อัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน
ประธาน
คณะกรรมาธิการยุโรป
กรุงบรัสเซลส์, ประเทศเบลเยียม
มารอส เซฟโควิช
กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
คณะกรรมาธิการยุโรป
กรุงบรัสเซลส์, ประเทศเบลเยียม
RE: การค้าต้องส่งเสริม ไม่ส่งผลเสียต่อสิทธิมนุษยชน
เรียน ประธานอัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน และ กรรมาธิการฯ มารอส เซฟโควิช
อีกไม่กี่วันข้างหน้า สหภาพยุโรปและประเทศไทยจะเริ่มการเจรจาอีกครั้ง เกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (FTA) สำหรับพลเมืองไทยจำนวนมาก การประชุมที่กรุงบรัสเซลส์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงไปมากกว่าการเข้าถึงตลาด หรืออัตราภาษีศุลกากร แต่เป็นบททดสอบคำมั่นสัญญาของสหภาพยุโรปที่จะกำหนดให้ประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายการต่างประเทศ เมื่อมีการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านการค้า มาตรา 21 ของสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป และมาตรา 207 ของสนธิสัญญาว่าด้วยการดำเนินงานของสหภาพยุโรป ต่างระบุอย่างชัดเจนว่า การพัฒนานโยบายการค้าใด ๆ จะต้องส่งเสริมและไม่ส่งผลเสียต่อคุณค่าสากลเหล่านี้
ความถดถอยด้านประชาธิปไตยในประเทศไทย
ในประเทศไทย คุณค่าสากลเหล่านี้กำลังเสื่อมถอยลง นับตั้งแต่ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคการเมืองซึ่งได้รับชัยชนะ ซึ่งแม้จะหาความสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่น จนเป็นตัวแทนของผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ 70% แต่พวกเขาก็ยังถูกปิดกั้นจากวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ภายในปีเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากการเข้าชื่อเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ทั้งยังมีความเสี่ยงว่าอาจมีการตัดสิทธิทางการเมืองอย่างถาวรต่อสส.ของพรรคจำนวน 44 คน ซึ่งลงชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากการกระทำในลักษณะดังกล่าวอาจถูกมองได้ว่าเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ศาลเดียวกันยังได้ออกคำสั่งถอดถอนนายกรัฐมนตรีสองคนในช่วงเวลาเดียวกัน โดยการแทรกแซงเหล่านี้ซึ่งมีรากเหง้ามาจากรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจาก คสช. เมื่อปี 2560 และได้รับการหนุนเสริมจากการใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดทางอาญากับการแสดงออกโดยสงบ ทำให้เกิดบรรยากาศที่กดดันไม่ให้มีการอภิปรายในที่สาธารณะ ทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ และทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจว่าจะมีการเคารพต่อผลของการเลือกตั้ง แม้ภาคประชาสังคมจะรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มีปัญหา ก็ยังคงล้มเหลวหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 2563 โดยมีร่างแก้ไขเพิ่มเติมเกือบ 30 ฉบับที่ถูกตีตกโดยรัฐสภา แนวโน้มเหล่านี้ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างแท้จริงว่า จะมีการดำเนินงานตามมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิภายใต้ความตกลงการค้าเสรีได้อย่างไร
การปราบปรามการใช้สิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
นับแต่มีขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนหนุ่มสาวตั้งแต่ปี 2563 ประชาชนเกือบ 2,000 คน รวมทั้งเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีกว่า 280 คน ถูกดำเนินคดีอาญา เพียงเพราะใช้สิทธิเสรีภาพด้านการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ มีการใช้กฎหมายฉบับต่าง ๆ เป็นอาวุธ รวมทั้งกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ซึ่งมีโทษจำคุก 3-15 ปี เทียบเท่ากับโทษจำคุกข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ศาลไทยได้ใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อลงโทษต่อการทำโพลสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างสงบ รวมทั้งการสวมชุดไทย และแม้กระทั่งการอ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นการวิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ ในระหว่างการชุมนุมอย่างสงบ นับแต่ปี 2563 ประชาชนกว่า 300 คนถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งมีอัตราที่ศาลจะตัดสินว่ามีความผิดสูงถึงเกือบ 90% ในเดือนมกราคม 2567 นักกิจกรรมไทยคนหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 50 ปี ตามกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ จากการโพสต์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยในเฟซบุ๊ก นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงถูกศาลตัดสินจำคุกรวมกันเกือบ 30 ปี จากการรณรงค์อย่างสันติให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ ในเวลาเดียวกัน นักโทษการเมืองกว่า 50 คนต้องถูกจองจำ เพียงเพราะออกมาเรียกร้องเสรีภาพของพลเมืองและความหลากหลายทางความคิด
รัฐสภายุโรปได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติมิชอบเหล่านี้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 โดยล่าสุดในเดือนมีนาคม 2568 รัฐสภายุโรปได้ “เรียกร้องให้รัฐบาล [ไทย] แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกมาตรา 112 และกฎหมายที่จำกัดสิทธิอื่น ๆ เพื่อประกันสิทธิที่จะมีเสรีภาพด้านการแสดงออก การชุมนุมอย่างสงบ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง” นอกจากนั้น ยังได้สั่งการให้คณะกรรมาธิการยุโรป “ใช้การเจรจาความตกลงการค้าเสรี เพื่อกดดันประเทศไทยให้ปฏิรูปกฎหมายที่จำกัดสิทธิ โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ [และ] ปล่อยตัวนักโทษการเมือง”
ปัญหาท้าทายต่อสิทธิแรงงานและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ
นอกจากการละเมิดสิทธิทางพลเรือนและทางการเมือง รวมทั้งการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นการละเมิดต่อหลักการไม่ส่งกลับแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายด้านสิทธิแรงงานอย่างเป็นระบบ แรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติหลายแสนคนเสี่ยงที่จะถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ มีการตอบโต้ต่อแกนนำแรงงาน มีการจ่ายค่าแรงที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างเป็นระบบ และมีการขยายตัวอย่างมากของงานนอกระบบที่มีความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2565 มีรายงานว่า แรงงานข้ามชาติชาวพม่าในจังหวัดชายแดน ถูกบังคับให้ต้องทำงานนานถึง 99 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยได้รับค่าจ้างในระดับต่ำสุด ในขณะที่นายจ้างได้ยึดเอกสารประจำตัวของพวกเขาไว้ การปฏิบัติมิชอบเหล่านี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากระบบการกำกับดูแลและความรับผิดที่อ่อนแอ ทำให้เกิดบรรยากาศที่ภาคธุรกิจสามารถทำการละเมิดที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานได้ โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อการขยายกิจการของตน
นอกจากนั้น ปัญหาการกว้านซื้อเวนคืนที่ดินและความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม ได้ทำลายชุมชนจำนวนมาก ผู้ที่ออกมาต่อต้าน โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม มักถูกคุกคามผ่านกระบวนการยุติธรรม และถูกฟ้องคดีปิดปาก ในเดือนกันยายน 2567 ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีถูกฟ้องหมิ่นประมาทโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จํากัด (มหาชน) หลังจากได้เผยแพร่รายงานต่อสาธารณะ เชื่อมโยงกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของบริษัท กับการขยายตัวของปลาหมอคางดำที่เป็นสัตว์ต่างถิ่นที่รุกราน และส่งผลกระทบต่อการประมงในประเทศ คุกคามต่อพันธุ์สัตว์น้ำในท้องถิ่น และส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงรายย่อย ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (WHRDs) ในประเทศไทย ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลานาน ตามข้อมูลของ Protection International ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนระดับรากหญ้ากว่า 570 คนในประเทศไทยอยู่ถูกดำเนินคดี ตามข้อมูลในเดือนธันวาคม 2565
ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่อยู่ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี
แม้ว่าปัญหาท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงานของประเทศไทย ต้องได้รับความสนใจอย่างเร่งด่วน แต่ความตกลงการค้าเสรีต้องหลีกเลี่ยงที่จะนำข้อบทด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากความตกลง TRIPS-plus มาใช้ มาตรการต่าง ๆ รวมทั้งการขยายอายุสิทธิบัตร (patent term extensions) และการผูกขาดข้อมูลทางยา (data exclusivity) จะยิ่งส่งเสริมให้มีการผูกขาดทางการค้าต่อไป และเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาสามัญในราคาที่เหมาะสมและในเวลาที่จำเป็น เป็นการเพิ่มและสร้างภาระด้านงบประมาณสาธารณสุข ความตกลงการค้าเสรียังจะต้องไม่มีเนื้อหาตามหลักเกณฑ์แบบ UPOV ซึ่งมีแนวโน้มที่จะจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการทำการเกษตรแบบที่เคยเป็นมาในอดีต รวมทั้งการเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ เป็นการเพิ่มต้นทุนปัจจัยการผลิต และส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแปลงเกษตร ทำลายความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ข้อบทแบบ TRIPS-plus และหลักเกณฑ์แบบ UPOV จะทำให้เกิดความอ่อนแอต่อการบังคับใช้สิทธิ (compulsory-licensing) และมาตรการคุ้มครองสิทธิอื่น ๆ ของ TRIPS ชะลอการผลิตในประเทศ และเปลี่ยนทางเลือกด้านนโยบายจากการให้ความสำคัญต่อการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพในชนบทเป็นอย่างอื่น
ข้อเสนอแนะ
เราขอเรียกร้องให้สหภาพยุโรปดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ เพื่อประกันให้มีความรับผิดและการคุ้มครองต่อสิทธิ
ประกันการมีส่วนร่วม บทบาทในการตรวจสอบ และการปฏิบัติตามของภาคประชาสังคม
- กำหนดให้เนื้อหาของความตกลงครอบคลุมข้อบทที่มีผลบังคับตามกฎหมายด้านการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งข้อกำหนดให้มีการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
- จัดตั้งกลไกติดตามและร้องเรียนที่มีความเป็นอิสระ เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบได้รับความช่วยเหลือในการชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องมือในการจัดการผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการใช้กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐภายใต้ข้อบัญญัติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TSD) ประกันให้มีการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนอย่างเป็นองค์รวมและมีส่วนร่วม โดยกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศไทย ทั้งนี้โดยต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากภาคประชาสังคมไทยด้วย จัดให้มีการทบทวนอิสระประจำปี เพื่อประเมินผลกระทบด้านการค้า การลงทุน สิทธิมนุษยชน และความยั่งยืน โดยผ่านการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม หน่วยงานของรัฐ และผู้เชี่ยวชาญอิสระ
- ประกันให้ความตกลงการค้าเสรีประกอบด้วยกลไกระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อให้มีการบังคับใช้ ช่องทางการร้องเรียนที่เข้าถึงได้ และบทลงโทษที่ชัดเจน (เช่น การระงับสิทธิพิเศษทางการค้า หรือการสั่งปรับ) กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน และสิ่งแวดล้อม
การคุ้มครองสิทธิทางพลเรือนและทางการเมือง รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
- ร้องขอให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองโดยทันที และกระตุ้นรัฐบาลไทยให้นิรโทษกรรมเหยื่อจากการดำเนินคดีทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์
- กระตุ้นรัฐบาลไทยให้ยกเลิกการดำเนินคดีทั้งหมดต่อเด็กและบุคคล ซึ่งใช้สิทธิขั้นพื้นฐานที่จะมีเสรีภาพด้านการแสดงออก และการชุมนุมอย่างสงบ นับแต่ปี 2549
- ส่งเสริมกระบวนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และมีประชาชนเป็นศูนย์กลางในประเทศไทย โดยมีพื้นฐานมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและเท่าเทียม และไม่มีการจำกัดสิทธิใด ๆ อย่างไม่เหมาะสม
การคุ้มครองแรงงานและสิทธิของคนงานข้ามชาติ
- จัดทำแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อมุ่งสู่การให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 (ประกันสิทธิของคนงานในการรวมตัวและจัดตั้งสหภาพแรงงานอย่างเสรี) และฉบับที่ 98 (ประกันสิทธิของคนงานในการเจรจาต่อรองร่วม และคุ้มครองไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติที่ต่อต้านสหภาพแรงงาน)
- กำหนดให้มีการปฏิรูปอย่างเป็นองค์รวมต่อกฎหมายแรงงานของประเทศไทย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยให้มีการปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงาน และกลุ่มแรงงาน
- ดำเนินการตามกลไกตรวจสอบอย่างเป็นทางการในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยให้สหภาพแรงงานและคนงานสามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจากสหภาพยุโรป หรือห่วงโซ่อุปทานที่ส่งสินค้าไปสหภาพยุโรป
- จัดทำเนื้อหาของข้อบทด้านแรงงานและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในความตกลงการค้าเสรี ให้มีความสอดคล้องกับหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาอย่างเป็นผล การคุ้มครองทางเพศ และกลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ
การคุ้มครองการสาธารณสุข ความมั่นคงด้านอาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ
- หลีกเลี่ยงการนำข้อบทของความตกลง TRIPS-plus มาใช้ เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดการขัดขวาง หรือชะลอการเข้าถึงยาสามัญ, ดำเนินงานอย่างเปิดเผยเพื่อคุ้มครองความยืดหยุ่นด้านสาธารณสุข รวมทั้งการคุ้มครองการบังคับใช้สิทธิ
- กำหนดข้อบทที่ชัดเจนซึ่งห้ามไม่ให้มีการออกสิทธิบัตรต่อพืช สัตว์ และกระบวนการทางชีวภาพ
- ปฏิเสธการบังคับใช้มาตรฐาน UPOV 1991 ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของเกษตรกรที่จะเก็บรักษา แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ และคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรตาม สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGRFA)
ในฐานะผู้รณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมายาวนาน สหภาพยุโรปสามารถใช้เวทีความตกลงการค้าเสรีเพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติมิชอบเหล่านี้ และประกันให้มีการเคารพต่อหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน และประกันว่าคุณค่าเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความตกลงนี้
ลงนามโดย:
ASEAN Parliamentarians for Human Rights (APHR)
CIVICUS: World Alliance for Citizen Participation
Cross Cultural Foundation (CrCF)
ENLAWTHAI Foundation
Environmental Justice Foundation (EJF)
ETO Watch
Focus on the Global South
Fortify Rights
FORUM-ASIA
Freedom Bridge
Human Rights and Development Foundation (HRDF)
Human Rights Lawyers Association (HRLA)
Human Rights Watch
iLAW
International Federation for Human Rights (FIDH)
Migrant Working Group
Protection International
Solidarity Center
Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)
Union for Civil Liberty





