รถทัวร์ที่ไม่มีเที่ยวกลับ สายอุบลฯ-พิเศษกรุงเทพฯ: เปิดใจ ‘วชิระ’ วันเดินทางมาฟังคำสั่งศาล คดี Kangaroo Court

นับว่าเป็นเวลา 17 วันแล้วที่ “วชิระ” (สงวนนามสกุล) ชาวอุบลราชธานีวัย 36 ปี ถูกขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังศาลมีคำสั่งไม่รับรองฎีกา เป็นผลให้คดีของเขาสิ้นสุดและถูกรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากเหตุแฮ็กเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนเป็น ‘Kangaroo Court’ หลังจากศาลมีคำวินิจฉัยว่าการปราศรัยของแกนนำราษฎรเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

.

ย้อนไปเมื่อเช้าของวันที่ 24 ก.ย. 2568 วชิระเดินทางมาถึงศาลอาญา รัชดาฯ ราวเจ็ดโมงครึ่งด้วยตัวคนเดียวตามที่ศาลนัดมาฟังคำสั่ง เขาเดินทางด้วยรถทัวร์มาจากจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่ 21.00 น. เศษ ของคืนก่อนหน้า ด้วยระยะทางเกือบ 600 กิโลเมตร กับเวลาเดินทางราวสิบชั่วโมง

วชิระเล่าให้ฟังว่าโดยปกติแล้วเวลาเขามีนัดศาล ก็จะเดินทางด้วยวิธีนี้และมาคนเดียวทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนจะแตกต่างออกไปหน่อย เพราะเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะไม่ได้กลับบ้านเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้าศาลอ่านคำสั่งในทำนองว่า ‘ไม่รับรองฎีกา’

“ตัวผมไม่อะไรเท่าไหร่ แต่พ่อแม่ก็ตกใจพอสมควร ก่อนออกจากบ้านเขาก็บอก ขอให้ผมโชคดี” 

วชิระบอกว่าถ้าในครอบครัว เขาสนิทกับพ่อแม่ที่สุดแล้ว พ่อแม่ค่อนข้างจะเข้าใจเขาในเรื่องความคิดทางการเมือง เขาก็จะคอยเล่าถึงความคืบหน้าคดีให้ครอบครัวฟังอยู่บ่อย ๆ

ก่อนหน้านี้ วชิระเป็นฟรีแลนซ์ทำแอนิเมชันมาก่อน แต่หลังจากที่ถูกดำเนินคดีนี้ เขาก็ไม่ได้รับงานอีก “ผมไม่แน่ใจว่าศาลจะมีนัดอะไรตอนไหน ก็เลยไม่กล้าไปรับงาน เพราะงานการ์ตูนแอนิเมชันมันมีเดดไลน์ที่สตริก (strict – เข้มงวด) มาก เผื่อว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นมาแล้วเราทำงานต่อไม่ได้ คนอื่นก็จะแย่ไปด้วย” วชิระเล่า

นับแต่นั้นมา เขาหันมาทำโปรเจกต์ส่วนตัวแทน ตอนนี้เขาทำเกมเอนจิน (Game Engine) อยู่ “พูดง่าย ๆ มันคือการทำเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำเกม แล้วจะมาดูว่ามันใช้อะไรจริงได้ไหม เป้าหมายตอนนี้ก็คือทำเครื่องมือก่อน ยังไม่เชิงว่าเป็นการทำเกมซะทีเดียว พวกรายละเอียดย่อย ๆ อย่างการเรนเดอร์ (render – การสร้างภาพกราฟฟิก) ก็มีเป็นความคิดอยู่ในหัวกับดีไซน์ในกระดาษ แต่ว่ายังไม่ได้เริ่มทำลงในคอมพิวเตอร์”

“ผมเขียนโปรแกรมมาตั้งแต่ ม.ปลายแล้ว ตัวที่ผมเขียนเกมอยู่เป็นภาษาค่อนข้างใหม่ มันยังไม่มีพวก Tooling (สิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนาโปรแกรม เช่นการช่วยเขียนโค้ด) กับ Library (ชุดข้อมูลของโค้ดที่เขียนไว้แล้วให้สามารถนำมาใช้ได้) เยอะ ผมก็เลยคิดว่าจะพยายามทำให้ภาษานี้มันสมบูรณ์แบบกว่าที่มันเป็นอยู่ เผื่อจะมีคนมาใช้มากขึ้น” 

วชิระเล่าเสริมว่า “ภาษานี้ผมไม่ได้เขียนเองนะ มีคนอื่นเขียนไว้ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักภาษานี้กัน ผมก็เลยอยากจะช่วยพัฒนา อย่างช่วยหา bug บ้าง ช่วยเขียน test บ้าง ช่วยแก้ข้อบกพร่องในภาษาเขาด้วย แล้วจากนั้นก็มาทำเกมเอนจิน (Game Engine) เราก็จะค่อย ๆ เห็นว่าภาษานี้ต้องการอะไรเพิ่มบ้าง เผื่อว่าจะทำเพิ่มให้คนอื่นมาใช้ด้วย เพราะมันเป็น open source”

.

“ผมก็คาดหวังว่าให้เขารับ (ฎีกา) ไว้ก่อนแหละครับ แต่ว่าออกมาทางไหนผมก็ไม่ค่อยจะดีใจทั้งคู่เลย เพราะว่าถ้าศาลรับคดีก็จะยังติดอยู่ในหัวตลอดไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันค่อนข้างลำบากสำหรับผม แต่ถ้าศาลบอกไม่รับ ก็เข้าเรือนจำ คราวนี้ก็ไม่รู้ว่าข้างในมันจะเป็นยังไงเหมือนกัน

“สภาพแวดล้อมมันไม่เหมือนข้างนอก คือคนมันเยอะ แล้วเราไม่รู้ว่าแต่ละคนเป็นยังไง ความเป็นส่วนตัวมันไม่มี งานอดิเรกที่ผมเคยทำแบบนี้ก็ทำข้างในไม่ได้” วชิระเล่า

วชิระยังเล่าถึงปัญหาสุขภาพที่เขาเผชิญอยู่ อาการป่วยทางจิตใจทำให้เขาต้องทานยาจิตเวชเป็นประจำมาร่วม 9 ปีแล้ว คงเป็นเรื่องที่เขากังวลใจที่สุดถ้าต้องเข้าเรือนจำ “ผมไม่อยากหยุดยาเลย การขาดยาแล้วมันส่งผลค่อนข้างแย่กับชีวิตและการทำงานของสมอง คือยาพวกนี้มันหยุดเลยไม่ได้ ต้องค่อย ๆ ลดโดส (dose) ไปเรื่อย ๆ ถ้าหยุดเอง มันจะกลับมาแย่กว่าเดิม แล้วจะรักษายากกว่าเดิม

“เอาจริง ๆ ผมก็เตรียมใจมาบ้างแล้วว่าวันนี้อาจจะเข้าเรือนจำ ผมก็เครียดนะ แต่มันเป็นสิ่งที่เรากำหนดอะไรไม่ได้เลย ถ้าผมต้องเข้าไปข้างใน ก็คงเหมือนผู้ต้องขังคดีการเมืองทุกคน ตอนนี้ก็หวังเรื่องนิรโทษกรรม แต่ปัญหาคือเขาจะไม่นิรโทษกรรมรวมคดี 112 ด้วย คือผมว่าตรงนี้มันเป็นปัญหามาก ๆ อาจจะไม่ใช่ส่วนใหญ่ แต่มันเป็นจำนวนที่เยอะ คนที่โดนคดี 112 บางคนก็จะคล้าย ๆ กับผู้นำทางความคิด ผมว่าเขาตั้งใจที่จะไม่ให้พวกเขาออกไปข้างนอกอีก อย่างคุณอานนท์ (นำภา) อะไรแบบนี้ คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง” วชิระเล่า

แต่ถ้าหากว่าศาลมีคำสั่งรับฎีกา เขาก็คงกลับบ้านไปทำโปรเจกต์ตัวเองต่อเหมือนเดิม ส่วนงานแอนิเมชัน (Animation) ที่หยุดทำไปตั้งแต่ถูกดำเนินคดี เขาก็ยังอยากกลับไปทำอยู่เหมือนเดิม 

“ถ้าทำเกมยังไงก็ต้องทำแอนิเมชันด้วยอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเป็นแบบรับงานเขามาทำ ก็มีคิดอยู่ ช่วงนี้ที่ญี่ปุ่นเริ่มรับแอนิเมเตอร์ (Animator) ทำงาน Work From Home มากขึ้น เพราะว่าญี่ปุ่นค่อนข้างขาดแคลน แล้วตอนนี้คนต่างชาติก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เราไม่ต้องรู้ภาษามากเท่าไหร่ก็ได้ เพราะว่าเขามีผู้ประสานงาน (coordinator) คอยแปลภาษาให้”

.

สำหรับเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญมีประเด็นล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่มีคำวินิจฉัยเผยแพร่ออกมาโดยระบุส่วนหนึ่งว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง กรณีนี้เขามีความเห็นว่า “อย่างที่หลายคนพูดไปแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญตอบมาเกินที่ไม่ได้ถาม ผมก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงตอบมาอย่างนั้นโดยที่เรื่องที่ส่งไปเขาไม่ได้ถามว่าโหวตได้หรือไม่ ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญตอนนี้ก็คือเป็นทำตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ซะเอง เขาสามารถจะทำอะไรก็ได้ ขอให้มีคนร้องไป ปลดนายกฯ ก็ได้ ยุบพรรคก็ได้ ปลดรองประธานสภาฯ ก็ได้ 

แล้วถ้าหากต่อไปเราจะหาวิธีให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญไปด้วย ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ผิด ถึงจะไม่ใช่ประชาชนเลือก สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) โดยตรง ที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้ประชาชนเลือกคณะที่จะไปแต่งตั้ง สสร. แต่ผมก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะห้ามเหมือนเดิม”

ถ้าในมุมมองของวชิระสำหรับศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เขาบอกว่า “ผมก็คิดว่ายังควรมีอยู่ต่อ แต่มีหน้าที่แค่พิจารณากฎหมายว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ไม่ใช่องค์กรที่สามารถลงโทษคนได้ ก็คือว่าควรจำกัดอำนาจ ไม่ใช่มีอำนาจครอบคลุมจนเกินขอบเขต”

.

.

หลังวชิระเล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาให้ฟังไม่นานนัก ก็ถึงเวลาที่ศาลนัดไว้ เขาเดินมาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 เพื่อฟังคำสั่งศาล จากนั้นผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดี เรียกให้วชิระลุกขึ้นยืนและอ่านคำสั่งเพียงสั้น ๆ ว่า จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ให้ราชทัณฑ์รับตัวจำเลยไว้และให้ออกหมายจำคุก คดีถึงที่สุดแก่จำเลย และระบุคำสั่งไว้ในสำนวนว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรมีศาลสูงสุด จึงไม่อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง”

ผลของคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว ทำให้คดีของวชิระสิ้นสุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ศาลอาญาจึงได้ออกหมายจำคุกตามโทษที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไว้ 1 ปี 6 เดือน 

กระเป๋าสัมภาระที่วชิระพกติดตัวมาถูกฝากส่งเป็นพัสดุกลับภูมิลำเนา ส่วนตัวของเขาถูกใส่กุญแจมือพาตัวลงไปคุมขังใต้ถุนศาล พร้อมกับพกยาจิตเวชติดตัวไว้ด้วย ก่อนถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 

จนถึงวันนี้ (10 ต.ค. 2568) วชิระยังต้องรอคอยอีก 1 ปี 5 เดือน กับอีก 13 วัน เพื่อให้ได้นั่งรถทัวร์กลับบ้าน

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“วชิระ” จำเลยคดีแฮ็กเว็บศาล รธน. เข้าเรือนจำทันทีด้วยโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน เหตุศาลไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง 

ชีวิตนอกโลกดิจิทัล ของ “วชิระ” ผู้หลงใหลในโค้ดและฟิสิกส์ ก่อนเผชิญคดีเพราะเปลี่ยนหน้าเว็บศาลรัฐธรรมนูญเป็น ‘Kangaroo Court’ 

X