“อีกไม่นานจะได้เจอกัน แต่อาจจะใช้เวลาสักหน่อย”: รู้จัก “พีรพงศ์” ผู้ต้องขังคดีทะลุแก๊ส ในระหว่างห้องขังกับความคิดถึง

“พีรพงศ์” เป็นนามสมมติของอดีตพนักงานโรงแรมวัย 28 ปี ผู้ถูกคุมขังในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมขว้างปาระเบิดปิงปองใส่ป้อมตำรวจบริเวณแยกอโศกมนตรี ในเหตุการณ์ช่วงการชุมนุมที่เรียกกันว่า “ทะลุแก๊ส” เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2564

คดีของเขามีผู้ถูกฟ้องรวม 3 คน ก่อนเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2566 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 3 ปี 7 เดือน และปรับ 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำคุกละ 1 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 666.66 บาท ทั้งหมดได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

กระทั่งศาลอุทธรณ์นัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 แต่พีรพงศ์ไม่ได้เดินทางไปในนัดดังกล่าวเนื่องจากจำวันนัดผิด หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวน 3 นาย เข้าจับกุมเขาเขาจากปากซอยที่พักเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2568 

ตั้งแต่วันที่ถูกจับกุม พีรพงศ์จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อมาในวันฟังคำพิพากษาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษ ให้เป็นจำคุก 2 ปี 4 เดือน 15 วัน ปรับ 666.66 บาท แม้จะมีการยื่นขอประกันตัว แต่ศาลฎีกาก็ยกคำร้องในส่วนของพีรพงศ์ เนื่องจากเห็นว่าเคยไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ให้ประกันตัวเฉพาะจำเลยอีก 2 คน

ท้ายที่สุดพีรพงศ์ถูกคุมขังเรื่อยมา เขายังถูกย้ายที่ถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่เรือนจำกลางบางขวางเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 ด้วย โดยเบื้องต้นเขาตัดสินใจที่จะไม่ฎีกาคดีอีก ทำให้รอคอยคดีถึงที่สุดอยู่

ชีวิตของพีรพงศ์ที่ต้องเผชิญความทุกข์ยากของการคุมขัง การใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดกลายเป็นบทเรียนใหม่ที่เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องเผชิญ ความคิดถึงหลานสาวตัวน้อยที่เขาเลี้ยงดูมาตลอดกลายเป็นความทรงจำที่ทำให้ต้องซุกหน้าเข้าไปในผ้าห่มและหลั่งน้ำตาเป็นครั้งคราว นอกจากนั้น เขายังคิดถึงความเป็นปกติของชีวิตที่เคยผ่านมา ทั้งการทำงานเป็นพนักงานต้อนรับโรงแรม การได้เดินสำรวจความเรียบร้อยรอบโรงแรม การได้ทำงานกะดึกด้วยความที่หัวหน้าไว้ใจ และเพื่อนร่วมงานที่เข้ากันได้ดี

แม้ว่าเขาจะผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีนักกับกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ทั้งการถูกให้เขียนข้อความโดยที่ไม่รู้เนื้อหา และการถูกใช้ความรุนแรงระหว่างการจับกุม แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่า “เรายังไม่แพ้” และพร้อมที่จะกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของของการเปลี่ยนแปลงสังคมอีกครั้งเมื่อได้รับอิสรภาพ  

.

ตั้งแต่วันที่ย่าจากไป

ตั้งแต่ความทรงจำแรก พีรพงศ์เติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของย่าแท้ ๆ ที่ย่านรังสิต เพราะพ่อแม่แยกทางไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่เขาอายุเพียง 4 เดือน เขาไม่เคยได้ติดต่อกับพ่อแม่แท้ ๆ เลย โดยพื้นฐานครอบครัวของเขาไม่ค่อยสนใจการเมือง แต่หากมีการพูดถึง ก็ดูจะเอนเอียงไปทางกลุ่มเสื้อเหลืองมากกว่า

การศึกษาของพีรพงศ์ติดขัดตั้งแต่ระดับมัธยมต้น เขาเรียนที่โรงเรียนวัดเขียนเขต แต่ไม่จบ เพราะปี 2554 ย่าของเขาป่วยติดเตียง ในวัย 14 ปี เขาต้องคอยดูแลย่าตลอดเวลา เพราะญาติคนอื่นไม่สนใจ นอกจากนี้เขายังยอมรับว่าตัวเองค่อนข้างเกเรด้วย ติดเล่นกับเพื่อนมากกว่าจะตั้งใจเรียน ครูที่โรงเรียนเคยมาตามหาเขาที่บ้านเพื่อสอบถามปัญหา แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้กลับไปเรียนต่ออีก

ปี 2555 เป็นจุดหักเหของชีวิต เมื่อย่าเสียชีวิต พีรพงศ์รู้สึกเคว้งและไม่รู้ว่าญาติ ๆ จะเต็มใจให้เขาอาศัยอยู่ด้วยหรือไม่ เขาเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่าทำอะไรผิด จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯไปอาศัยแถวรามคำแหงกับญาติห่าง ๆ 

ที่นั่นเขาเริ่มเรียน กศน. เป็นระยะเวลา 6 เพื่อเทียบกับวุฒิชั้นมัธยมต้น แล้วสมัครเรียนเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมหัวหมาก ขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นไรเดอร์ขนส่ง เปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ แต่การที่ต้องเรียนและทำงานไปพร้อมกันทำให้เขารู้สึกเหนื่อยมาก จึงเป็นเหตุให้เรียนไม่จบ

ช่วงปี 2557 พีรพงศ์มาทำงานที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งย่านคลองตัน เป็นงานที่เขาทำค่อนข้างนาน 5-6 ปี ได้ทำงานแทบจะทุกตำแหน่ง เขาเปรียบเทียบว่าการทำงานของพนักงานที่นั่นทรหดมาก เรียกได้ว่า “กรรมกรห้องแอร์” ทำงานจนสนิทกับผู้จัดการร้าน ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างดี จนถึงขั้นที่ผู้จัดการไว้ใจ เคยฝากให้ช่วยนำเงินสดไปฝากธนาคาร และดำเนินงานอื่น ๆ แทน

ผู้จัดการเคยเสนอให้เขาสอบเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ แต่เขาไม่ได้ไปสอบเพราะพึงพอใจในตำแหน่งเดิม และไม่อยากเพิ่มภาระความรับผิดชอบ

.

เมื่อคำว่า ‘ไม่เอารากหญ้า’ ปลุกใจคนธรรมดา

การตื่นตัวทางการเมืองของพีรพงศ์เริ่มขึ้นในช่วงความขัดแย้งปี 2557  ช่วงแรกเขาไม่ได้คิดอะไรกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. แต่มีวันหนึ่งเปิดโทรทัศน์ดูข่าว ได้ยินสุเทพ เทือกสุบรรณ ปราศรัยเนื้อหาทำนองว่า “เราไม่เอารากหญ้า” คำพูดนี้ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามต่อสถานการณ์ทางการเมืองและการเปรียบเทียบสถานะทางสังคม

จากนั้นเขาเริ่มไปค้นหาข่าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะข่าว “จำนำข้าว” เขารู้สึกว่ารัฐบาลพยายามให้ความช่วยเหลือประชาชน แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมาก ถือว่าเป็นการติดตามสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ และช่วงที่เสื้อแดงมาแถวรามคำแหง เขาก็แค่เคยขับรถผ่านไปเพื่อสังเกตการณ์ 

กระทั่งเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหาร ขณะนั้นพีรพงศ์เห็นเป็นทหาร เขาจึงไม่ได้ตั้งคำถามถึงการเข้าสู่อำนาจที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเห็นตามที่หลาย ๆ คนเห็นว่าการเข้ามาของทหารอาจจะส่งผลดี แต่พอนานวันเข้า เขาเห็นได้เองว่าการอยู่ของรัฐบาลทหารยิ่งอยู่ยิ่งแย่ เขารับไม่ได้ในหลาย ๆ เรื่อง และทำได้เพียงแค่ก่นด่า

สิ่งที่ทำให้พีรพงศ์เกิดความไม่พอใจที่สุดคือช่วงสถานการณ์โควิด-19 กำลังระบาดแรก ๆ  เมื่อปี 2563 เขาเห็นคลิปประชาชนที่ป่วยและต้องนอนตายอยู่ข้างถนนกว่า 12 ชั่วโมง รับรู้ได้ถึงการไม่จะเร่งรีบดำเนินการอะไร ล่าช้าทั้งการจัดสรรวัคซีน ไล่ลามถึงคำถามเรื่องภาษีของประชาชนว่าหายไปไหน ทำไมคนที่มีหน้าที่ในรัฐบาลถึงไม่ทำหน้าที่ให้ดี อีกทั้งช่วงนั้นเขามีอาชีพรับจ้างขายลูกชิ้นทอดแบบหักเปอร์เซ็นต์ ก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ยอดขายตก สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เขาโกรธรัฐบาลยุคนั้นมาก

ช่วงนั้นเขาได้ดูโทรทัศน์ เข้าสื่อโซเชียลมีเดีย เห็นเหล่าผู้ชุมนุมออกมาปราศรัยเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐบาลแทบจะทุกช่องทาง จึงนับถือในความตั้งใจของคนเหล่านั้นที่สุด นับแต่นั้นมาเขาจึงได้เริ่มตัดสินใจเข้าร่วมการชุมนุมในช่วงปี 2564 ตั้งแต่ชุมนุมแบบคาร์ม็อบ เขาคอยขับรถจักรยานยนต์ตามขบวนไป โดยมีปัจจัยเลือกสถานที่ชุมนุมที่ใกล้บ้าน 

มุมมองของพีรพงศ์ในเวลานั้นเขาอยากออกไปมีส่วนร่วม กับสถานการณ์บ้านเมืองที่มองว่าเลวร้าย แต่ยังไม่มีการพัฒนาแก้ไข หากออกไป อาจจะช่วยอะไรได้บ้าง อย่างน้อยการออกไปร่วมชุมนุม ก็เป็นหนึ่งในวิธีการเป็น “กระบอกเสียง” 

.

วันที่ 11 ตุลาคม 2564  คืนเปลี่ยนทุกอย่าง

ต่อมาเขาเข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 11 ต.ค. 2564 ในวันนั้นมีทั้งความโกรธและอยากออกไปขับไล่รัฐบาลชุดนั้น ในช่วงเวลาที่เขาถูกจับกุม เขาจำได้ถูกใส่กุญแจมือในลักษณะที่เป็นการเอามือไพล่หลัง และจับให้นอนราบกับพื้นบริเวณที่เกิดเหตุ จากนั้นเขาก็เห็นรองเท้าคอมแบตเริ่มพุ่งเข้าสู่ร่างกาย ต่อมาตำรวจจาก สน.ทองหล่อจึงเข้ามา พาตัวพีรพงศ์และเพื่อนไปที่สถานีตำรวจ

ขณะนั้นจำได้ว่าแม้ตำรวจมีการแจ้งสิทธิ แต่ก็ยึดโทรศัพท์ไม่ให้เขาติดต่อใคร และพีรพงศ์เองก็ไม่ทราบด้วยว่าจะต้องติดต่อใคร ระหว่างนั้นก็ถูกซักไปเรื่อย ๆ เขาไม่ได้ตอบคำถาม อยู่ ๆ มีตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง แจ้งว่า “เพื่อนมึงรับแล้ว มึงจะรับไหม” และตำรวจนายนั้นก็ยกเท้ามาเตะช่วงท้องของเขา แต่ที่เขารู้สึกโกรธที่สุดคือตำรวจนายนี้พูดว่า “มึงรู้จักโจ้ถุงดำไหม” และหันไปหาตำรวจอีกนาย และพูดในทำนองติดตลกว่าหากมันไม่พูด ก็เอาถุงดำมาครอบหัว 

ความรู้สึกในตอนนั้นรู้สึกไม่ยุติธรรมเป็นอย่างมาก นี่หรือคือตำรวจ? ส่วนข้อความบันทึกที่เขียนลงในกระดาษก็เป็นข้อความที่เขียนตามที่ตำรวจบอก เขาระบุว่าตนเขียนไปโดยที่ไม่รู้ 

วันที่มีการสืบพยาน จำได้ว่าตอนนั้นศาลถามว่ามีการทำร้ายร่างกายหรือไม่ ตำรวจตอบว่าไม่มี แต่ตามจริงนั้นก็เป็นอย่างที่เขากล่าวก่อนหน้าว่ามีการกระทำหลายอย่าง  หลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ตอนนั้นใจเขาก็ตกไปที่ตาตุ่ม ความรู้สึกต่าง ๆ มันถาโถมเข้ามา อีกใจเขาก็กลัวมาก แต่อีกใจเขาก็พยายามทำใจรับสิ่งที่ต้องเผชิญ

ระหว่างรอคดีในชั้นอุทธรณ์ พีรพงศ์กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ช่วงปี 2567 เขาเห็นโรงแรมแห่งหนึ่ง เปิดรับสมัครพนักงาน และที่พักของเขาก็อยู่ไม่ไกล จึงติดต่อเข้าไปสมัครงาน สัมภาษณ์งาน และได้รับงานนี้ ตำแหน่งของเขาเป็นพนักงานต้อนรับและดูแลความปลอดภัย หน้าที่มีทั้งการคอยเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบโรงแรม, ดูแลแขกเช็คอิน, โบกรถบัส, จัดที่จอดรถ, ช่วยยกกระเป๋า เป็นงานที่เขาว่าค่อนข้างดี ทั้งเพื่อนร่วมงาน ทั้งหัวหน้าก็ดี 

ในการเริ่มงานช่วงสามวันแรก เขาได้เข้างานผลัดเช้า เวลา 8.00-17.00 น. และวันที่สี่เป็นต้นไป เขาได้เข้างานผลัดบ่าย ทำงานผลัดบ่ายได้ 1 เดือนกว่า ๆ เขาได้ไปเข้างานช่วงผลัดดึกแทน ที่เขาได้ทำงานผลัดดึกเพราะหัวหน้างานไว้ใจว่าเขาจะทำงานได้ดี

ด้วยความที่เขาเข้างานช่วงผลัดดึก การทำงานจะเริ่มตั้งแต่ช่วง 23.00 – 8.00 น. ดังนั้นเมื่อกลับมาจากการทำงานพีรพงศ์ก็จะเตรียมตัวนอนหลับพักผ่อน เขาจำได้ว่าทนายความเคยโทรมาแจ้งนัดฟังคำพิพากษา แต่เขาจำสับสนจากเดือนมกราคมไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ในวันที่ 13 ม.ค. 2568 เขาไม่ได้ไปตามนัดเพื่อฟังคำพิพากษา ตลอดทั้งคาดว่าทั้งทนายและเพื่อนร่วมคดีก็พยายามติดต่อมาหาเขา แต่ด้วยความที่เขาหลับไปในช่วงเช้าแล้ว จึงไม่ได้รับสายใคร 

ต่อมาอีกราว 4 วัน  ช่วงเที่ยง ๆ เขาได้ลงจากตึกที่พักเพื่อมาหาอาหารทาน สังเกตเห็นชายกลุ่มหนึ่งประมาณ 5-6 คน พุ่งตัวมาที่เขา และล็อคตัวไว้ จากนั้นจึงสอบถามว่าใช่บุคคลตามภาพดังกล่าวหรือไม่ มีผู้ชายคนหนึ่งหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา พีรพงศ์คิดว่าน่าจะเป็นเอกสารทะเบียนราษฎร์ เขาจึงตอบว่าใช่ ชายกลุ่มนั้นจึงแจ้งว่าเขาไม่ได้ไปตามนัดหมายศาล ถูกออกหมายจับ จากนั้นเขาจึงถูกรวบตัวขึ้นรถ พาตัวไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ก่อนจะถูกคุมขังนับแต่นั้น 

.

ใต้สองโลกของการคุมขัง

ชีวิตในเรือนจำของพีรพงศ์เปรียบเสมือนการได้สัมผัสสองโลกที่แตกต่าง หลังนัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ไม่กี่วัน เขาถูกย้ายไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ในช่วงแรกเขาตั้งคำถามถึงความแตกต่างของทั้งสองเรือนจำ ในเรื่องสถานที่ พีรพงศ์เห็นว่าเรือนจำบางขวางค่อนข้างดีกว่า เนื่องจากมีพื้นที่กว้าง และห้องนอนที่ไม่ถึงขนาดต้องนอนเบียดเสียดกันเหมือนหมู

ในเรื่องการกิน อาหารที่บางขวางยังมีรสชาติมากกว่าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วย แต่ในเรื่องการเยี่ยมญาติ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะดีกว่า แค่เป็นสิบรายชื่อก็สามารถมาเยี่ยมได้แล้ว ซึ่งต่างจากที่บางขวางมากที่ให้เฉพาะญาติตามสายเลือด  

ส่วนในเรื่องของกฎระเบียบ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะมีความผ่อนปรนมากกว่าที่บางขวาง ซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างเข้มงวดกว่า สั่งอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติตาม อาจจะด้วยความเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงกว่า 

แม้อยู่ในเรือนจำ พีรพงศ์ยังคงเชื่อเช่นเดิมว่าการเมืองไทยยังคงเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่านี้ได้ เมื่อเขาได้ออกจากสถานที่แห่งนี้ หากในวันใดวันหนึ่งต้องมีการเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เขาก็ยังคงไปร่วมเป็นกำลังอีกหนึ่งคน 

“หากเราเงียบ ไม่ร่วมส่งเสียง การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น” เขากล่าว

สำหรับคำว่า “เรายังไม่แพ้” พีรพงศ์อธิบายในลักษณะที่ว่า ตราบใดที่ยังสู้ด้วยการเรียกร้อง การชุมนุม หรือการแสดงออกใด ๆ และเราไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่กำลังแสดงออกอยู่นั้น นี่แหละคือ “เรายังไม่แพ้” การเปลี่ยนแปลงยังคงต้องมาจากการต่อสู้เคลื่อนไหว

หนึ่งในความทรงจำที่หวานขมที่สุดของพีรพงศ์คือหลานสาวที่เขาเลี้ยงมาตลอด หลานค่อนข้างติดเขาด้วย เพราะช่วงกลางวันที่พ่อและแม่ของหลานไม่ว่าง เขาจะคอยเล่นเป็นเพื่อนตลอด ในบางวันเขาก็เป็นคนอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และป้อนข้าวให้หลาน 

ช่วงแรกที่เขามาอยู่ในเรือนจำ เขาคิดถึงภาพหลานตลอด คิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขามาอยู่ตรงนี้โดยที่ไม่ได้บอกอะไรเลย ได้แต่พึมพำในใจ หลานจะถามหาไหมนะ ตอนนี้จะโตขนาดไหนแล้ว เมื่อคิดถึง ทำให้เขาร้องไห้หลายครั้งเลย แต่ด้วยความเป็นเรือนจำพื้นที่คับแคบ เขาเล่าว่าตัวเองเอาผ้าห่มคลุมหัวไว้ และหลั่งน้ำตาอยู่ในผ้าห่มผืนนั้น

แต่สุดท้ายเมื่อสภาพความจริง ปรากฏว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาเล่าว่าต้องพยายามตั้งสติและอดทนกับมัน พร้อมได้ปลอบโยนตัวเองว่า “อีกไม่นานจะได้เจอกันอีกรอบแล้ว แต่อาจจะใช้เวลาสักหน่อย”

X