FTA EU-ไทย กับเงื่อนไขที่มองข้ามไม่ได้: เมื่อสิทธิมนุษยชน 11 ปี คือตัวแปรหลักในข้อตกลงการค้าไทย-EU

ตั้งแต่ปี 2556 ประเทศไทยและสหภาพยุโรป (European Union: EU) ได้เริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) แต่ด้วยการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2557 ทำให้สหภาพยุโรปจึงขอชะลอการเจรจาไว้

ต่อมา ในปี 2562 หลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลในไทย สหภาพยุโรปได้มีข้อมติให้ฟื้นความสัมพันธ์ทางการเมืองกับไทยและให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาความเป็นไปได้ในการฟื้นการเจรจา FTA โดยในเดือนตุลาคมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศได้มีมติให้สหภาพยุโรปมีการหารือ เพื่อฟื้นความสัมพันธ์กับไทยในทุกมิติ รวมถึงการดำเนินการไปสู่การฟื้นการเจรจา FTA 

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ในปี 2568 ได้มีการประชุมรอบที่ 6 ระหว่างวันที่ 23-27 มิ.ย. และได้กำหนดการประชุมในรอบที่ 7 ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการค้าและภาษีศุลกากรเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบต่อความมุ่งมั่นของสหภาพยุโรป ในความยึดมั่นต่อหลักประชาธิปไตย นิติธรรม และสิทธิมนุษยชน สนธิสัญญาของสหภาพยุโรปได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 21 แห่งสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป (Treaty on European Union : TEU) และมาตรา 207 แห่งสนธิสัญญาว่าด้วยการดำเนินงานของสหภาพยุโรป (Treaty on the Functioning of the European Union : TFEU) ว่า นโยบายการค้าของ EU ต้อง “ส่งเสริม” สิทธิมนุษยชน

สำหรับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2563 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมไปแล้วเกือบ 2,000 คน รวมไปถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี กว่า 280 คน ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 54 คนที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ เพียงเพราะพวกเขามีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง

ตลอดระยะเวลา 11 ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่การรัฐประหาร ในปี 2566 รัฐสภายุโรป (European Parliament) ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมอย่างสันติ หรือแม้กระทั่งปัญหาสิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อม สภาฯ เรียกร้องให้รัฐไทยนิรโทษกรรมนักกิจกรรมทางการเมือง แก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 พร้อมกับเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรป “ใช้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือกดดันประเทศไทยให้ปฏิรูปกฎหมายที่มีลักษณะกดขี่ประชาชน โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง”

ในโอกาสที่การเจรจารอบต่อไปจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมอ่านข้อกังวลของรัฐสภายุโรปที่เคยแสดงให้กับประเทศไทยในห้วงเวลา 11 ปีที่ผ่านมา พร้อมข้อเสนอจากองค์กรภาคประชาสังคมต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย

.

ตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2557 จนถึงปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ติดตามสถานการณ์ในไทยอย่างต่อเนื่องและหลายครั้งได้แสดงความกังวล ความเห็น หรือท่าทีต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมอย่างน้อย 14 ครั้ง ประกอบด้วย ผ่านคำแถลงการณ์รวมอย่างน้อย 5 ครั้ง, ผ่านมติของรัฐสภารวมอย่างน้อย 3 ครั้ง, ผ่านการประชุม อย่างน้อย 3 ครั้ง, ผ่านการประชุมร่วมกับตัวแทนจากรัฐไทย อย่างน้อย 1 ครั้ง, ผ่านการให้สัมภาษณ์ของสมาชิกสภาฯ อย่างน้อย 1 ครั้ง และ ผ่านการลงนามในข้อตกลงร่วม อย่างน้อย 1 ครั้ง 

โดยสามารถแบ่งช่วงเหตุการณ์ได้ 3 ยุคสมัย ได้แก่ สมัยการรัฐประหารของ คสช. ตั้งแต่หลังปี 57, สมัยการเลือกตั้งปี 62 และสมัยการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย การชุมนุมใหญ่ของประชาชนตั้งแต่ปี 63 

ช่วงการรัฐประหารของ คสช. หลังปี 57

22 พ.ค. 57 – หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าทำการรัฐประหาร กระทรวงการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (European External Action Service : EEAS) โดยโฆษก ได้ออกคำแถลงการณ์ มีใจความสำคัญว่า “…ทหารจะต้องให้การยอมรับและเคารพอำนาจฝ่ายพลเรือนภายใต้รัฐธรรมนูญว่าเป็นหลักการพื้นฐานของธรรมาภิบาลด้านประชาธิปไตย ทั้งยังต้องยึดถือมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล รวมทั้งคุ้มครองเสรีภาพสื่อ…”

23 มิ.ย. 57 – ขณะนั้นรัฐบาลทหารยังคงไม่คืนอำนาจให้แก่พลเรือน คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปได้มีการประชุมเกี่ยวกับประเทศไทยและเผยแพร่สรุปผลการประชุม โดยมีใจความสำคัญว่า “…สหภาพยุโรปมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนการทำงาน โดยให้มีการระงับการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกจะไม่ลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ  (Partnership and Cooperation Agreement : PCA) กับประเทศไทย จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง…”

8 ต.ค. 58 – รัฐบาลทหารยังคงยึดอำนาจอยู่และมีการใช้กฎหมายดำเนินคดีผู้ที่ต่อต้านให้ขึ้นศาลทหาร รัฐสภายุโรปได้ลงมติประณามรัฐบาลทหารของไทยและเรียกร้องให้ไทยกลับสู่หลักประชาธิปไตย ปล่อยนักโทษการเมือง ยุติการละเมิดสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชน ให้ทางการไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ตนเป็นภาคี สรุปได้ใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • เรียกร้องให้ยกเลิกข้อจำกัดที่กดขี่สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมตัวโดยทันที นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง ผู้ที่ถูกตั้งข้อหา หรือ ถูกตัดสินจำคุกจากการใช้สิทธิโดยสงบและเรียกร้องให้คืนอำนาจให้กับรัฐบาลพลเรือนโดยเร็วที่สุด ให้มีการกำหนดแผนการจัดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมโดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจนและมีผลผูกพัน
  • เรียกร้องให้ทบทวนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) เพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง ไม่ให้มีการลงโทษจากการแสดงออกทางการเมืองโดยสันติ และให้ระงับการใช้กฎหมายนี้อย่างกว้างขวางในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
  • เรียกร้องให้ดำเนินการป้องกันการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเล เพื่อจัดการกับการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ และการละเมิดสิทธิแรงงาน ให้มีการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเพื่อรับรองว่าไม่มีการใช้แรงงานทาส
  • ขอให้ทางการไทยเรียกร้องให้มีการไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นอิสระ โอนอำนาจการพิจารณาคดีพลเรือนทั้งหมดจากศาลทหารไปยังศาลพลเรือน ยุติการควบคุมตัวตามอำเภอใจภายใต้กฎอัยการศึกและใช้มาตรการจำกัดแทนที่จะเพิ่มอำนาจของกองทัพในการควบคุมตัวพลเรือน

สภายุโรปยังได้มีข้อเรียกร้องให้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกงดการลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) กับประเทศไทย จนกว่าจะมีการฟื้นฟูประชาธิปไตยที่น่าเชื่อถือและเรียกร้องให้สหภาพยุโรปใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจและทางการทูตเพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน พร้อมระบุให้คณะผู้แทนสหภาพยุโรปติดตามสถานการณ์การพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิด

11 ธ.ค. 60 – คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปได้มีการประชุมเกี่ยวกับประเทศไทยและเผยแพร่สรุปผลการประชุม โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปกับไทยในย่อหน้าที่ 12  มีใจความสำคัญว่า “…คณะมนตรีฯ จะยังคงทบทวนความสัมพันธ์กับประเทศไทยต่อไป โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษในประเด็นดังต่อไปนี้

  • การยกเลิกข้อจำกัดต่อเสรีภาพในการแสดงออกและสื่อ รวมถึงเสรีภาพในการชุมนุมและสมาคม ตลอดจนการยกเลิกข้อจำกัดต่อกิจกรรมของพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงการเคารพและสนับสนุนกิจกรรมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
  • การจัดการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและครอบคลุมตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันประชาธิปไตยที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์
  • การจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ช่วงหลังการเลือกตั้งปี 62

14 ต.ค. 62 – คณะมนตรีสหภาพยุโรปเผยแพร่ข่าวว่า สหภาพยุโรปจะขยายการมีส่วนร่วมกับรัฐไทยหลังการเลือกตั้ง โดยสภายุโรปได้รับทราบการนำเสนอของตัวแทนระดับสูงเกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม สภาฯ จึงพิจารณาว่าเหมาะสมแล้วที่สหภาพยุโรปจะดำเนินขั้นตอนเพื่อขยายความร่วมมือกับประเทศไทย โดยเตรียมการเพื่อลงนามในความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) และยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการ เพื่อกลับมาเจรจาในความตกลงการค้าเสรี (FTA) 

21 ก.พ. 63 – หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ กระทรวงการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EEAS) โดยโฆษก ได้ออกคำแถลงการณ์ มีใจความสำคัญว่า “การยุบพรรคอนาคตซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคฝ่ายค้านหลัก ถือเป็นความถดถอยของพหุนิยมทางการเมืองในประเทศไทย…การยุบพรรคการเมืองหรือการสั่งห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการขัดแย้งกับกระบวนการฟื้นการเมืองแบบพหุนิยมที่ได้เริ่มต้นไปเมื่อปีที่แล้ว พื้นที่ทางการเมืองในประเทศไทยควรเปิดกว้างอยู่เสมอ…”

ช่วงการชุมนุมใหญ่ของประชาชนตั้งแต่ปี 63

28 ต.ค. 63 – หลังเกิดการชุมนุมใหญ่หลายครั้งในประเทศไทยและเริ่มมีการดำเนินคดีผู้ที่ออกมาชุมนุม ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งที่ 15 ระหว่างสหภาพยุโรปและตัวแทนจากไทยได้มีการหารือกันในหลากหลายประเด็นรวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนและได้ย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการชุมนุม การแสดงออก และสื่อมวลชน ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการประท้วงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สหภาพยุโรปเน้นย้ำว่าผู้ประท้วงที่ถูกควบคุมตัวที่เหลืออยู่จำเป็นต้องได้รับกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้องตามกฎหมายและการปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายระหว่างประเทศและมาตรฐานที่ควบคุมการปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัว

14 ธ.ค. 65 – ไทยกับสหภาพยุโรปได้ร่วมลงนามอย่างเป็นทางการในร่างความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือในทุกมิติทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การเจรจาความตกลงการค้าเสรี นอกจากนี้ในข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งในข้อตกลงดังกล่าวมีองค์ประกอบที่สำคัญในด้านสิทธิมนุษยชนและการเคารพหลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และธรรมาภิบาล

ไทยจึงไม่สามารถปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปที่เรียกร้องให้เคารพ องค์กรอภาคประชาสังคมและผู้ทำงานด้านประชาสังคมและผู้อื่น รวมถึงต้องให้หลักประกันเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม ให้ทบทวนกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์และปล่อยตัวบุคคลที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้โดยทันที

นอกจากนี้ไทยต้องทบทวนร่าง พ.ร.บ.การดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร พ.ศ. 2564, กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาของประเทศ ให้สอดคล้องกับ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งประเทศไทยได้ลงนามและให้สัตยาบัน

14 มิ.ย. 66 – รัฐสภายุโรปได้ลงมติว่าด้วยร่างมติของคณะมนตรีฯ ในการสรุปความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) กับราชอาณาจักรไทย โดยมีใจความสำคัญ ย้ำถึง มาตรา 1(1) ของความตกลงฯ ว่าด้วยกำหนดให้ สิทธิมนุษยชนและการเคารพหลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และธรรมาภิบาลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และเน้นย้ำว่าข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนจะต้องถูกนำมาพิจารณาในระหว่างการเจรจากับประเทศไทย

ในสรุปดังกล่าวได้มีการพูดถึงข้อกังวลหลายข้อ ซึ่งมีใจความสรุปได้ว่า ในเรื่องของนักโทษทางการเมืองและการดำเนินคดีกับเยาวชนในข้อหามาตรา 112 รัฐสภาฯ เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองที่ถูกคุมขังจากการชุมนุมอย่างสันติ และให้รัฐบาลเคารพเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และบทบาทของสื่อและองค์กรภาคประชาสังคมและทบทวนกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ มาตรา 112 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและกฎหมายคอมพิวเตอร์ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในกรณีหากไทยล้มเหลวในการปฏิบัติตาม “องค์ประกอบที่สำคัญ” ของ PCA สหภาพยุโรปสามารถใช้มาตรการที่เหมาะสมได้ ซึ่งรวมถึง การระงับความตกลง PCA หรือ การระงับสิทธิพิเศษทางการค้า ภายใต้เงื่อนไขใน FTA ในอนาคต

18 เม.ย. 66 – แม้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทยยังคงน่ากังวลแต่อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปและไทยยังคงดำเนินการตามข้อตกลงเดิมเมื่อ 14 ธ.ค. 65 ทางด้าน Jordi SOLÉ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปและสมาชิกคณะกรรมาธิการการต่างประเทศได้กล่าวกับสำนักข่าว Deutsche Welle ว่า “นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สำหรับสหภาพยุโรปที่จะผลักดันมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่สูงขึ้นในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดของไทย”

23 ส.ค. 66 – หลังจากที่ประเทศไทยได้มีการเลือกตั้งรัฐบาลพลเรือน โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเศรษฐา ทวีสิน ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EEAS) โดยโฆษก ได้ออกคำแถลงการณ์ มีใจความสำคัญว่า “…ขอแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย สหภาพยุโรปตั้งตารอที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทย เพื่อสนับสนุนระเบียบโลกที่ยึดหลักเกณฑ์ ความมั่นคงในภูมิภาค การพัฒนาที่ยั่งยืน ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความรุ่งเรือง และการค้าเสรีที่เป็นธรรม รวมถึงความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) ระหว่างสหภาพยุโรปกับไทยที่ได้ลงนามไปเมื่อเดือนธันวาคม 2565 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการนำความตกลงดังกล่าวไปปฏิบัติโดยเร็วภายใต้รัฐบาลชุดใหม่นี้”

7 ส.ค. 67 – หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก้าวไกล กระทรวงการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EEAS) โดยโฆษก ได้ออกคำแถลงการณ์ มีใจความสำคัญว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพรรคก้าวไกล ถือเป็นการถดถอยของพหุนิยมทางการเมืองในประเทศไทย…ระบบประชาธิปไตยใด ๆ ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากพรรคการเมืองและผู้สมัครจำนวนมาก ข้อจำกัดใด ๆ ต่อการใช้เสรีภาพในการรวมตัวและการแสดงออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกิจกรรมและการจัดตั้งพรรคการเมือง จะต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติและหลักการที่เกี่ยวข้องของตราสารระหว่างประเทศ รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง…”

13 มี.ค. 68 – หลังจากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ประเทศไทยได้ส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน สภายุโรปได้มีมติเร่งด่วนประณามการกระทำดังกล่าวซึ่งเป็นการละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ และพ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและบังคับบุคคลสูญหาย รวมถึงประณามการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อเยาวชน นักการเมือง และนักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมเสนอให้แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าว รวมถึงให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง  โดยเน้นย้ำว่าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มีเกณฑ์เงื่อนไขการเคารพประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศภาคีด้วย

16 มิ.ย. 68 – บัญชี X ของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน (DROI) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในรัฐสภายุโรปได้โพสต์ข้อความว่า Mounir Satouri ประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ในวงกว้างเพื่อทำลายผู้เห็นต่างทางการเมือง ส.ส. และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคนที่ถูกดำเนินคดีหรือถูกจำคุกภายใต้กฎหมายนี้ สมควรได้รับการนิรโทษกรรมโดยทันที รวมถึงอานนท์ นำภา และพิมสิริ เพชรน้ำรอบ ผู้ได้รับรางวัล Sakharov

.

สภายุโรปได้มีท่าทีตอบโต้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยทั้งแบบเบาอย่างการออกแถลงการณ์และแบบหนักอย่างการลดความสัมพันธ์ทุกด้าน ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทยแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน แม้จะผ่านมา 11 ปีแล้ว แต่รัฐไทยยังคงถูกพูดถึงด้วยประเด็นเดิม ๆ เช่น เรียกร้องให้นิรโทษกรรมนักกิจกรรมทางการเมือง ให้แก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ให้ตรวจสอบการค้าแรงงานทาสโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการประมง สื่อให้เห็นว่าแม้จะผ่านมากว่าทศวรรษปัญหานี้ยังคงไม่ถูกสะสางและอาจถูกยกมาพูดอีกครั้งในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคม รวม 20 องค์กร มองเห็นปัญหาดังกล่าวและได้ร่วมกันลงนามในจดหมาย เพื่อเสนอข้อเสนอต่อรัฐไทยในการแก้ปัญหาและป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

รัฐไทยต้องประกันการมีส่วนร่วม บทบาทในการตรวจสอบและการปฏิบัติตามของภาคประชาสังคม  

ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ควรครอบคลุมการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงจัดให้มีกลไกบังคับใช้และเยียวยาเพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ และสนับสนุนกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปาก นอกจากนี้ ต้องประกันการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนอย่างรอบด้านและมีส่วนร่วมโดยมีภาคประชาสังคมไทยเข้าร่วม ต้องจัดให้มีการทบทวนอิสระประจำปีโดยผู้เกี่ยวข้อง 

นอกจากนี้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ต้องมีกลไกระดับรัฐต่อรัฐสำหรับการบังคับใช้ ช่องทางร้องเรียน และบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การระงับสิทธิพิเศษทางการค้า หรือการสั่งปรับ หากไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน และสิ่งแวดล้อม

การคุ้มครองสิทธิทางพลเรือนและทางการเมือง รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

รัฐไทยต้องปล่อยตัวและนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง รวมถึงผู้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์และเยาวชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ นับแต่ปี 2549 พร้อมส่งเสริมการปฏิรูปประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงและเท่าเทียม โดยให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม

การคุ้มครองแรงงานและสิทธิของคนงานข้ามชาติ 

กำหนดโรดแมปที่ชัดเจน เพื่อมุงไปสู่การให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 พร้อมปฏิรูปกฎหมายแรงงานไทย (พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์และคุ้มครองแรงงาน) โดยปรึกษาสหภาพแรงงานและกลุ่มแรงงาน ดำเนินกลไกตรวจสอบในห่วงโซ่อุปทานเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทหรือห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรป และจัดทำข้อบทด้านแรงงานและความรับผิดของบรรษัทในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้สอดคล้องกับหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน รวมถึงการเยียวยา การคุ้มครองด้านเพศสภาพ และกลไกความรับผิดของบรรษัท

การคุ้มครองการสาธารณสุข ความมั่นคงด้านอาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ 

หลีกเลี่ยงการนำข้อบทของความตกลง TRIPS-plus มาใช้ เพื่อไม่ให้ขัดขวางการเข้าถึงยาสามัญ และคุ้มครองความยืดหยุ่นด้านสาธารณสุข ปฏิเสธการบังคับใช้มาตรฐาน UPOV 1991 ที่จำกัดสิทธิเกษตรกรในการรักษา แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ และคุ้มครองสิทธิตาม ITPGRFA พร้อมกำหนดข้อบทที่ชัดเจนซึ่งห้ามไม่ให้ออกสิทธิบัตรต่อพืช สัตว์ และกระบวนการทางชีวภาพ 

.

X