หรือการแต่งตั้งผู้กำกับดูแล จำเลยยินดีปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

.

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2568 นายประกันได้ทราบคำสั่งของศาลฎีกา ลงวันที่ 16 ต.ค. 2568  ให้ยกคำร้อง ระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

.

ผลของคำสั่งดังกล่าว ทำให้พิชัยยังคงถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป ซึ่งจนถึงปัจจุบัน (20 ต.ค. 2568) เขาถูกขังมาแล้ว 28 วัน

X