เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุก 8 ปี 48 เดือน จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 8 ข้อความ และอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
การพบกันครั้งนี้ อายพูดคุยกับทนายความเรื่องสุขภาพกายและใจ เธอกำลังเผชิญกับการปรับเปลี่ยนยาใหม่ที่ส่งผลกระทบทั้งผลข้างเคียงทางร่างกายและอาการที่เกิดจากยา ที่ทำให้เธอต้องพยายามควบคุมตนเองอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่บทสนทนาอื่น ๆ ในเรื่องที่ประชุมสภาเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังอยู่ในกระแสสังคม แม้อายจะไม่มีความหวังมากนัก แต่เธอยังคงให้กำลังใจกลุ่มที่รณรงค์และผู้ต้องขังทางการเมือง และขอให้นิรโทษกรรมประชาชนเกิดขึ้นจริง
และสุดท้าย ความคิดถึงครอบครัวและเพื่อนฝูงยังคงเป็นแรงใจสำคัญที่ช่วยให้เธอฝ่าฟันความยากลำบาก เมื่อใกล้ครบรอบวันเกิดของตนเอง (17 ก.ค. 2568) หลังจากถูกคุมขังมาแล้ว 318 วัน
____________________________________________________________
อายปรากฏตัวด้วยโฉมหน้าใหม่ที่แปลกตา ผมสีย้อมที่เคยเป็นเอกลักษณ์ถูกตัดออกไปเหลือเพียงเส้นผมสีดำธรรมชาติที่ถูกซอยให้สั้นลงช่วงปลาย ใบหน้าที่ปาดมาสคาร่าและทาปากแดงสดใส นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายนอก อายเล่าถึงภายในจิตใจผ่านการดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้สั่งให้เธอเริ่มทานยาใหม่อีกครั้ง พร้อมคำเตือนว่าอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น สำหรับยากันชักและยาควบคุมอารมณ์ที่เคยใช้ ดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว
เหตุผลของการปรับยารักษาอาการซึมเศร้าครั้งนี้ มาจากการที่แฟนของอายได้เดินทางไปพบแพทย์ และได้เล่าถึงอาการต่าง ๆ ที่เธอมี จึงทำให้แพทย์เห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนการรักษา “ผลข้างเคียงในช่วงนี้ก็รู้สึกว่ามีผื่นเล็กน้อย ควบคุมตัวเองไม่ได้ อาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอายรับรู้ได้ตลอดนะ อายรู้ตัวค่ะ และอายก็พยายามที่จะคุมอาการเหล่านี้”
อายเล่าอีกว่าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม มีจิตแพทย์เข้ามาที่แดน เธอมีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจว่าสภาพที่เธอเป็นอยู่นั้น เป็นผลจากยาที่ต้องทานทุกวัน “ในตอนนั้นอายแค่รู้สึกว่าตนเองอยากคุยกับใครสักคน ใครสักคนที่เขาทราบและเข้าใจว่าที่เราเป็นแบบนี้ เพราะผลจากยาที่ทานในทุกวัน”
การพูดคุยครั้งนี้สังเกตว่า อายดูเหม่อลอย ซึม ๆ และเบลอ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่อย ๆ เมื่อใดก็ตามที่นึกเรื่องใดออก เธอก็จะพูดออกมาทันที ทำให้เรื่องเดิมที่กำลังเล่าไม่สมบูรณ์ และต้องวกกลับไปถามซ้ำ
นอกจากนี้อายยังเล่าถึงปัญหาที่เกิดข้างใน ราวผ้าที่มีรอบการเปิด-ปิดให้ผู้ต้องขังเข้าไปหยิบสิ่งของ กลายเป็นจุดเริ่มของความวุ่นวายเล็ก ๆ “ประตูเปิดช้าจนเกินไป ทำให้เวลาเจ้าหน้าที่ประกาศให้แต่ละบ้านเข้าไปหยิบสิ่งของนั้น ก็จะเป็นลักษณะกรูเข้าไปพร้อมกันทีเดียว วุ่นวายมาก บ้างก็ผลักกัน ทะเลาะกัน”
ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือความเป็นไปได้ของอุบัติเหตุ หากมีคนหนึ่งคนล้ม คนอื่น ๆ ก็จะล้มตาม อายจึงตัดสินใจที่จะร้องเรียนเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ เธอมองว่าปัญหานี้เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดสรรหรือหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีพอ
ประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ อายได้เขียน domimail เป็นจดหมายถึงนักการเมือง แม้เธอจะไม่แน่ใจว่าจดหมายดังกล่าวจะถูกส่งออกไปหรือไม่ แต่เนื้อหาที่เขียนไปนั้นเต็มไปด้วยความตัดพ้อ “ที่พวกเราเคยต่อสู้ร่วมกันเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยนั้น ตอนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนถูกกักขังเรื่อย ๆ เราหลาย ๆ คนเป็นเสาหลักของบ้าน แต่ตอนนี้พวกเราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากอยู่ข้างในนี้ และนักการเมืองเหล่านั้นได้ทำอะไรเพื่อพวกเราบ้าง” ที่น่าเป็นห่วงสำหรับอายคือในเนื้อหาจดหมายมีบางคำที่ถูกลบไป โดยเฉพาะคำว่า ม.112 ซึ่งทำให้ประโยคของข้อความไม่สมบูรณ์
ขณะเดียวกันเท่าที่อายสังเกตในเรือนจำแดนแรกรับ กำลังเผชิญกับปัญหาความแออัดอย่างหนัก จากเดิมมีผู้ต้องขังประมาณ 400 คน ตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 คนแล้ว บ้านทับทิมที่เธออาศัยอยู่แออัดเป็นพิเศษ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยกลางคนและผู้สูงอายุ อายุช่วง 40-60 ปี โดยมากมาด้วยคดีบัญชีม้า คิดเป็นร้อยละ 70 กว่าของผู้ต้องขังทั้งหมด ความแออัดนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้งการแย่งกันอาบน้ำ และการแย่งกันไปรับเสื้อผ้าที่ส่งซักไว้
บริการซักผ้าในแดนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อสุขภาพของนักโทษ แม้จะต้องเสียเงินจ้าง แต่คุณภาพที่ได้รับกลับไม่คุ้มค่า ปัญหานี้บังคับให้หลายคนต้องจ้างซักผ้าแยกอีกครั้ง กลายเป็นการเสียเงินซ้ำซ้อนถึง 2 รอบ ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือเสื้อผ้าที่ไม่แห้งส่งผลให้หลายคนเกิดโรคเชื้อรา โดยเฉพาะนักโทษต่างชาติที่มีอาการเป็นวง ๆ ตามหลังอย่างชัดเจน
อายย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่ได้เคยร่วมเรียกร้องกับกี่ยวกับประเด็นสุขลักษณะต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องโรคผิวหนัง พวกเธอเห็นว่าทางราชทัณฑ์ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าที่เป็นอยู่
เมื่อพูดถึงประเด็นนิรโทษกรรมประชาชน แม้อายจะไม่มีความหวังต่อเรื่องนี้นัก แต่สำหรับผู้ต้องขังหลายคนที่ยังคงรอ และเชื่อว่านิรโทษกรรมจะผ่าน เธอจึงเลือกที่จะให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ และขอให้มันเป็นจริง
ก่อนจากกันอายพูดถึงความคิดถึงครอบครัวและเพื่อน ๆ ทุกวันนี้เธอพยายามนึกถึงเรื่องราวดี ๆ ในอดีต ความทรงจำที่เคยอยู่ร่วมกัน “ในหลาย ๆ ครั้งนั้น พอคิดถึงเรื่องราวพวกนี้มันก็ทำให้ร้องไห้”
ขณะที่เธอพูดประโยคนี้ น้ำตาไหลออกมา ก่อนกล่าวประโยคส่งท้าย “เราอยู่ในนี้มานานมาก แต่เวลาก็ผ่านไปไวเช่นเดียวกัน จนตอนนี้จะครบรอบวันเกิดของอายแล้ว”
———————–
📩 สามารถเขียนจดหมายถึงอาย ฝากถึง “กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน เรือนนอนทับทิม ทัณฑสถานหญิงกลาง 33/3 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”
📩 หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
จนถึงปัจจุบัน ( 10 ก.ค. 2568) อายถูกคุมขังมาแล้ว 318 วัน
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
283 วันหลังกำแพง “อาย” กับบทเพลง ‘ใต้หล้า’ ขับขานให้ความหวังในการต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง
